ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน
แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ
ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี
วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อน ๆ ของฉันมีกัน
จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง
โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน
"ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด
ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน
พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า
"ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ"
พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น
ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้....แล้วพูดว่า
"ผมขโมยเองครับ"
ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง
พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด
จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย
พ่อนั่งลงบนเก้าอี้
และด่าว่าน้องชายของฉัน
" ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก
แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย"
คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้
หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด
แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย
กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก
น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า
" พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว"
ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้
ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ
หลายปีผ่านไป
แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง
ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8ปี ส่วนฉันอายุ 11ปี...
เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น
เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย
ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน
คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน
ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า
" ลูกเราทั้งคู่เรียนดีเรียนดีมากนะ"
แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า
"แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไรในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน"
ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า
"ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว"
พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่
"ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้
ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้"
คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ
ทั่วทั้งหมู่บ้าน....เพื่อขอยืมเงิน
ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ
ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า
" ต้องให้น้องได้เรียนต่อไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้"
แต่ในขณะเดียวกัน
ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้
ใครจะรู้ได้ .......
วันต่อมาในตอนเช้ามืด
น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น
และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว
ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน
ขณะฉันกำลังหลับ
" พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ....
ผมจะไปหางานทำ...แล้วจะส่งเงินมาให้พี่"
ฉันนั่งอยู่บนเตียง
อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า .......
ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17ปี ส่วนฉันอายุ 20ปี .....
ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน
รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็น
กรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้างท่าเรือ .......
ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3
วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก
เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า "มีชาวบ้านมาหาเธอ...อยู่ข้างนอกแน่ะ"
ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ???
ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่
ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง...
ฉันถามเขาว่า "ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ"
น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า
"ก็ดูผมสิสกปรกมอมแมมออกอย่างนี้...ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี"
ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้องและพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ
" พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม"
จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง
เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ . เขาติดกิ๊บให้ฉัน
แล้วพูดว่า
"ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง"
ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด
ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี .
วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก
ฉันสังเกตเห็นว่า
หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว
เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก
หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า
"แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก
เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ"
แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า
" แม่ไม่ได้จ้างหรอก...น้องชายลูกต่างหาก
วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน
ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ
น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ"
ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา
ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ
ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด "เจ็บมากไหม"
ฉันถาม
"ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วัน ๆ มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด
แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ
และ..."
น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด
เพราะฉันหันหน้าหนีเขา
น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง
"เพราะพี่เป็นพี่สาวของผมนี่ครับ"
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี...
หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง
หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน...
แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง แต่เมื่อออกไปแล้ว
ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี
จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม
น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป ...
เขาบอกกับฉันว่า
"พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง"
สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว
เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท...
แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้
เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา
วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด
เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล
ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล
น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา
... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า
" ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!!
ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆ อย่างนี้
ดูตัวเองซิ...เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง"
คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด
ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา
"พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขย เพิ่งจะได้เป็นประธาน
ส่วนผมมันการศึกษาต่ำถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ
คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด"
น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย .....
ฉันบอกกับน้องว่า
"แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..."
"ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ"
น้องชายของฉันจับมือฉันไว้
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี...
เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี
เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงในที่ทำงานที่เดียวกัน
ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า
" ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้"
น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล "พี่สาวของผมครับ" .....
และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้
"ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง
เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชม.
เพื่อเดินไปเรียน...และเดินกลับบ้าน
วันหนึ่งในวันที่หิมะตกหนักผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง
พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง
และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้าง เดียวเดินเป็นระยะทางไกล
เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว
เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ .......นับจากวันนั้น
ผมสาบานกับตัวเอง
ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี และจะทำดีกับเธอ"
เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว
สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน
คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก .......
"ในโลกใบนี้คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ"
ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้
น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...
จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ
วันในชีวิตของคุณและเขา
คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆ
แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง
.. ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน
หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม
จบบริบูรณ์....
