ผมมีความเชื่อและศรัทธาต่อการเรียนรู้ที่ผ่านกระบวนการ “ทำจริง” หรืออาจเรียกว่า “ทำไปเรียนรู้ไป” ก็ไม่ผิด ยิ่งในวิถีของการใช้ชีวิตแบบเรียนรู้ชีวิตนั้น ผมยิ่งย้ำกับนิสิตเสมอว่าเราล้วนต่าง “เด็ดยอด-ลัดขั้นตอน” กันเสียมาก เอะอะอะไรก็ “ข้าวสุก...ปลาตาย” กันทั้งนั้น
หรือบางขณะก็เรียกได้ว่า “ไม่สนใจต้นน้ำ กลางน้ำ” แต่กลับไปดักรอหยิบฉวยเอา “ปลายน้ำ” โน่นเลย
จริงอยู่, กระบวนเช่นนั้น ดูสะดวกสบาย รวดเร็วทันใจก็จริง หากแต่บางขณะผมก็ไม่ค่อยมั่นใจนักว่ากระบวนการที่ว่านั้นจะช่วยขัดเกลาให้ชีวิตของคนเราเติบโตและเติบใหญ่ได้อย่างมีคุณค่า หรือแม้แต่ช่วยให้คนเรามีความพร้อมที่จะใช้ชีวิตในสังคมอย่างมีคุณค่าและสมดุล..


ด้วยเหตุนี้ ในยามที่ต้องสอนนิสิตในวิชาเรียนที่ผมรับผิดชอบ หรือแม้แต่ในการสนทนาพาทีกับบรรดานักกิจกรรมก็เถอะ ระยะหลังผมใช้คำว่า “ข้าวสุก...ปลาตาย” และ “ต้นน้ำ กลางน้ำ..ปลายน้ำ” ถี่มากขึ้น ด้วยหมายใจจะสะกิดให้นิสิตได้เห็นมุมแห่งการเติบโตที่ผ่านกระบวนการ “ฝังตัว” เพื่อ “ปฏิบัติการ” ในเรื่องเหล่านั้น
ครับ,กิจกรรมเชิงปฏิบัติการนั้น ผมเชื่อว่าไม่ใช่แค่กระบวนการเติบโตทางความคิดเท่านั้น แต่มันคือกระบวนการของการบ่มเพาะความรักให้เกิดกับคนในสังคมดีๆ นั่นเอง

ย้อนกลับไปในวันหนึ่ง ผมถามน้องๆ ในทีมงานว่าสนใจจะพานิสิตไปเกี่ยวข้าวช่วยชาวบ้านบ้างมั๊ย ซึ่งทุกคนบอก “สนใจ” ถัดจากนั้นผมก็อธิบายให้ฟังว่าจะทำอะไรบ้าง โดยหลักๆ ก็คือไปเกี่ยวข้าวโดยไม่ขอรับค่าจ้าง แต่ถ้าจะรับ ก็ขอให้รับเป็น “ข้าวเปลือก” แทน เพื่อที่จะนำกลับมามอบเป็น “พันธุ์ข้าว” ให้ชาวนาที่ถูกน้ำท่วมนำกลับไปเพาะปลูกในแปลงนาของตัวเอง
ถัดจากนั้นก็ถามต่อแบบใสๆ ว่า “มีความสุขกับสิ่งที่จะต้องทำมั๊ย” ซึ่งพวกเขาก็ตอบว่า “มีความสุข” ...
นั่นคือ จังหวะแรกที่เราปลงใจร่วมกันว่าเราจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ และเป็นการขับเคลื่อนในวิถีที่ต้องเป็นพี่เลี้ยงพานิสิตลงสู่ชุมชน เฉกเช่นกับวาทกรรมเชิงวัฒนธรรมที่ผมพูดเรื่อยมาว่า “พูดให้ฟัง-ทำให้ดู-อยู่เป็นเพื่อน”



