เกริ่นนำ ...
เนื่องจากสัปดาห์นี้ใกล้วันพ่อแล้ว ไหนใครวางแผนกลับบ้านบ้าง ยกมือขึ้นสิ อืมม ! มีหลายคนเหมือนกันนะ แต่หลายคนคงบ้านไกล กลับบ้านตอนนี้คงไม่สะดวกและอยู่บ้านได้ไม่นาน
วันนี้จะมีการเก็บคะแนนภายในคาบเรียนนะ เพื่อต้อนรับวันพ่อที่กำลังจะมาถึงนี้ ครูคิดว่า มันเป็นกิจกรรมที่คุณค่ามาก ครูยอมที่เสียคะแนนเก็บในส่วนของเนื้อหาวิชาไปให้กิจกรรมนี้ ครูไม่สนใจว่าใครจะว่าอย่างไร นี่เป็นกระบวนการที่ครูได้เลือกแล้ว เพื่ออะไรบางอย่างสำหรับพวกเราทุกคน
วีดิทัศน์ชุดนี้เป็นวีดิทัศน์ที่ครูได้บันทึกเอาไว้เมื่อ ๓ ปีก่อนในรายการตีสิบ เป็นการสัมภาษณ์อาจารย์หมอท่านหนึ่ง อาจารย์หมอท่านนี้ชื่อ พอ.น.พ.พงศ์ศักดิ์ ตั้งคณา ใครรู้จักบ้าง (หลายคนส่ายหน้า หลายคนทำหน้าเฉย ๆ) อา เดี๋ยวถ้าพวกเราเห็นหน้าอาจารย์หมอ เราคงจะเคยเห็นท่านออกรายการต่าง ๆ หลายรายการ
วีดิทัศน์ชุดนี้อาจจะไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะตอนนี้ครูบันทึกนั้น ที่บ้านยังไม่มีเสาอากาศใหญ่ ครูใช้เสาหนวดกุ้ง (เด็กก็จะหัวเราะเสมอ) มันจึงไม่ค่อยชัดนัก ครูบันทึกรายการนี้ ๒ สัปดาห์ แล้วเอามาตัดต่อรวมกันเป็นตอนเดียวในวันนี้ ตอนท้าย ๆ จะมีการกระตุกครั้งหนึ่ง มันจะทำให้ปากของผู้สัมภาษณ์กับเสียงที่ออกมาจะไม่ตรงกัน ขอให้พวกเราคิดว่า กำลังดูหนัง Soundtrack อยู่ก็แล้วกันนะ (เสียงหัวเราะดังขึ้นอีก) แต่มันมีคุณค่ามาก ถึงช่วงนี้อยากให้พวกเราใช้หูฟังด้วยความตั้งใจ เพราะคำพูดที่ออกมาช่วงท้ายสำคัญมาก
เมื่อถึงตอนอาจารย์หมอบอกว่า ให้ทุกคนหลับตา ขอให้ทุกคนหลับตานะครับ แล้วในระหว่างหลับตาให้ฟังอาจารย์หมอพูด พร้อมกับทบทวนสิ่งที่อาจารย์หมอได้พูดออกมาว่า มันจริงหรือไม่ ให้เราใช้วิจารณญาณดูนะครับ เมื่ออาจารย์หมอบอกให้ลืมตาได้ พวกเราก็ค่อยลืมตาขึ้นมา ตกลงไหมครับ
หลังจากที่เราดูจบแล้ว เราจึงค่อยลงมือเขียนสิ่งที่เราคิดในใจลงในแบบวิเคราะห์ หลังจากนั้นก็ค่อยตั้งชื่อแบบวิเคราะห์นี้ วิชาการไม่สนใจ สนใจแต่ความรู้สึกครับ
อ๋อ อีกประการหนึ่ง ในระหว่างการชมจะมีภาพทางการแพทย์ที่ดูหวาดเสียวเสียหน่อย ขอให้พวกเราทำใจแข็งไว้นะครับ ยังไงก็ต้องดู หากเสียวมาก ๆ ให้ปิดตาข้างหนึ่งก็ได้ แต่ตาอีกข้างห้ามปิด (ฮาอีกรอบ) เพราะหากเราไม่ได้ดูภาพนี้ เวลาที่เราเขียนออกมา จะไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกิจกรรมที่วางไว้ครับ (ทำขู่ไปงั้น)
ขอให้ทุกคนเปิดใจให้เต็มที่ หากตลก ขอให้หัวเราะดัง ๆ เลยนะครับ คิดว่า กำลังอยู่ใน Major Cinepex แล้วกันนะ (จะมีเสียงหัวเราะอีก)
ทุกคนพร้อมไหม เอาเริ่มนะ เดี๋ยวครูจะเซ็ตเสียง เซ็ตภาพอยู่ตรงนี้แล้วเดี๋ยวครูจะเดินไปนั่งข้างหลัง (ลดแรงกดดัน ทำให้เด็กเปิดใจตัวเองให้เต็มที่)
ระหว่างเปิดวีดิทัศน์ ...
