เกาะภูเก็ตทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศรู้จักกันดีในฐานะเป็นเมืองท่องเที่ยวตากอากาศและท้องทะเลที่สวยงาม จนหลายคนคิดว่าภูเก็ตมีเพียงชายหาด และเกาะ รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยว ที่พักที่หรูหรา เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วอีกมุมหนึ่งของเกาะภูเก็ตประชาชนยังคงใช้ชีวิตอย่างสงบ ท่ามกลางการรุกเข้ามาของเศรษฐกิจทุนนิยมที่แพร่กระจายไปทั้งภูเก็ตไม่น้อยกว่า 20 ปีที่ผ่านมา
อ่าวป่าคลอกอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะภูเก็ต เป็นพื้นที่ที่ประชาชนยังใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติตั้งแต่ยอดเขาพระแทว จนถึงทะเลอ่าวป่าคลอก แต่การพัฒนาแบบทุนนิยม เช่นเดียวกับท้องทะเลในพื้นที่อื่น โดยเฉพาะเรือประมงพาณิชย์ เช่น อวนลาก อวนรุน และนากุ้ง ทำให้สัตว์น้ำในทะเลอ่าวป่าคลอกหายไป การทำมาหากินของประชาชนลำบากมากขึ้น ประชาชนชาวป่าคลอกจึงต้องดิ้นรนหาช่องทางเพื่อเอาตัวเองและครอบครัวให้รอด เพราะไม่รู้จะไปไหน ไปที่อื่นก็ไม่มีที่จะอยู่ ต้องต่อสู้ในแผ่นดินเกิดของตนเอง
เช่นเดียวกับครอบครัวการะเกตน ป้ารมย์ โกมัน (ชลอ) และ พี่อ๋อย (ชฏาพร) การะเกตุ ทิพย์และสมาชิกในครอบครัวทุกคนได้ร่วมกันฟันฝ่าอุปสรรคของการทำมาหากิน จากเดิมที่ฝากชีวิตไว้กับทะเล แต่เมื่อทะเลเริ่มมีปัญหา สัตว์น้ำหายากขึ้น จึงต้องผันชีวิตมาหากินบนบก เริ่มต้นด้วยการปลูกผักบุ้งจีนบนที่ดินราชพัสดุ หลัง อบต.ป่าคลอก จากไม่กี่แปลงขยายเป็นหลายสิบแปลง ส่งขายตลาดในเมืองทั้งผ่านพ่อค้าคนกลาง และขายด้วยตนเอง สร้างรายได้ให้กับครอบครัววันละประมาณ 2-3 พันบาท ทำให้ฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น
แต่ชีวิตก็เข้าสู่รอยต่ออีกครั้งหนึ่งเมื่อหน่วยงานรัฐที่สนับสนุนปุ๋ยและยาเคมีเปลี่ยนนโยบายการส่งเสริม หันมาทำเกษตรอินทรีย์ จำเป็นที่จะต้องทดลองทำ แล้วก็พบว่าได้ผลดีกว่าเกษตรเคมีดังที่ผ่านมา นอกจากผลผลิตที่ดีไม่น้อยหน้ากว่าเคมี และยังทำให้สุขภาพดีขึ้นด้วย ผู้บริโภคก็ได้ประโยชน์ด้วย จึงเริ่มลงมือทำปลูกผักบุ้งอินทรีย์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เกิดขึ้นเมื่อโครงการ 84 ตำบลวิถีพอเพียงของ ปตท. เข้ามายังตำบลป่าคลอกเมื่อประมาณปี 52 ตอนแรกก็ไม่ได้สนใจอะไรมากมาย เข้าร่วมโครงการตามที่เขาเชิญ ได้ไปดูงานในที่ต่าง ๆ ตอนแรกคิดว่าไปดูเฉย ๆ งั้น ๆ เหมือนกับการดูงานของราชการทั่วไป แต่พอไปดูหลายที่ ทำให้เกิดมุมมองใหม่ขึ้น กลับมาลงมือทำตามที่ไปดูมา เริ่มต้นด้วยการทำบัญชีครัวเรือน ดูรายรับรายจ่าย ทำให้รู้สถานะการเงินของตัวเอง แล้วทดลองปลูกพืชทุกอย่างที่เห็นว่าสามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวรวมทั้งสามารถพึ่งตนเองได้ เช่น ปลูกข้าวในกระถางไม่กี่เม็ดขายให้โรงแรมฯ กระถางละ ๑๕๐ บาท เป็นข้าวที่แพงที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้ ปลูกผักในกระถาง ในเปลือกมะพร้าว ปลูกยอดหมุยขายร้านขนมจีนในตำบล ถ้่วพูร้อยสาย รวมทั้งการรวมตัวเป็นกลุ่มเศรษฐกิจพอเพียงเกษตรอินทรีย์ หน่วยงานรัฐที่สนับสนุนก็มีความสะดวกมากขึ้น และยังตั้งเป็นกลุ่มออมทรัพย์ฯ ขึ้นมาอีก ๑ กลุ่ม เมื่อต้นปี ๕๔ ที่ผ่านมา
ชลอ การะเกต กล่าวว่า "ตอนนี้รายได้ลดน้อยลงไปกว่าตอนปลูกผักบุ้งจีนไม่น้อย แต่สิ่งที่ได้กลับคืนมาทดแทนคือ ความสุขที่มากกว่า" และยังได้เป็นคนที่มีคุณค่าในสังคมมากขึ้นจากการมาดูงานของกลุ่มประชาชนต่าง ๆ หน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชน ไม่ขาดสายแต่ละวัน ทั้งที่นัดและไม่นัดหมาย และที่สำคัญได้เข้ารับรางวัลตามโครงการ 84 ตำบลวิถีพอเพียง จากพระหัตถ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๔ ด้วย
สนใจศึกษาดูงาน ติดต่อล่วงหน้าที่ ชลอ หรือ ชฎาพร การะเกต โทร 085-8807122