วันนี้ผมเตรียมสัมภาษณ์ผ่านโทรศัพท์ออกรายการวิทยุ "เล่าสู่กันฟัง" เวลา 15.40 น. 90.5 FM ในโจทย์ "การบำบัดด้วยกิจกรรมอย่างไรสำหรับผู้ประสบภัยน้ำท่วม"

ดร.ป๊อป ได้ศึกษา "การจัดการความล้าด้วยกิจกรรมยามว่างในหญิงชาวออสเตรเลียที่มีโรคเรื้อรัง ซึ่งมีกลไกแตกต่างกันหญิงชาวออสเตรเลียที่ไม่มีโรคเรื้อรัง" และพบว่า กระบวนการคิดทบทวนพฤติกรรมของตนเองเป็นสิ่งสำคัญในการเลือกทำกิจกรรมยามว่างในรูปแบบต่างกัน คือ กิจกรรมยามว่างที่ใช้แรงทางร่างกาย กิจกรรมยามว่างที่ใช้แรงทางความคิดสร้างสรรค์ กิจกรรมยามว่างที่ใช้แรงทางผ่อนคลายจิตใจ กิจกรรมยามว่างที่ใช้แรงทางการเข้าร่วมสังคม ซึ่งต้องหลีกเลี่ยงกิจกรรมยามว่างที่ไม่ใช้แรงใดๆ โดยทำได้ไม่มากกว่า 3 ชม.ต่อวัน เช่น การดูทีวี การนอนเล่น การคุยฆ่าเวลา การคุยโทรศัพท์ไร้จุดหมาย การให้คนอื่นนวด เป็นต้น

แต่คนไทยที่มีและไม่มีโรคเรื้อรังนั้น ยังไม่เข้าใจกระบวนการคิดนี้มากนัก เพราะกิจกรรมการดำเนินชีวิตส่วนใหญ่ คือ การดูแลตนเอง การทำงาน การศึกษา และการพักผ่อน ประชากรไทยส่วนน้อยที่มีกิจกรรมยามว่างที่มีคุณค่าต่อคุณภาพชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ดังนั้นผมจึงสรุปสาระที่ได้อ่านงานวิจัยมา 3 เรื่องในปีนี้ ที่น่าจะนำไปปรับใช้ในการจัดกิจกรรมยามว่างแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ไม่ควรอยู่ว่างเกินไป แต่ควรมีเป้าหมายในการทำกิจกรรมใดๆ ให้มีความสุข 

งานวิจัยเรื่องแรกของ Chun-Te Lee และคณะ สรุปว่า ผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้านั้นมีความสัมพันธ์มากกับการไม่มีโอกาสได้เคลื่อนไหวยกของ/ขึ้นบันได ส่วนกิจกรรมยามว่างที่สัมพันธ์น้อยกับภาวะซึมเศร้านั้น คือ ผู้สูงอายุไม่เคลื่อนไหวแต่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์/หนังสือจนถึงทำกิจกรรมโครงงานนอกที่พัก

ดร.ป๊อป แนะนำว่า "ควรจัดกิจกรรมยามว่างที่เคลื่อนไหวเบาๆ มีผู้ช่วยเหลือบ้างให้ปลอดภัย เน้นทำกิจกรรมยามว่างที่ผู้สูงอายุชอบ โดยเฉพาะกิจกรรมยามว่างที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ เพราะผู้สูงอายุมักมีความเครียดเรื่องสุขภาพและเศรษฐานะ"

งานวิจัยเรื่องที่สองของ Ragsdale และคณะ สรุปว่า เด็กวัยเรียนมีภาวะเครียดทางจิตใจแต่ฟื้นตัวได้เร็วจากการปรับพฤติกรรมทำกิจกรรมใดๆ ในวันหยุดสุดสัปดาห์มากกว่าวันจันทร์ถึงศุกร์ 

ดร.ป๊อป แนะนำว่า "ควรจัดกิจกรรมยามว่างในการบำเพ็ญประโยชน์ เน้นการเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตของพลเมืองดีแทรกด้วยวิชาการในวันจันทร์ถึงศุกร์ และเน้นกิจกรรมยามว่างที่วัยรุ่นแต่ละคนมีทางเลือกและชอบทำร่วมกับกลุ่มเพื่อน/พี่/น้อง/ครอบครัวที่เกิดความสุขในจิตใจในวันเสาร์ถึงอาทิตย์"

งานวิจัยเรื่องที่สามของ Haggsma และคณะ สรุปว่า โดยธรรมชาติหลังประสบภัย ในคนทุกเพศทุกวัยจะมีกลไกป้องกันทางจิตและปรับตัวสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ (Psychological consequence) ทำให้มีความบกพร่องจากภาวะเครียดหลังเหตุการณ์รุนแรง หรือ Post-Traumatic Stress Disorder (PTSD) มีความชุกลดลงเมื่อเวลาผ่านไปน้อยกว่า 3 เดือน 3-6 เดือน 7-12 เดือน หรือมากกว่า 1 ปี

ดร.ป๊อป แนะนำว่า "ผู้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยควรได้รับการอบรมในการคัดกรอง PTSD จากบุคลากรผู้เชื่ยวชาญสุขภาพจิตและให้ความรู้ในการป้องกัน PTSD ที่อาจมีแนวโน้มเกิดความชุกในชุมชนใดๆ มากกว่า 1 ปีได้"