วันที่ ๒๑ กค. ๔๙ เป็นวันแห่งความสุขของผม    ยิ่งวันนี้ (๒๒ กค.) ได้มีเวลาพักผ่อนอยู่กับบ้าน     ได้ใคร่ครวญเรื่องราวของความสำเร็จเมื่อวาน     ที่งานมหกรรม KM ราชการไทย ก้าวไกลสู่ LO ประสบความสำเร็จเกินคาดหมาย     ผมยิ่งมองเห็นลู่ทางขับเคลื่อนเครือข่าย KM ประเทศไทย ชัดเจนขึ้น     ผมยิ่งมีความสุข    

         ผมชอบคิดหาทางทำความเข้าใจภาพใหญ่ๆ     เป็นการฝึกฝนตนเอง  หรือเป็นการเรียนรู้นั่นเอง     การได้ทำงาน "ขับเคลื่อนเครือข่าย KM ประเทศไทย" ถือเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของผม     ยิ่งรู้สึกดี ที่การทำหน้าที่นี้เป็นงานอาสา  ที่ไม่มีใครแต่งตั้ง     ไม่มีใครมอบหมาย     เราเข้าไปทำเองอย่างอิสระ     จะมีใครบ้างที่มีโอกาสดีเช่นนี้

        คนที่ทำงานอาสาเช่นนี้ มักรู้สึกว่าไม่มี authority ในการดำเนินการ     แต่ก็แปลกนะครับ สคส. เราก็ทำงานแบบไม่มีอำนาจอิทธิฤทธิ์ใดๆ ที่เป็นทางการ      แต่เราก็ได้รับการยอมรับดีมากเกินคาด    เดาว่าน่าจะเป็นอำนาจของการทำงานเพื่อบ้านเมือง     เป็นอำนาจของการทำประโยชน์แบบไม่หวังผลตอบแทน     เมื่อเกิดผลจริง ก็ได้รับความยอมรับนับถือ

        ผมจึงมีความสุขที่ได้ทำงานอาสาสมัคร     แล้วได้รับการยอมรับนับถือ     และยิ่งมีความสุขยิ่งขึ้น เมื่อเห็นลู่ทางที่จะเกิดประโยชน์ยิ่งใหญ่ต่อบ้านเมือง     ผลดีของงานเป็นรางวัลในตัวของมันเองนะครับ     ไม่จำเป็นต้องมีใครมาให้รางวัลหรือมาป้อยอ  

        ที่จริงจะบันทึกเรื่องการค้นพบวิธีทำงาน แล้วทำให้ผมมีความสุข     แต่บันทึกเข้าซอยมาเสียไกล     ขอย้อนกลับไปถนนสายหลักนะครับ

         ผมค้นพบวิธีทำงานในกระบวนทัศน์ใหม่ ยุคใหม่ ของ สคส.     คือเปลี่ยนยุค จากยุคเน้นฝึกทักษะ KM     เป็นยุค "จับภาพ" และ "ติดป้าย"  KM Inside      คือยุคแรกเป็นการทำงานในสภาพที่เมืองไทยไม่มีหน่วยงานทำ KM     แต่ยุคใหม่นี้เราทำงานในสภาพที่มีหน่วยงานทำ KM ได้ผลสำเร็จในระดับหนึ่งอยู่ทั่วประเทศแล้ว     สคส. จึงต้องปรับเปลี่ยนการทำงานของตนเอง      และเรียนรู้ทักษะใหม่ เพื่อทำงานใหม่     ให้สามารถขับเคลื่อน KM ประเทศไทยได้อย่างมีพลัง      เกิดสภาพ "สังคมภูมิปัญญา" ได้อย่างแท้จริง

         การค้นพบ  และเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของตนเอง และการทำงานแบบนี้แหละครับ ที่ให้ความสุขแก่ชีวิตของผม

วิจารณ์ พานิช
๒๒ กค. ๔๙