ปล.ปัจจุบันผู้เป็นพี่สาวอายุ 86 ปีตำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารใหญ่บริษัทฮุนไดและในเครือกว่า 20 บริษัท
ส่วนน้องชายอายุ 83 ปีเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเล็ก ๆ ที่มีชื่อเป็นภาษาเกาหลีว่า "ซัมซุง"
ส่งไม้ (ภาคต่อ)
ซัมซุง มหาอำนาจอิเล็กทรอนิกส์
ในปี 2002 ที่ผ่านมา มูลค่าหุ้นรวมของ “ซัมซุง” สามารถก้าวขึ้นมาแซงหน้าบริษัทชั้นหนึ่งในด้านอิเล็กทรอนิกส์อย่าง “โซนี” ถึง 2.12 ล้านล้านวอน ภายใต้การนำของประธานบริหารสูงสุดอย่าง “ลีกอนฮี”
ถึงแม้ว่าความสำเร็จในครั้งนี้ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพที่ไม่อาจมองข้ามได้ของซัมซุง หากประธานลีกอนฮีก็ไม่ได้ชื่นชมกับความสำเร็จครั้งนี้ เนื่องจากเขายังมองเห็นข้อบกพร่องหลายประการของซัมซุงที่ยังไม่อาจเทียบ เคียงกับโซนีได้ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเทคโนโลยี ที่ซัมซุงพัฒนาเทคโนโลยีได้เพียงแค่ขั้นพื้นฐานเท่านั้น เนื่องจากเกาหลีไม่ให้ความสำคัญกับการค้นคว้าวิจัยเท่าที่ควร ทำให้ซัมซุงยังต้องตามหลังเทคโนโลยีของโซนีอยู่เสมอ หรือจะเป็นในด้านมูลค่าชื่อผลิตภัณฑ์ ซึ่งจากผลสำรวจยังพบว่าผู้บริโภคในเอเชียรู้จักสินค้าของซัมซุงน้อยกว่า สินค้าของโซนีถึง 18 % คิดเป็นมูลค่าชื่อผลิตภัณฑ์ถึง 0.56 ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ
ลีกอนฮีถึงกับออกข้อห้าม 5 ประการ เช่นห้ามไม่ให้โอ้อวดบริษัท หรือในขณะที่รวมตัวกันก็ให้หลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์มากเกินควร เป็นต้น เพื่อห้ามไม่ให้พนักงานในเครือลำพองใจ จนพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ ทำให้ไม่กระตือรือร้นที่จะพัฒนาตนเองต่อไป ซึ่งลีกอนฮีเล็งเห็นว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นสาเหตุให้บริษัทถอยหลังและล้าหลัง ไปในที่สุด นี่เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นนักธุรกิจที่มีความเข้าใจในเนื้อ แท้ของธุรกิจเป็นอย่างดีของลีกอนฮี
หากย้อนกลับไปดูประวัติของประธานลีกอนฮีคนนี้ จะพบว่าช่วงชีวิตในวัยเยาว์ของเขาเริ่มต้นในขณะที่ครอบครัวอยู่ในฐานะพอกิน พอใช้ เนื่องจากบิดาของเขา “ลีเบียงชอล” ยังคงทำเพียงบริษัทขายผัก ผลไม้และปลาแห้ง ธรรมดา และเนื่องด้วยสงครามเกาหลีเขาจำเป็นต้องย้ายโรงเรียนบ่อยครั้ง ยังโชคดีที่บิดาของเขาเป็นผู้มองการณ์ไกลจึงส่งเขาไปศึกษาต่อที่ญี่ปุ่น เพื่อให้เขาได้สัมผัสการใช้ชีวิตในต่างแดนและได้เรียนรู้วิทยาการจากประเทศ ที่เจริญแล้ว หลังจากศึกษาที่ญี่ปุ่นสามปี ลีกอนฮีก็กลับมาเข้าเรียนโรงเรียนมัธยมที่เกาหลี
หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมที่เกาหลี บิดาของเขาก็สนับสนุนให้ลีกอนฮีไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่นอีกครั้ง โดยเข้าศึกษาต่อที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยวาเซดะ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น อิดิเอะเจ้าของบริษัทโซนีก็เป็นศิษย์เก่าของที่นี่เช่นกัน
ประสบการณ์จากการไปใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่น ทำให้ลีกอนฮีมีสามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดีและเล็งเห็นความสำคัญของ ภาษาต่างประเทศ นอกจากนั้นเขายังมีงานอดิเรกที่หลายหลาก ทั้งการเป็นแฟนภาพยนตร์ตัวยงซึ่งทำให้เขามีความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานชิ้น ใหม่ๆ การเข้าร่วมแข่งขันมวยปล้ำระดับประเทศ รวมทั้งกิจกรรมทางการกีฬาประเภทอื่นๆ ซึ่งทำให้เขาให้ความสำคัญกับการเคารพกติกา การมีใจนักสู้ และเรียนรู้การทำงานเป็นทีม
