ดร.ป๊อป ได้ศึกษา "การจัดการความล้าด้วยกิจกรรมยามว่างในหญิงชาวออสเตรเลียที่มีโรคเรื้อรัง ซึ่งมีกลไกแตกต่างกันหญิงชาวออสเตรเลียที่ไม่มีโรคเรื้อรัง" และพบว่า กระบวนการคิดทบทวนพฤติกรรมของตนเองเป็นสิ่งสำคัญในการเลือกทำกิจกรรมยามว่างในรูปแบบต่างกัน คือ กิจกรรมยามว่างที่ใช้แรงทางร่างกาย กิจกรรมยามว่างที่ใช้แรงทางความคิดสร้างสรรค์ กิจกรรมยามว่างที่ใช้แรงทางผ่อนคลายจิตใจ กิจกรรมยามว่างที่ใช้แรงทางการเข้าร่วมสังคม ซึ่งต้องหลีกเลี่ยงกิจกรรมยามว่างที่ไม่ใช้แรงใดๆ โดยทำได้ไม่มากกว่า 3 ชม.ต่อวัน เช่น การดูทีวี การนอนเล่น การคุยฆ่าเวลา การคุยโทรศัพท์ไร้จุดหมาย การให้คนอื่นนวด เป็นต้น
แต่คนไทยที่มีและไม่มีโรคเรื้อรังนั้น ยังไม่เข้าใจกระบวนการคิดนี้มากนัก เพราะกิจกรรมการดำเนินชีวิตส่วนใหญ่ คือ การดูแลตนเอง การทำงาน การศึกษา และการพักผ่อน ประชากรไทยส่วนน้อยที่มีกิจกรรมยามว่างที่มีคุณค่าต่อคุณภาพชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ดังนั้นผมจึงสรุปสาระที่ได้อ่านงานวิจัยมา 3 เรื่องในปีนี้ ที่น่าจะนำไปปรับใช้ในการจัดกิจกรรมยามว่างแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ไม่ควรอยู่ว่างเกินไป แต่ควรมีเป้าหมายในการทำกิจกรรมใดๆ ให้มีความสุข
งานวิจัยเรื่องแรกของ Chun-Te Lee และคณะ สรุปว่า ผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้านั้นมีความสัมพันธ์มากกับการไม่มีโอกาสได้เคลื่อนไหวยกของ/ขึ้นบันได ส่วนกิจกรรมยามว่างที่สัมพันธ์น้อยกับภาวะซึมเศร้านั้น คือ ผู้สูงอายุไม่เคลื่อนไหวแต่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์/หนังสือจนถึงทำกิจกรรมโครงงานนอกที่พัก
ดร.ป๊อป แนะนำว่า "ควรจัดกิจกรรมยามว่างที่เคลื่อนไหวเบาๆ มีผู้ช่วยเหลือบ้างให้ปลอดภัย เน้นทำกิจกรรมยามว่างที่ผู้สูงอายุชอบ โดยเฉพาะกิจกรรมยามว่างที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ เพราะผู้สูงอายุมักมีความเครียดเรื่องสุขภาพและเศรษฐานะ"
งานวิจัยเรื่องที่สองของ Ragsdale และคณะ สรุปว่า เด็กวัยเรียนมีภาวะเครียดทางจิตใจแต่ฟื้นตัวได้เร็วจากการปรับพฤติกรรมทำกิจกรรมใดๆ ในวันหยุดสุดสัปดาห์มากกว่าวันจันทร์ถึงศุกร์
ดร.ป๊อป แนะนำว่า "ควรจัดกิจกรรมยามว่างในการบำเพ็ญประโยชน์ เน้นการเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตของพลเมืองดีแทรกด้วยวิชาการในวันจันทร์ถึงศุกร์ และเน้นกิจกรรมยามว่างที่วัยรุ่นแต่ละคนมีทางเลือกและชอบทำร่วมกับกลุ่มเพื่อน/พี่/น้อง/ครอบครัวที่เกิดความสุขในจิตใจในวันเสาร์ถึงอาทิตย์"