ผมจะนั่งสังเกตการณ์อารมณ์ต่าง ๆ ของเด็ก อะไรที่เป็นตัวแปรแทรกซ้อนเข้ามา ต้องกำจัดออกให้หมด เช่น เด็กยังไม่มีสมาธิ เอามือถือมาเล่น เด็กไม่ยอมดูภาพทางการแพทย์ แบบนี้จะพุ่งเข้าไปเตือนทันที ด้วยสีหน้าจริงจัง พวกเขาจะระมัดระวังตนเองมากขึ้น และอยู่ในกรอบที่วางไว้ ได้ผลดีเลยล่ะ
เมื่อสะเทือนใจมาก ๆ เมื่อใด จะมีเด็กหลายคนที่น้ำตาไหลออกมา หลายคนร้องไห้สะอึกสะอื้นหนัก หลายคนพยายามปกปิดตัวเองเพราะอายเพื่อนข้าง ๆ
พฤติกรรมเหล่านี้ถูกสังเกตการณ์ทั้งหมด
เพราะน้ำตาที่ออกมาคือ น้ำตาแห่งความดีงาม น้ำตาแห่งจิตสำนึก ใครเก็บกดไว้มาก จะพบว่า มีความเครียดสูง และเป็นคนบุคลิกภาพเก็บกดมาก
จะไม่เตือนตอนนี้ แต่จะเตือนเขาตอนสรุป
วีดิทัศน์จบลง เริ่มลงมือเขียนแบบวิเคราะห์ ...
สิ่งที่ครูอยากให้พวกเราเขียนลงไป คือ ความรู้สึกแรก ความรู้สึกที่เพิ่งดูจบแล้วอยากเขียน อยากระบาย อยากบอก เขียนให้เต็มที่ ไม่มีอะไรที่เป็นวิชาการทั้งนั้น มีแต่ความรู้สึก
ขอให้ใช้สมองคิด และหัวใจเขียน
ตั้งสติ มีสมาธิ แล้วลงมือได้เลยครับ
ครูให้เวลา ๓๐ นาที หลังจากนั้นครูจะสรุป
(ในระหว่างนั้น ผมก็กำกับเวลาให้เขาทราบตอนใกล้หมดจะเตือนว่า เตรียมตัวส่งนะ)
บทสรุปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาตอนนี้ ...
เป็นไงบ้าง ...
ครูเคยสอนโดยใช้กิจกรรมนี้มาหลายปีแล้วนะ
การร้องไห้เป็นเรื่องปกตินะครับ เพียงแต่ครูพยายามเหตุผลการร้องไห้ ครูตั้งข้อสันนิษฐานไว้ ดังนี้
คนที่ร้องไห้ประเภทแรก คือ คนที่ซาบซึ้งกับวีดิทัศน์ ใช่ไหมครับ (ผมมองหน้านักศึกษาไปรอบ ๆ ห้อง แล้วยิ้ม)
แต่คนประเภทที่สอง คือ คนที่ทำผิดกับพ่อแม่ไว้เยอะ ยิ่งดู ก็ยิ่งร้องไห้ ครูว่า ประเภทหลังนี้แหละ ใช่ไหม ;)...
