
เมื่อกลางวันได้คุยกันกับเจ้าลูกสาวคนเก่งของผม เราคุยกันเรื่องความเดือดร้อนของผู้ปกครองอันเนื่องมาจากค่าเล่าเรียนพิเศษของเค้า
เราก็พยายามสอบถามเพื่อที่จะสกัดออกมาให้ได้ว่า การไปนั่งเรียนแบบที่มันสัมฤทธิ์ผลนี่ ที่ทำอยู่น่ะใช่หรือไม่
บอกถึงว่าพ่ออยากจะให้เราเปลี่ยนวิธีการคิด วิธีการมอง ว่าในการเรียนพิเศษนั้น จริงๆ แล้วคุณครูเค้ามาทำหน้าที่อย่างที่ใจพ่อคิดนั้นคือ ขอให้คุณครูมาเป็นผู้ช่วยนะ ไม่ใช่ให้มาเป็นผู้นำพา
มาเป็นหัวขบวนนะ แบบนั้นมันไม่น่าจะถูกต้อง เพราะถ้าอย่างนั้นชาตินี้ก็ไม่ต้องเก่งกันแล้ว
ต้องรอคอยคุณครูบอกก่อนถึงจะทำได้ ขาดครูทำอะไรไม่ได้เลย อย่างนี้จะอยู่ในสภาพเสพติดคุณครูนะ เจ้าลูกสาวก็นั่งผงกหัวเห็นด้วยเพราะถูกบังคับ เราก็ยังย้ำว่าจริงหรือเปล่าล่ะ เค้าก็รับคำ
แล้วก็มาพูดถึงว่าใจพ่อคิดอย่างไร ผมก็เล่าให้ฟังว่าจริงๆ เราน่าที่จะต้องมองต้องจินตนาการไปนะว่า..วันนี้คุณครูจะมาสอนเราแบบไหน มุกไหน อย่างไร แล้วสุดท้ายเราก็มาสรุปว่าเราทายถูกหรือไม่ แบบนี้ก็จะทำให้การเรียนดูว่าจะสนุกขึ้นอีกมาก ยังอุปมาอุปมัยว่าเราน่าจะเรียน หรือทำตัวคล้ายกับเจ้ากระปุกเกียร์อัจฉริยะของรถยนต์สมัยใหม่นะ ไม่ว่าสภาพถนนจะสูงต่ำเจ้าเกียร์ก็จะปรับไปแบบพารถและผู้โดยสารวิ่งฉิว ไม่ต้องมาผิดเกียร์ มาหมดกำลังเครื่องดับอะไรทำนองนี้
พ่ออยากให้ทำตัวเหมือนกับเจ้านี่
แล้วก็เล่าต่อว่าในช่วงแรกๆ การที่เราเรียนโดยยึดลำแข้งตนเองนั้น มันจะติดขัดไปหมดนะ
สามวันแรกช้ากว่าพรรคพวกมากมาย
สัปดาห์ที่สองเริ่มงงหนัก เกิดอาการสองจิตสองใจในแนวทางที่ยึดมั่น
สัปดาห์ที่สี่ดูว่าอาการทรงๆ
สามเดือนผ่านไปอาการดูดีมีความแตกต่างจากพรรคพวก
หกเดือน เก้าเดือนเริ่มเชื่อมโยงเรื่องราวไม่ค่อยเหมือนเพื่อนแต่มีเหตุมีผลสนับสนุน
สามปีหลังจากทำ เริ่มเข้าแก้ไขปัญหาได้ในมุมมองที่แตกต่างจากเพื่อนอย่างที่คนรอบข้างรู้สึกแปลกใจมาก
และหลังจากนี้ก็ไม่มีอะไรมาขวางกั้นอีกแล้ว ...
ลำดับขั้นต่างๆ เหล่านี้ก็ได้เล่าให้ลูกฟัง สุดท้ายก็เพื่อที่จะให้ลูกได้ฝึกฝนและค้นหาแนวทางที่ตัวเองศรัทธาและมั่นใจในตนเอง ก้าวเดินต่อไป ขจัดคำถามที่ท้าทายซึ่งขวางหน้าเรื่อยไป นี่ก็เป็นเรื่องราวที่คุยกันเพื่อให้ลูกได้เปลี่ยนมุมมองต่อการเรียนพิเศษสุดฮิตในยุคนี้ครับ