งานวิจัยเรื่องที่สามของ Haggsma และคณะ สรุปว่า โดยธรรมชาติหลังประสบภัย ในคนทุกเพศทุกวัยจะมีกลไกป้องกันทางจิตและปรับตัวสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ (Psychological consequence) ทำให้มีความบกพร่องจากภาวะเครียดหลังเหตุการณ์รุนแรง หรือ Post-Traumatic Stress Disorder (PTSD) มีความชุกลดลงเมื่อเวลาผ่านไปน้อยกว่า 3 เดือน 3-6 เดือน 7-12 เดือน หรือมากกว่า 1 ปี
ดร.ป๊อป แนะนำว่า "ผู้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยควรได้รับการอบรมในการคัดกรอง PTSD จากบุคลากรผู้เชื่ยวชาญสุขภาพจิตและให้ความรู้ในการป้องกัน PTSD ที่อาจมีแนวโน้มเกิดความชุกในชุมชนใดๆ มากกว่า 1 ปีได้"
ยินดีที่ท่านพี่อาจารย์ ดร.ขจิต ได้สร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ ให้เด็กและผู้ใหญ่ที่ประสบภัยน้ำท่วมครับ
ขอบคุณมากครับท่าน ดร.ภิญโญ
ขอแสดงความคิดเห็นคะ ^^ ชีวิตเราไม่ควรอยู่ว่าง ควรมีกิจกรรมที่มีเป้าหมาย เพื่อสร้างคุณค่าในตัวเองและทำให้ชีวิตมีความสุขในการใช้ชีวิต ลดความวิตกกังวล นำประสบการณ์ที่เคยทำ เคยเรียนรู้ ทักษะต่างๆที่ผ่านมา ทำกิจกรรมยามว่างที่มีความหมายและท้าทาย มีความสุข สามารถนำไปพัฒนาเรียนรู้ต่อไป ได้เล่น ได้สนุกตามความต้องการ ได้ท้าทายตัวเอง ส่งผลให้มีสุขภาพทางกายและทางใจที่ดีขึ้นด้วยนะคะ ความรู้และทักษะที่ได้จากการทำกิจกรรมก็สามารถนำไปใช้ต่อยอดเกี่ยวกับทักษะการแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต และการทำกิจกรรมอื่นๆที่มีความหมายต่อได้อีกด้วย แทนทีจะมานั่งกลุ่มแต่เรื่องน้ำท่วม แต่เราต้องรู้จักการจัดการความคิดของตนเอง เพื่อรักษาสุขภาพของเราทั้งกายและใจให้แข็งแรง เพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติต่อไปคะ ^^ ขอเป็นกำลังใจให้อาจารย์ป๊อปต่อไปนะคะ >_<
หนูลืมพิมพ์ชื่อคะ น.ส.ชุตินันท์ ลิ่มอดิศัย ^^
มนุษย์ทุกคนเมื่ออยู่ว่าง จะทำให้เกิดความคิดฟุ้งซ่าน ขาดการทำกิจกรรมที่เพิ่มทักษะในการใช้ชีวิต ยิ่งในผู้ที่มีความผิดปกติทางร่างกายหรือจิตใจ หากอยุ่ว่างก็จะทำให้ความสามารถของบุคคลเหล่านั้นลดลง การมีกิจกรรมยามว่างจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มทักษะในชีวิตประจำวันได้ หากบุคคลหนึ่งๆได้ทำกิจกรรมยามว่างที่เขาพึงพอใจ เช่น การทำงานประดิษฐ์จากไม้ เขาก็จะได้พัฒนาทักษะทั้งทางด้านร่างกายที่ใช้ในการลงมือทำและทางด้านจิตใจ เขาจะรู้สึกมีความสุขเมื่อทำสำเร็จ และนำไปสุ่การเป็นประสบการณ์เพื่อนำไปแก้ไขปัญหาอื่นๆต่อไป อีกทั้งยังเป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้กับตนเองอีกทางหนึ่ง
คนเราทุกคนควรมีกิจกรรมยามว่างเป็นของตัวเองค่ะ ^o^
ขอบคุณมากครับน้อง Lhin กับน้อง Pumpuy