พวกเราก็อายุ ๑๘ - ๑๙ - ๒๐ - ๒๑ ปีกันแล้ว เราย่อมเคยทำความผิดต่อพ่อแม่เรา ไม่มากก็น้อย หลายคนยังไม่เคยพูดคำว่า "ขอโทษ" เลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่กลับเป็นพ่อแม่ที่ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ กลับเป็นคนที่ให้อภัยเราเสมอ
ครูเชื่อว่า หลายคนเขียนมาในแบบวิเคราะห์ว่า ...
* หนูจะเรียนให้จบ เพื่อนำใบปริญญาไปฝากพ่อกับแม่
* หนูจะทำให้พ่อกับแม่ภาคภูมิใจในตัวหนู
* หนูจะเป็นเด็กดีของพ่อแม่ และจะไม่เกเรอีก
* หนูจะไม่เถียงพ่อกับแม่อีกแล้ว หนูจะเชื่อฟังพ่อกับแม่
* หนูเข้าใจพ่อกับแม่แล้ว พ่อกับแม่สอนหนูทำไม
* หนูเข้าใจแล้วว่า หนูมาเรียนหนังสือเพื่ออะไร
ฯลฯ
ครูมีเรื่องเล่าให้พวกเราฟังหลายเรื่องเลย เท่าที่ครูได้เคยพบประสบมาจากงานเขียนของเรา
๑.
มีนักศึกษาคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ทุกครั้งที่กลับบ้าน แม่ ซึ่งเป็นชาวไทยภูเขาอ่านหนังสือไม่ออกแม้แต่ตัวเดียว จะขอให้ลูกสาวคนนี้อ่านหนังสือพิมพ์ให้ฟังหน่อย แต่หนูจะขี้เกียจและอยากออกไปเที่ยวกับเพื่อนข้างนอก หนูจะหาทางหนีออกไป
แต่หลังจากที่เขาได้ดูวีดิทัศน์จากครูแล้ว เขาเขียนบอกว่า ต่อไปนี้เขาจะไม่หนีแม่ไปไหนอีกแล้ว แม่จะให้หนูอ่านอะไร หนูจะอ่านให้แม่ฟังหมดเลย
๒.
๑๑ สิงหาคม ย่ำค่ำ ...
ครูโรงเรียนเทคนิคคนหนึ่ง มาเรียนตอนค่ำ ใส่กางเกงยีนส์เข้ามาเรียน ครูด่าตั้งแต่หน้าห้องว่า ไหนเราตกลงกันแล้วมิใช่หรือ ทำไมยังแต่งตัวแบบนี้มา
ครูคนนี้ไม่ตอบ แต่สายตาเคียดแค้นอย่างหนัก สายตาจ้องเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ
แต่ครูก็ไม่ว่าอะไร ถือว่า จัดการไปแล้ว แต่หลังจากนั้น ครูก็เก็บคะแนนโดยใช้กิจกรรมนี้แบบไม่ให้รู้ตัวมาก่อน
ครูคนนี้ก้มหน้าร้องไห้ตลอด เมื่อถึงช่วงสะเทือนใจ
ยิ่งพอเข้ากระบวนการเขียน ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น
แหม ครูก็สงสัยนะว่า เราด่าหนักไปเปล่าเนี่ย
พอมางานเขียน ก็มีได้คำตอบว่า ...