หลังจากที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยวาเซดะ ลีกอนฮีก็เข้าศึกษาต่อที่สาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตันสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ศึกษาอยู่ที่นั้น ลีกอนฮีก็ได้มีโอกาสศึกษาถึงลักษณะและโครงสร้างของรถยนต์ตามที่เขาชื่นชอบ นี่เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ซัมซุงสนใจที่จะพัฒนาธุรกิจรถยนต์ ในช่วงที่ศึกษาวิเคราะห์ธุรกิจรถยนต์ เขาพบว่า 30% ของโครงสร้างรถยนต์ทั้งหมดเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มมากขึ้น นั้นแสดงว่าธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องยนต์จะมีความสัมพันธ์กันมากขึ้น เรื่อยๆ และกลายเป็นเป้าหมายของซัมซุงที่ต้องการผสมผสานเทคโนโลยีที่ทันสมัยทางด้าน อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องยนต์ เพื่อผลิตรถยนต์ที่ทันสมัย
ลีกอนฮีได้รับเลือกให้เป็นผู้สืบทอดธุรกิจในเครือซัมซุงต่อจากบิดา ลีเบีงชอล เนื่องจากลีเบียงชอลเห็นถึงความตั้งใจจริง ความทุ่มเทและใฝ่รู้ที่จะพัฒนาบริษัทของเขา เพื่อให้ธุรกิจของบริษัทคงอยู่ต่อไป ลีเบียงชอลจึงเลือกลีกอนฮีซึ่งเป็นบุตรคนที่สามซึ่งมีความสามารถและ คุณสมบัติที่เหมาะสมกับองค์กร แทนที่จะเลือกลีแมงฮีบุตรคนโตตามประเพณี
ตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่ ลีเบียงชอลได้ถ่ายทอดความคิดและประสบการณ์มากมายให้ ลีกอนฮี โดยสิ่งแรกที่ลีเบียงชอลสอนก็คือ “รับฟัง” คือให้รู้จักรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นและนำสิ่งเหล่านั้นมาใคร่ครวญอย่าง รอบคอบ นอกจากนี้ยังให้คติเตือนใจเรื่อง “ไก่ไม้” ซึ่งมีหมายถึง ท่าทีที่สงบนิ่ง ไม่อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด ทั้งยังสนับสนุนให้เขาได้ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมกับผู้ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้ได้เรียนรู้จากภาคปฏิบัติด้วยตนเอง
หลังจากบิดาเสียชีวิต ลีกอนฮีก็เข้ารับตำแหน่งประธานบริษัทซัมซุง เขาต้องเผชิญกับอุปสรรคทางธุรกิจ ทั้งปัจจัยภายในและภายนอก เขาได้ปรับเปลี่ยนระบบการบริหารงานหลายด้าน จนกระทั่งมีผู้วิจารณ์ว่า เว้นแต่ลูกและภรรยาแล้ว เปลี่ยนใหม่หมด
สิ่งที่ลีกอนฮีมุ่งเน้นก็คือ การผลิตสินค้าให้มีคุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์นี้ ซัมซุงจึงตั้งมาตรการระงับสายการผลิต จนกว่าจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ จึงเริ่มผลิตอีกครั้ง เพื่อให้สินค้าของซัมซุงมีคุณภาพที่ดีที่สุด ข้อดีที่เห็นได้เห็นก็คือ สินค้าสร้างความพอใจให้ลูกค้ามากขึ้นและไม่ต้องผลิตสินค้าจำนวนมากแต่สามารถ เพิ่มยอดขายและทำกำไรให้สูงขึ้นได้
การประกาศระบบการทำงาน 7-4 เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นับได้ว่าเป็นการปฏิวัติระบบการทำงานของบริษัท นั่นคือให้พนักงานเริ่มเข้างานเวลา 7.00 น. และเลิกงานเวลา 16.00 น. ข้อดีของระบบเวลาทำงานนี้คือ เมื่อเริ่มงานและเลิกงานเร็วขึ้น พนักงานก็จะไม่เจอปัญหารถติดในตอนเช้าและตอนเย็น นอกจากนั้นในตอนเย็นพนักงานสามารถให้เวลาที่เหลือไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ได้ เช่นการเรียนภาษา หรือคอมพิวเตอร์ หรืออาจใช้เวลาในตอนเย็นในการออกกำลังกายได้
ถึงแม้ว่า ซัมซุงมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบงานต่างๆ เพื่อการแข่งขันทางธุรกิจมากมาย จนกระทั่งประสบความสำเร็จในระดับที่ไม่อาจมองข้ามได้อย่างทุกวันนี้ แต่ประธานบริหารสูงสุดอย่างลีกอนฮีก็ไม่เคยหยุดยั้งที่จะพัฒนาเพียงเท่านี้ เป้าหมายต่อไปของซัมซุงก็คือการก้าวขึ้นมาเป็นบริษัท 1 ใน 3 ของบริษัทชั้นนำทางอิเล็กทรอนิกส์ของโลกก่อนปี 2010 ศักยภาพของลีกอนฮีจึงควรนับเป็นตัวอย่างที่น่ายกย่องของนักบริหารธุรกิจรุ่น ต่อๆ ไป