ในสถานการณ์ที่น้ำท่วม ผู้ประสบภัยทุกคนคงมีสภาพจิตใจที่ย่้ำแย่ คนที่ท่วมไปแล้วก็กังวลว่าบ้านจะเป็นอย่างไร จะท่วมเสียหายไปแค่ไหน คนที่ยังไม่ท่วมก็คงใจคอไม่ดีเช่นกัน ไม่ทราบว่าจะถึงตาตัวเองเมื่อไหร่ ทุกคนต่างตกอยู่ในภาวะความเครียดไม่ต่างกัน และไม่รุจะทำเช่นไร ดิฉันในฐานะที่เป็นนักศึกษากิจกรรมบำบัดเห็นว่าการมีกิจกรรมยามว่างเป็นสิ่งที่ทุกคนควรพึงระลึกถึง เพื่อช่วยไม่ให้ฟุ้งซ่านและเพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ดิฉัตรคิดว่าผู้ประสบภัยสามารถช่วยเหลือกันได้ โดยอาจแบ่งอาหาร ที่อยู่อาศัย ช่วยกันทำอาหารเพื่อส่งให้คนที่ประสบภัยหนักกว่า หรือถ้าในเด็กก็อาจมีกิจกรรมผ่อนคลาย เช่นมีการระบายสี เล่นเกมหรือให้ผุ้ประสบภัยที่เป็นครูมาช่วยสอนเด็กๆด้วย ส่วนในผู้สูงอายุดิฉันเห็นด้วยกับอาจารย์ป๊อบนะคะที่ให้ทำกิจกรรมบริหารสุขภาพเบาๆ และดิฉันคิดว่าถ้าผู้สูงอายุสามารถให้ความรู้ในการทำกิจกรรม การใช้ชีวิตได้ด้วย เช่น สามารถให้ผู้สูงอายุสอนการทำอาหารเป็นการทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกภูมิใจด้วยและทำให้ทุกคนได้ร่วมมือกันประสานความสามัคคี
ดิฉันเชื่อว่าถ้่าเรามีกิจกรรมยามว่างที่ดี ที่เราสนใจ ทำแล้วมีความสุขย่อมทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีคะ
ขอบคุณสำหรับความรู้ที่อาจารย์ป๊อบให้มานะคะ :)) จะรออ่านบล๊อกใหม่นะคะ
ปล. สนใจทฤษฎีของmohoมากคะ อยากให้อาจารย์เขียนการทำเคสที่ใช้mohoจับ :D
เห็นด้วยค่ะกับการทำกิจกรรมยามว่าง เพราะนอกจากจะทำให้เกิดการผ่อนคลายแล้ว การทำกิจกรรมยามว่างยังสามารถเพิ่มความสนใจ และการเรียนรู้แก่เราได้ ส่วนใหญ่การเลือกกิจกรรมยามว่างจะมาจาก พื้นฐานความรู้ ประสบการณ์และความชอบ ในการทำกิจกรรมนั้นๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเราได้ลงมือทำกิจกรรมที่เราสนใจก็จะทำให้เราทำอย่างเต็มที่ และมีความสุขในการทำ นอกจากนี้กิจกรรมยามว่างบางอย่างยังสามารถส่งเสริมและพํฒนาทักษะชีวิตในด้านอื่นๆ เช่น กิจกรรมการทำขนม กิจกรรมการทำงานไม้ เป็นต้น และควรจะส่งเสริมการทำกิจกรรายามว่างที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่นแบบจิตอาสา เพื่อส่งเสริม self-esteem และ value ของบุคคลให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ขอบคุณมากครับน้องนักศึกษากิจกรรมบำบัดชั้นปี 3 ปีการศึกษา 2554 ตามรายชื่อข้างต้น
*ขอบคุณค่ะ...สว.(สวยสมวัย) อย่างพี่ใหญ่ ชอบลงสวนทุกเช้าค่ะ..
*เก็บภาพดอกมะลิบานเต็มต้นที่บ้าน หลังน้ำท่วมมาฝากค่ะ
เห็นด้วยกับบทความของอาจารย์ค่ะ ในเรื่องการเีรียน ถึงแม้วิชาการจะเป็นสิ่งสำคัญในการเรียนรู้หลักๆ แต่การเรียนหลายวิชาการ อาจส่งผลต่อความเครียดของเด็ก ควรมีวิชาเสริมในด้านอื่นๆ เพื่อปรับอารมณ์ การผ่อนคลาย ทำให้จิตใจมีความสุข การพัฒนาทักษะของเด็กนั้นควรควบคู่กันไปหลายๆด้าน
ขอบคุณมากครับพี่นงนาทและน้องนิรมล