ที่ใส่กางเกงยีนส์มาเรียน เพราะว่าวันนี้เป็นวันเกิด หลังจากเรียนจบจะออกไปเลี้ยงฉลองงานวันเกิดกับเพื่อนต่อ
แต่ที่ร้องไห้หนักก็คือ "งานวันเกิดของลูกเกือบคล้ายวันตายแม่"
วันนี้เอง แม่นอนอยู่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ (สวนดอก) เพื่อตรวจอาการมะเร็ง
เรื่องของเรื่องคือ แม่อดทนไม่ยอมบอกอาการนี้กับลูก เพราะกลัวลูกจะกังวลใจจนเรียนไม่จบ รอจนกระทั่งเรียนจบ ลูกได้เป็นครู พ่อเห็นแม่ไม่ไหวแล้ว จึงพาแม่จากแม่ฮ่องสอนมาตรวจอาการที่เชียงใหม่
ความลับจึงแตก ... ครูคนนี้เล่าว่า ร้องไห้ตั้งแต่รู้เรื่องนี้ที่โรงเรียน
แต่ ... วันนี้ก็ยังจะไปเที่ยวกับเพื่อนอีก
เมื่อชมวีดิทัศน์จึงสะเทือนใจมาก
วันเกิดแทนที่จะกลับไปกราบเท้าแม่ที่โรงพยาบาลกลับจะไปเที่ยวรื่นเริง
พรุ่งนี้เป็นวันที่ ๑๒ สิงหาคม วันแม่อีกต่างหาก ก็ยังจะไปเที่ยวอีก
และแม่ป่วยหนัก ยังไม่มีจิตสำนึกอีก
สรุปรวม นี่คือ เหตุผลทั้งหมดว่า ทำไมถึงได้ร้องไห้หนักมาก
เขาเขียนคำสุดท้ายมาบอกว่า "ขอบคุณมากค่ะอาจารย์"
สายตาจากความเคียดแค้น กลายเป็น ความอ่อนโยนขึ้น
ผมจำกรณีแม่นมาก เพราะมันประจวบเหมาะในหลายเหตุการณ์มาก
๓.
สำหรับคนที่เขียนบอกครูว่า เดี๋ยวเรียนจบก่อน หนูจะเลี้ยงพ่อแม่เอง พ่อแม่จะต้องสบาย
ลองฟังเรื่องนี้ของครูก่อน
จำได้ว่า วันนั้นเป็นวันศุกร์
ครูได้ทำกิจกรรมนี้ เด็กคนหนึ่งเขียนมาด้วยความสำนึกว่า วันเสาร์นี้หนูจะกลับบ้านไปกราบเท้าแม่สักครั้ง หนูยังไม่เคยกราบเท้าแม่เลยในชีวิต แล้วหนูจะกอดแม่ และบอกรักแม่
เมื่อเสร็จกิจกรรมวันนั้น เขากลับบ้าน
แต่ครูได้ข่าวในสัปดาห์ต่อว่า ...
ในวันศุกร์ วันเดียวกันนั้นแหละ มีรถยนต์จากที่ไหนก็ไม่รู้ในหมู่บ้าน วิ่งมาชนแม่ของเด็กคนนี้ตาย
เด็กคนนี้แทนที่จะได้กลับบ้านไปกราบเท้าแม่ตามที่ตั้งใจไว้ กลับกลายเป็นต้องไปกราบเท้าศพแม่แทน
พวกเรายังอยากคิดแบบนี้อีกไหมล่ะ
ครูว่า พวกเราอยากจะทำอะไร ก็รีบทำเถอะ อย่ารอเลย
เธอรู้ได้อย่างไรว่า พ่อกับแม่จะรอเธอรับปริญญาได้ พ่อกับแม่จะรอความสำเร็จและความภูมิใจของเธอ
ครูเห็นหลายคน ไม่ได้เห็นด้วยซ้ำ
ใครเกิดมา ไม่เคยกราบเท้าพ่อแม่เลยสักครั้งในชีวิต ขอให้ลองทำดู
ใครเกิดมา ไม่เคยกอดพ่อแม่เลยสักครั้งในชีวิต ขอให้ทำเถอะ
ใครเกิดมา ไม่เคยบอกรักพ่อกับแม่เลย น่าจะลองคิดดูนะ
พอพูดกับแฟนว่า "รัก" ทำไมพูดได้
แต่ทำไมพอเป็นพ่อกับแม่จึงบอกว่า เขิน อาย ล่ะ
ใช้โอกาสให้ดีที่สุดครับ อย่าได้เหมือนเรื่องที่ครูเล่ามาให้ฟังนี้เลยครับ
๔.
อีกเรื่องนี้ภาคเรียนนี้เลยนะ ...
นักศึกษาคนหนึ่ง เขียนเกริ่นนำว่า อาจารย์พูดถูกแล้วว่า บางครั้งมันไม่ทัน รีบทำอะไรทำเสียเดี๋ยวนี้ อย่าได้รอเวลาเลย
เขาเล่าว่า ...