กระทั่งเช้ามืดวันเสาร์และอาทิตย์ที่ผ่านมา (19-20 พฤศจิกายน 2554) เจ้าหน้าที่ก็นำพานิสิตลงสู่ชุมชน โดยกลุ่มแรกไปเกี่ยวข้าวที่บ้านศาลา อ.บรบือ จ.มหาสารคาม (ระยะทางห่างจากมหาวิทยาลัยในราวๆ 60 กิโลเมตร) ส่วนกลุ่มที่ 2 มุ่งหน้าไปยังบ้านเหล่าหลวง อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ (ระยะทางห่างจากมหาวิทยาลัยในราวๆ 70 กิโลเมตร)
ก่อนลงสู่ชุมชน ผมได้เปิดใจกับนิสิตจิตอาสาเหล่านี้ว่า “มันคือพันธกิจ...มันคือวิถีแห่งการขอเรียนรู้ร่วมกับชาวบ้าน...มันคือพันธกิจของการฟื้นฟูการลงแขกเกี่ยวข้าว...มันคือจังหวะแห่งการคืนกลับไปเพื่อแสดงความรักและความเคารพต่อผืนแผ่นดินอันเป็นทุ่งนา,ชาวนาและแม่โพสพ...”

ครับ, ผมบอกกับนิสิตแบบตรงไปตรงมาว่าการงานในครั้งนี้เราไม่มีงบประมาณค่าอาหารการกิน เราต้องรับผิดชอบปากท้องในรุ่งเช้าเอง พอถึงชุมชนทุกคนก็ต้องดูแลตัวเอง ทำอะไรได้ก็ต้องทำ ใครเข้าครัวได้ก็ต้องเข้าครัว ใครจะปัดกวาดบ้านก็ต้องทำ ใครจะเกี่ยวข้าวก็ต้องเกี่ยว ใครจะจับปลาก็ต้องจับ ....เพราะนี่คือกระบวนการของการเรียนรู้ถึง “ต้นน้ำ” ไม่ใช่อะไรๆ ก็ “ข้าวสุก...ปลาตาย”
นอกจากนั้นผมยังฝากให้นิสิตได้พึงระลึกเสมอว่า “...เจ้าของแปลงนาอันเป็นชาวไร่ชาวนานั้น อาจไม่ใช่คนที่จะสอนอะไรๆ กับนิสิตได้ เพราะท่านไม่คุ้นชินกับทักษะการสอนเหมือนในระบบการศึกษาที่เราคุ้นเคย (จนชินชา) ตรงกันข้ามท่านจะเป็นประเภทคุ้นชินกับการสอนแบบลงมือทำให้ดู หรือไม่ก็สอนแบบพาลุยจริงไปเนียนๆ เสียมากกว่า รวมถึงสันทัดกับกระบวนการสอนผ่านวิถีชีวิตในแต่ละวันที่ไม่จำเป็นต้องชี้นิ้วบอก เพราะนั่นคือกระบวนการสอนแบบไม่สอน…สอนแบบให้เรียนด้วยตนเอง...”


ผมพูดเช่นนั้น พูดด้วยเจตนาจะพูดเช่นนั้น โดยไม่สนใจว่านิสิตจะเข้าใจซักกี่มากน้อย แต่ก็ไม่ละเลยที่จะกดเน้นทางน้ำเสียงและแววตาเพื่อสร้างความตระหนักอีกรอบประมาณว่า “เราต้องเชื่อว่า ไม่มีที่ใดปราศจากความรู้...เราต้องขยับเข้าหาความรู้ที่อยู่กับเจ้าของที่นา ขยับเข้าหาความรู้ที่ซ่อนอยู่ในแปลงนา...ขยับเข้าหาความรู้ที่อยู่ในกิจกรรมการเกี่ยวข้าวของนิสิตและชาวบ้าน....”
เช่นเดียวกับการต้องลงมือ “นึ่งข้าวเอง...จับปลาเอง...ทำอาหารเอง..รวมถึงล้างเก็บด้วยตนเอง ไม่ใช่รอให้ชาวบ้านทำสิ่งเหล่านั้นให้กับตัวเอง...”
ไม่เพียงเท่านั้น ผมยังฝากประเด็นชวนคิดอีกรอบว่า “...ทุกๆ ที่มีเรื่องเล่าเสมอ จงอย่าลืมเรียนรู้เรื่องเล่าหลากชีวิตผ่านปากคำของคนในท้องถิ่นนั้นๆ ...เพราะนั่นคือคลังความรู้อันทรงพลัง ซึ่งบางทีอาจไม่มีตำราเล่มใดบันทึกไว้อย่างชัดเจนก็เป็นได้” ...




