ธรรมยาตรา

ธรรมยาตรา  

          รุ่งเช้าของอีกวันหลังจากการตักบาตรเทโว  ก็เป็นโอกาสแห่งการธรรมยาตรา  นำถุงยังชีพส่งให้ผู้ที่กำลังทุกข์ร้อน  

         ... มิใช่แค่อาหารกาย แต่เสริมด้วยอาหารใจ อาหารธรรม

         สายหนึ่งไปยังบ้านกบเจา อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา โดยร่วมขบวนกับชุมชนวัดใหม่ปิ่นเกลียวและองค์การบริหารส่วนตำบลนครปฐม  อีกสายหนึ่ง ไปยังวังน้อยและวัดชูจิตธรรมาราม นำโดย พระมหาประสิทธิชัย เจ้าอาวาสวัดโพรงมะเดื่อ

         แล้วก็มีธรรมยาตราครั้งที่สามและสี่ตามมา กับ พระครูปรีชาธรรมวิธาน วัดทองเนียม ณ        จ.สิงห์บุรี-อ่างทอง  และธรรมยาตรากับ พระครูปลัดวีระนนท์ วีรนนฺโท วัดป่าเจริญราช ณ อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี  

         นั่นเป็นเหตุการณ์ตอนที่ “น้ำ” ยังไม่มาแผลงฤทธิ์แผลงเดชในนครปฐม ทว่าในทันทีที่เธอสามารถตีฝ่าด่านบางใหญ่และไทรน้อยเรื่อยมาจนถึงมหาสวัสดิ์ได้  เราก็รู้ชัดแล้วว่า ศูนย์พักพิงที่จัดเตรียมไว้คงจะได้ใช้งานในเร็ววัน

         แล้ววันนั้นก็มาถึง  ในตอนสายเอื่อยๆ ของวันหยุดราชการชดเชยวันปิยมหาราช ศูนย์พักพิงของเราได้มีโอกาสต้อนรับสองครอบครัวแรกจากบางบัวทองที่ขับรถหนีน้ำมา.. หนีทั้งที่ไม่รู้ว่าจะหนีไปไหน  ผ่านหน้ามหาวิทยาลัย ดูใหญ่โต โอ่โถง จึงขอเข้าพัก

         จากสิบกว่าคนในวันแรก จำนวนผู้พักพิงก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ  จนยอดทะลุเป้าในวันท้ายสุดของเดือน เมื่อมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ศาลายา (มมร.) ไม่อาจรับมือกับน้ำได้อีกต่อไป 

         “อาตมาก็ยังอยากจะสู้อยู่นะ แต่น้ำมาเร็วและแรงมาก เกรงจะเป็นอันตรายกับคน  การอพยพก็ทุลักทุเล โกลาหล ไม่ต่างอะไรกับการหนีสงคราม”

         เป็นคำบอกเล่าของท่านเจ้าคุณอธิการบดี พระเทพปริยัติวิมล (แสวง ธมฺเมสโก) ด้วยความรับผิดชอบต่อผู้พักพิงกว่า 800 ชีวิตและความห่วงใยต่อการเคลื่อนย้ายอพยพที่ต้องแข่งกับระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ท่านต้องยอมจำนน   ตะวันคล้อยไปเพียงไม่ทันข้ามวัน น้ำที่ไหลบ่าเข้ามาในมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนั้นก็เพิ่มระดับขึ้น... จากหัวเข่าถึงบั้นเอว หน้าอก คอ และมิดศีรษะในบางช่วง  

         “ตัดไฟทุกอาคาร”  เสียงสั่งที่เฉียบขาด ถูกถ่ายทอดผ่านวิทยุสื่อสาร เพื่อความปลอดภัยของทุกคน ทุกฝ่าย

         และแม้จะรู้ว่าต่อนี้ไปต้องอยู่อย่างลำบากมากขึ้น  หากพระเทพปริยัติวิมลก็ไม่คิดที่จะลี้ภัยตนเองออกมา  

         จากการเป็น “ผู้ให้” ที่เคยช่วยเหลือและสงเคราะห์เพื่อนมนุษย์และสัตว์ผู้ยาก ขณะนี้ได้กลับกลายมาเป็นผู้ประสบภัยเสียเองแล้ว  ถึงกระนั้นท่านก็ยังคงทำหน้าที่ “ผู้นำ” อยู่ทุกลมหายใจ เพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด  ทั้งการติดตามดูแล สั่งการและปกป้องส่วนที่เหลืออยู่ รวมถึงการยาตราโดยเรือพายออกแจกจ่ายถุงยังชีพและน้ำดื่มให้แก่ชุมชนใกล้เคียง   หลายครั้งต้องพายเรือออกไปรับน้ำดื่มมาเพื่อแจกจ่ายต่อไป ศูนย์พักพิง มมร.ในขณะนั้น ได้กลายเป็น “เกาะ...กลางศาลายา” โดยสมบูรณ์ 

         “ผู้พักพิง” ออกไปหมดแล้ว เหลือแต่เพียง “ผู้ถูกทอดทิ้ง” (ฮา)

          ผู้พักพิงจาก มมร. เกือบทั้งหมดได้ถูกเคลื่อนย้ายเข้ามาที่ศูนย์พักพิงมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม โดยใช้เวลาหนึ่งวันกับหนึ่งคืน จึงครบคน ครบครัน ทั้งลูกเด็กเล็กแดง คนเจ็บคนไข้ สตรีมีครรภ์ คนชรา ข้าวของเครื่องใช้และสัตว์เลี้ยง

         ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ศูนย์พักพิงที่ อธิการบดี ผศ.สมเดช นิลพันธุ์ ออกแบบไว้ ก็ได้ถูกใช้งานครบทุกฟังก์ชั่น  ทั้งศูนย์เด็กเล็ก สถานสงเคราะห์คนชรา สถานรับดูแลสัตว์เลี้ยง และโรงพยาบาลสนาม 

         .. นับได้ว่าเป็นศูนย์พักพิงที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดนครปฐม 

          และโดยการประสานงานกับเครือข่ายภาคประชาชน องค์กรชุมชนท้องถิ่น และนักธุรกิจในจังหวัด  ผสมกลมกลืนด้วยการหนุนเสริมจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย ก็ยิ่งปลุกเร้าให้กลุ่มคนและหน่วยงานต่างๆ ออกมาร่วม “อาสาบุญ” มากขึ้น  ทั้งการร่วมบริจาค  การจัดตั้งโรงทานและการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์