คุณพ่อของหนูไม่สามารถรอลูกรับปริญญาได้ทัน นอนโรงพยาบาลอยู่เดือนกว่า ๆ แล้วก็มาเสียชีวิตในวันที่ ๕ ธันวาคม ปีที่แล้ว เหมือนพ่อจะบอกหนูว่า หนูจะได้จำพ่อได้
นักศึกษาคนนี้เล่าว่า เนื่องจากตัวเองเป็นนักศึกษากู้เงิน กยศ. มหาวิทยาลัยให้เข้าร่วมกิจกรรมถวายพระพรในวันเฉลิมฯ ที่มหาวิทยาลัย และมันเป็นวันที่เธอรู้ว่า คุณพ่อได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ
พ่อรอไม่ได้ รอที่จะดูความสำเร็จของลูกไม่ได้
"... เวลาที่หนูเห็นใครมากับพ่อ หนูจะรู้สึกว่า หนูไม่มีพ่อเหมือนเขา แต่หนูรู้ว่า พ่อยังอยู่ข้าง ๆ หนูเสมอ ตอนอาจารย์ให้หนูหลับตา หนูยังเห็นพ่อกับแม่มายืนข้าง ๆ หนูเลย ..."
ครูจำได้ว่า ได้อ่านเรื่องนี้แล้วก็สะเทือนใจครับ จึงอยากเล่าให้พวกเราฟังว่า สิ่งที่ครูพูดมันเป็นเรื่องจริงที่สุด
๕.
อีกคนหนึ่ง ...
ต้องกลับบ้านทุกเสาร์-อาทิตย์ที่น่าน (ห่างจากเชียงใหม่ ๖ ชั่วโมง) เพราะว่าแม่เพิ่งรับการผ่าตัดกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท อยากกลับไปแบ่งเบาภาระพ่อและแม่ซึ่งทำงานบ้านไม่ไหว
เด็กเล่าฟังต่อว่า เมื่อเขากลับไป เขาต้องสระผมให้แม่ เพราะพ่อจะไม่ค่อยถนัด ลูกสาวย่อมดูแลแม่ได้ดีกว่า
เรื่องนี้เขาเขียนเล่ามาให้ครูฟังถึง ๒ หน้า
ครูคิดว่า เขาคือตัวอย่างของลูกกตัญญูคนหนึ่งที่ควรได้รับการยกย่อง
ยังมีเรื่องเล่าอีกมากมายที่ครูเล่าให้พวกเราฟังไม่หมด มันเยอะมากจริง ๆ
แต่สิ่งที่ครูอยากฝากไว้ คือ ครูเชื่อในพุทธสุภาษิตที่ว่า
"ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี"
เมื่อเธอเป็นลูกที่ดีได้แล้ว เธอก็จะเป็นคนดี และก็จะสามารถเป็นครูที่ดีได้ในอนาคต หากเธอเป็นลูกที่ดียังไม่ได้เลย เธอก็จะเป็นครูที่ดีไม่ได้แน่นอน
มีคนบอกว่า เราโชคดีแค่ไหนแล้วที่ตื่นมา เรายังมีพ่อกับแม่อยู่ครบ บางคนน่ะตื่นมาแล้วเหลือพ่อคนเดียว บางคนเหลือแม่คนเดียว แต่บางคนน่ะไม่เหลือใครสักคน เพราะปู่ย่าตายายเลี้ยงมา
เธอโชคดีแค่ไหนแล้ว ดังนั้น จะรีบทำอะไร ก็ทำเสียแต่เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องรอเวลาอะไรทั้งนั้น เพราะหากเมื่อมันไม่ทัน จะไม่มีใครมาเห็นใจเราหรอก อย่ามาพูดว่า "รู้งี้" ทำแบบนี้ดีกว่า ใครจะมาเห็นใจเรา ไม่มีทาง
สิ่งที่พวกเราได้ชมไปในวันนี้จะทำให้เราทราบแล้วใช่ไหมครับว่า
เรามาเรียนหนังสือเพื่ออะไร หรือ เพื่อใคร ?
ครูคงไม่ต้องตอบใช่ไหม พวกเราทุกคนรู้ดีอยู่แล้ว
เมื่อเรารู้คำตอบอยู่แล้ว เราจะเข้าใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ครูได้สอนพวกเราในทุกด้าน ทุกเรื่อง ครูสอนเพื่ออะไร ไม่ต้องมาบ่น มาด่าให้เสียเวลา เพราะว่า ...