ครับ, ผมไม่รู้หรอกว่าพวกเขาเห็นอะไร ทำอะไร หรือแม้แต่ไม่ทำอะไรเลยบ้างหรือเปล่า หากแต่ในฐานะของคนต้นคิด ก็อดไม่ได้ที่จะห่วงใยต่อนาฏการณ์ชีวิตที่เกิดขึ้นท่ามวิถีการเรียนรู้อันไพศาลนั้นไม่ได้ เพราะเกรงว่านิสิตจะเหนื่อย และบาดเจ็บกับโจทย์แห่งการเรียนรู้นั้นๆ หรือแม้แต่ไปสู่การเรียนรู้ไม่ได้ เพราะไม่มีทุนใดๆ ในตัวเองที่จะนำพาไปสู่สิ่งเหล่านั้น
ครับ, มันเป็นความหวาดวิตกตามประสาคนรักที่ห่วงใยต่อคนรักเท่านั้นแหละ ...แต่ถึงกระนั้น ผมก็เข้มแข็งพอ และใจแข็งพอที่จะส่งพวกเขาไปเรียนรู้สิ่งต่างๆ ในบริบทเช่นนั้นด้วยตนเอง โดยอธิษฐานอย่างสุภาพเสมอว่าขอให้พวกเขาโชคดีต่อการเรียนรู้และเข้าใจสิ่งที่ผมกำลังหยิบยื่นให้
แต่ที่แน่ๆ เย็นย่ำของวันนี้ (25 พฤศจิกายน 2554) พวกเขาจะกลับมาหาผมและทีมงานอีกรอบ ซึ่งการกลับมาของเขาคงทำให้ผมได้รู้กระมังว่า พวกเขารู้สึกเช่นใดกับกิจกรรมที่มีขึ้น และได้เรียนรู้อะไรบ้างเล่าจากการเกี่ยวข้าวในแปลงนากลางแดดจ้า !


และที่สำคัญ ณ วินาทีนี้คงยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแนวคิดผมได้ ผมยังเชื่อและศรัทธาต่อการเรียนรู้แบบการ "ฝังตัวปฏิบัติจริง, ทำไปเรียนรู้ไป, รวมถึงเรียนรู้กระบวนการต้นน้ำมากกว่าเรียนรู้จากปลายน้ำและยุติอยู่ตรงปลายน้ำ โดยไม่สนใจเรื่องของต้นน้ำ -กระบวนการ- รวมถึงการไม่สนใจการจับปลา แต่สนใจการกินปลาแบบสำเร็จรูปที่วางอย่างสงบนิ่งอยู่บนจานข้าวตามครรลอง "ข้าวสุก...ปลาตาย"
ภาพ : จันเพ็ญ ศรีดาว
อาชีพชาวนา เป็นอาชีพแห่งเนื้อนาบุญแห่งแผ่นดิน ;)...
สวัสดีครับ อ.วัส Wasawat Deemarn
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับว่าอาชีพชาวนาเป็นอาชีพแห่งเนื้อนาบุญของแผ่นดิน...
และผมเองก็ภูมิใจกับแก่นรากของตัวเองที่เกิดและเติบโตมาจากวิถีของการเป็นชาวนา...ซึ่งก็พร้อมเสมอสำหรับการกลับสู่วิถีเช่นนั้น
สวัสดีครับพี่ศิลา Sila Phu-Chaya
ก่อนหน้านั้น ในชั้นเรียนผมก็ยืนยันกับนิสิตว่า "ท้องนา" เป็น "ห้องเรียน" อันไพศาลของชีวิต ในฤดูกาลต่างๆ ล้วนเต็มไปด้วยสีสันและการท้าทายให้เรียนรู้ คิดไปคิดมาก็อดที่จะคิดถึงการปิดภาคเรียนในสมัยเด็กๆ ไม่ได้ เพราะช่วงปิดเรียนทำให้เด็กบ้านนอกเช่นผมมีเวลาวิ่งเล่นในท้องทุ่งอย่างเต็มที่ ...
สวัสดีครับพี่หมอทพญ.ธิรัมภา
อันที่จริงกระบวนการเรียนรู้ที่มีขึ้นนั้น ก็ไม่อาจนำพานิสิต กลับสู่ต้นน้ำของการเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ ได้ทั้งหมดหรอกนะครับ หากแต่เป็นเพียงความพยายามที่จะพากลับไปให้ได้ใกล้ที่สุดเท่านั้นเอง ที่เหลือคือการชวนคิดวิเคราะห์ ผูกโยง เชื่อมโยงเท่านั้นเอง ...
เพียงแต่การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริงนั้น ผมเชื่อว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้นิสิตได้มีความสุขกับการเรียน และมีจินตนาการในการที่จะเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ได้ในเชิงระบบและองค์รวม-
ขอบคุณครับ