วันนี้ช่วงเช้า... หลังรับเวร เราเดินไปเยี่ยมผู้ป่วยที่เตียงต่างๆ
 เดินมาถึงเตียงหนึ่ง เป็นพ่อ กับ แม่ของผู้ป่วย ..กำลังนั่งประคบประหงม ลูกชายอายุ 24 ปี ซึ่งนั่งฟุบหน้ากับหมอนที่หัวเตียง ดมอ๊อกซิเจนอยู่ หายใจเร็วเล็กน้อย ซี่โครงบาน  
แม่บอกกับเราว่า.. ลูกนอนไม่ได้เลย หายใจไม่อิ่ม ต้องนั่งตลอดทั้งคืน ฟุบกับหมอนเป็นระยะ
เราจะจัดให้นอนฟุบบนโต๊ะคร่อมเตียง คนไข้ก็ไม่ยอม นั่งแบบนี้สบายดีแล้ว 
 แพทย์...คิดว่ามีน้ำท่วมปอด มีแผนให้ทำอัลตราซาวด์ดูที่เตียง
ช่วงบ่ายทำเสร็จ ผลคือ... มีก้อนเต็มปอด จนเบียดหัวใจ
หมอคุยกับพ่อและแม่ของคนไข้ว่า โรคเป็นมากแล้ว หมอจะลองให้ยาฉีดทุก 6 ชั่วโมง เพื่อให้ก้อนยุบลงบ้าง จะได้หายใจได้ แต่ไม่สามารถรักษาด้วยยาเคมีได้ 
แม่ นั่งตาแดง ผ่านการร้องไห้  และนั่งอยู่ข้างๆลูก
เรากลับมาจากประชุม... น้องรายงานว่า ....
แพทย์คุยกับพอแม่ของคนไข้แล้ว บอกว่า... จะรักษาแบบประคับประคอง
 เราก็เดินไปที่เตียง  เพื่อเข้าไปดูแลผู้ป่วย  จัดท่าให้ผู้ป่วยนั่งในท่าสบาย และดมอ๊อกซิเจน  และแตะตัวผู้ป่วยเบาๆ พร้อมถามผู้ป่วยว่า ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง หายใจอิ่มดีไหมคะ
ผู้ป่วยพยักหน้า...
เราอยู่ที่เตียงสักพัก....
แล้วเรา  ก็เชิญแม่ของผู้ป่วยมานั่งคุยด้วยที่โต๊ะให้คำปรึกษา
 แม่เล่าว่า...
ลูกชายเป็นทหารมา 2 ปี แล้วบ่นว่า มีไข้ เจ็บแน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม ลูกอาศัยอยู่กับภรรยาที่ กทม มีลูกชายอายุ 8 เดือน ส่วนแม่อบู่อำเภอชนบท จ ขอนแก่น แม่ก็โทรบอกลูกให้ไปหาหมอที่ รพ ศิริราช หมอบอกว่ามีเนื้องอกในปอด ก็เลยขอหมอกลับมารักษา ที่ รพ ใกล้บ้าน จะได้สะดวก แต่ไม่คิดว่า จะลุกลามเร็วขนาดนี้ ลูกชายอายุเพียง 24 ปี ทำไมลูกจะต้องเป็นขนาดนี้ ทำไม..ลูกต้องทรมานเช่นนี้   ฉันฟังหมอไม่จบ จึงเดินออกมาก่อน  แต่หมอบอกว่าโรคนี้รักษาไม่หาย ฉันไม่อยากให้ลูกรู้ว่าเป็นโรคระยะสุดท้าย   
 เราก็ให้เวลากับแม่ ให้โอกาสให้แม่ของผู้ป่วยได้เล่าเรื่องของลูก ได้ระบายสิ่งที่อัดอั้นในใจ นั่งคุยกันประมาณ 20 นาที ญาติๆของผู้ป่วยก็ทะยอยเข้ามาเยี่ยมผู้ป่วยด้วย แม่จึงขอออกไปต้อนรับญาติที่มา
แม่ของผู้ป่วยได้ขออนุญาต .. ..นำลูกชายของผู้ป่วยอายุ 8 เดือนเข้าเยี่ยม
 เราก็อนุญาต และพาลูกชายของผู้ป่วยมาที่เตียง.. ผู้ป่วยเอื้อมมือมาจับลูกชาย ทั้งที่นั่งฟุบหน้า  ส่วนภรรยากำลังเดินทางมาจาก กรุงเทพฯ
ประมาณ 16.30 น. เราสังเกตดูว่า
ผู้ป่วยมีอาการหอบเหนื่อยมากขึ้น เราก็เข้าคุยกับหมอเจ้าของไข้ว่า หมอได้เตรียมคุยกับญาติหรือยัง เรื่องแผนการรักษา ถ้าหอบเหนื่อยมาก จะใส่ท่อช่วยหายใจไหม เพราะดูเหมือนพ่อกับแม่กังวลมาก
 เราก็ประสานให้ญาติและแพทย์คุยกันก่อน  เรื่อง..การช่วยชีวิตโดยการใส่ใส่ท่อช่วยหายใจ
เพื่อเตรียมความพร้อม...ถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจ จะให้ช่วยใส่ท่อช่วยหายใจหรือไม่
ญาติถามว่า ...ถ้าใส่ท่อช่วยหายใจแล้วจะดีขึ้นไหม
หมอก็ตอบว่า.. ก็จะช่วยชีวิตไประยะหนึ่ง แต่ตอนนี้ก้อนในปอดใหญ่มาก คงจะช่วยได้ไม่มาก แต่จะทำให้ผู้ป่วยสบายขึ้น
ญาติซึ่งเป็นน้าของคนไข้บอกว่า..  ถ้าอย่างนั้นจะขอพาคนไข้ กลับบ้าน
หมอ ขออนุญาต แม่ของผู้ป่วยว่า.. จะขอเข้าไปคุยกับคนไข้ได้ไหม เพราะดูว่าน้องเขารู้สึกตัวดี และยังมีสติดีอยู่ หมออยากคุยกับน้องดูก่อนค่ะ
 แม่ไม่ตอบ ...แต่พยักหน้า
หมอก็เข้าไปนั่งข้างเตียง พร้อมกับถามอาการและคุยด้วย..
คนไข้บอกว่า...ไม่ไหว จะขอกลับบ้าน
เราถาม...  จะรอภรรยาก่อนไหมคะ คนไข้ตอบเบาๆว่า... ไม่รอ
แต่พ่อและแม่ยังลังเล  พ่อของผู้ป่วยตอบว่า รอให้เมียคนไข้มาก่อนได้ไหม เพราะเดี๋ยวเขาจะว่า พ่อกับแม่ได้ว่า ไม่ยอมรักษาสามีเขา
 เราก็เลยแนะนำว่า... ให้คุยกันทางโทรศัพท์ดีไหม เพราะถ้ารอภรรยาคนไข้ น่าจะไม่ทัน
เราแนะนำให้พ่อคนไข้ติดต่อกลับไปยังภรรยา ของคนไข้   แล้วให้หมอคุยด้วย
สักพัก.. ภรรยาคนไข้ก็ขอคุยกับพ่ออีกครั้ง จึงตกลงกันว่า ขอให้ส่งกลับไปโรงพยาบาลใกล้บ้าน 
เราดูแลและก็ประสานรถส่งคนไข้กลับไปรักษาต่อ รพ ใกล้บ้าน
ติดต่อพยาบาลที่จะนำส่งไปพร้อมรถ ambulance....
การทำงานในวันนี้สิ้นสุดเวลา 17.30 น.
แก้ว..