"ใครก็เปลี่ยนใครไม่ได้ ถ้าเจ้าตัวไม่เปลี่ยนเอง"
ขอให้โชคดีทุกคน ครูจะคอยดูพวกเราต่อไป ...
ขอบใจทุกคนที่ตั้งใจเรียนในวันนี้ครับ ;)...
"ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี"
มีความสุขในวันศุกร์นะคะ ^_^
ขอบคุณมากนะครับ นางฟ้า ชาดา ;)...
นางฟ้าเป็นยังไงบ้างครับ ตอนนี้สบายดีหรือยัง ?
'..เมื่อเธอเป็นลูกที่ดีได้แล้ว เธอก็จะเป็นคนดี และก็จะสามารถเป็นครูที่ดีได้ในอนาคต หากเธอเป็นลูกที่ดียังไม่ได้เลย เธอก็จะเป็นครูที่ดีไม่ได้แน่นอน'
นำไปใช้ได้กับทุกวิชาชีพ พื้นฐานของการเป็นคนดี
ขอบคุณค่ะ
บันทึกนี้ประทับใจและมีความสุขมากค่ะอาจารย์
กิจกรรมที่อาจารย์ใช้สอนกับนักศึกษาดูมีคุณค่า
ให้นักศึกษาได้มีเวลารู้จักตนเองมากขึ้น....
ถึงตอนนี้แล้ว หนูยังอยากกลับไปนั่งเรียน
กับอาจารย์เลยค่ะ..ในทุก ๆ กิจกรรมที่อาจารย์
จัดขึ้น มักจะมีแง่คิดใ้ห้หนูได้คิดได้ทำ และ
ได้พัฒนาทักษะของตนเองเสมอค่ะ
...เรื่องที่เล่ามาข้างต้นชวนให้หนูน้ำตาปริ่ม ๆ
ออกมาเลยนะค่ะ นึกถึงวันที่พ่อป่วยหนัก...
แต่หนูได้ทำหน้าที่ของลูกแล้วมีความสุขเหลือเกิน
ไม่ว่าเราจะลำบากดูแลพ่อกับแม่แค่ไหน หนูก็ยัง
รู้สึกว่ามันยังน้อยไปกับสิ่งที่พ่อแม่ทำให้กับหนูค่ะ
ประทับใจจริง ๆ ค่ะ สำหรับน้อง ๆ ที่เปลี่ยนมุมมอง
และการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น..นับว่าโชคดีที่มีอาจารย์ดีค่ะ
ความรู้ คู่ คุณธรรม
กตัญญู ทำให้เราได้ดี
ตกน้ำไม่ไหล ไปไหนสบายแฮ
...
บันทึกนี้สรุปผลใกล้ปิดเทอมแล้วรึคะอ.โสดเหือ :)
"ลูกที่ดี" คือจุดเริ่มต้นของความเป็นคนดีในทุกวิชาชีพจริง ๆ ด้วยครับ คุณหมอบางเวลา ป. กุ้งเผา ;)...
ขอบคุณมากครับ
เหนื่อยยากพอสมควรครับ ดอกหญ้าน้ำ ;)...
กว่ากระบวนการเรียนการสอนจะถูกกลั่นกรองออกมาได้
มันเป็น "ศิลปะ" ที่ต้องอาศัยเวลาและประสบการณ์อย่างมากครับ
"ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี"
ไม่มีครูคนไหนในคณะที่จะสนใจเด็กสักกะคน สนใจแต่ตัวเองเป็นส่วนใหญ่
ถือเป็นรางวัลของคนเป็นครูครับ ;)...
บันทึกนี้อยู่ระหว่างทางครับ คุณ Poo ;)...
เป็นการร่างเพื่อหาข้อบกพร่องสำหรับการแก้ไขและเรียงลำดับครับ
ขอบคุณมากครับ ;)...
ขอบคุณ ท่านอาจารย์หมอ เต็มศักดิ์ พึ่งรัศมี เช่นกันครับ ที่ได้ให้เกียรติเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันครับ ;)...