แนวทางปฏิบัติอย่างเร่งด่วน ของการป้องกันและการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมสวนไม้ผล รองศาสตราจารย์ ดร.รวี เสรฐภักดี 1/

แนวทางปฏิบัติอย่างเร่งด่วน
ของการป้องกันและการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมสวนไม้ผล

รองศาสตราจารย์ ดร.รวี เสรฐภักดี
สภาวะน้ำท่วมขังสวนไม้ผลที่เกิดขึ้นในทุกระยะ ได้สร้างความสูญเสียให้กับเกษตรกรเป็นจำนวนมาก เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตที่ได้พบมาก่อนนั้นเป็นเรื่องของความแห้งแล้ง ชาวสวนจึงไม่ค่อยได้คำนึงในเรื่องนี้มากนัก ภัยจากน้ำท่วมขังที่เกิดขึ้นในปี 2538-39 และต่อเนื่องมาในปี 2539-40 ได้ก่อให้เกิดความสูญเสียแก่ชาวสวนเป็นอย่างมากจนถึงกับสิ้นเนื้อไป ดังนั้น เพื่อให้ทันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและที่อาจเกิดตามมาในอนาคตอันใกล้นี้ จึงได้จัดทำเอกสารฉบับนี้ขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับการป้องกันและการแก้ไขปัญหาของสภาวะน้ำท่วมขัง เพื่อให้ประโยชน์แก่ชาวสวนไม้ผลและนักวิชาการหรือนักส่งเสริมที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้ปฏิบัติต่อไป

สำหรับการป้องกันและการแก้ไขนั้น แบ่งได้เป็น 3 สถานะ ดังนี้
1. การป้องกันมิให้น้ำท่วมขัง หากเป็นสภาพพื้นที่ราบลุ่ม ขอให้เกษตรกรตรวจดูความแข็งแรงของคันดินรอบสวน โดยให้พิจารณาถึงความสูงและความหนาของคัน หากพบมีจุดบกพร่องหรือมีความสูงไม่เพียงพอให้รีบดำเนินการเสริมคันดังกล่าวก่อนภาวะฝนตกชุกจะมาถึง สำหรับสวนในสภาพพื้นที่ดอนนั้น น้ำท่วมขังมักเกิดจากน้ำป่าไหลหลากซึ่งระดับน้ำจะเพิ่มขึ้นและลดลงอย่างรวดเร็ว ความสูญเสียมักเกิดจากความแรงและต้นไม้ที่น้ำพัดพารวมทั้งตะกอนดินที่อาจทับถมไว้อันเป็นสิ่งที่ยากจะป้องกันได้ อย่างไรก็ตาม การป้องกันการชะล้างหน้าดินหรือมีแนวรั้วหรือมีการปลูกแนวไม้บังลมที่แข็งแรงอยู่ก่อนแล้วก็สามารถลดความรุนแรงนี้ลงได้เป็นอย่างมาก ในกรณีที่ทราบสถานการณ์ล่วงหน้า หากมีโอกาสแนะนำให้ตัดแต่งเอาใบออกประมาณ 25-30% โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่เป็นใบอ่อน ซึ่งใบเป็นส่วนที่มีการใช้อาหารมากที่สุด
2. การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของสวนไม้ผลในขณะที่ถูกน้ำท่วมขัง แบ่งได้เป็น 2 กรณี คือ
1. ในสภาพของสวนในที่ลุ่ม ให้ชาวสวนรีบดำเนินการจัดเสริมสร้างคันดินโดยรอบให้แข็งแรงพอที่จะรองรับแรงดันของน้ำให้ได้ จากนั้นรีบสูบน้ำออกจากพื้นที่ให้สวนแห้งโดยเร็วจนน้ำในสวนลดลงสู่ระดับปกติ
2. ในกรณีที่สวนนั้นไม่สามารถเสริมคันดินได้ สิ่งที่พอจะประทังได้คือ การช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำโดยใช้วิธีการพ่นอากาศลงในน้ำที่ท่วมขังอยู่ ซึ่งอาจใช้มอเตอร์หรือเครื่องยนต์หมุนกังหันน้ำหรือใช้การตีให้น้ำที่ท่วมขังมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ก็จะเป็นการช่วยเพิ่มออกซิเจนให้ละลายในน้ำได้มากขึ้น โดยใช้หลักการเดียวกับการปลูกพืชในน้ำยา (hydroponics) และรากของต้นไม้สามารถนำไปใช้ได้ส่วนหนึ่งจนกว่าน้ำลด
3. ข้อควรปฏิบัติภายหลังน้ำลด สิ่งที่ต้องพึงระวังไว้ให้มากทั้งสวนในสภาพพื้นที่ลุ่มและที่ดอนคือ เมื่อระดับน้ำลดแล้วแต่ดินยังมีความเปียกชุ่มหมาดอยู่ ห้ามเดินย่ำผิวดินโดยเด็ดขาด เนื่องจากจะมีผลทำให้ดินอัดแน่นระบบรากต้นไม้ซึ่งได้รับความกระทบกระเทือนอยู่แล้วจะได้รับอันตรายมากขึ้นและต้นตายได้โดยง่าย ควรปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 2 วันจนหน้าดินแห้งก่อน จากนั้นให้ใช้ปุ๋ยทางใบและผสมกับสารเคมีต่าง ๆ ฉีดพ่นให้กับต้นไม้ผลตามสัดส่วน ต่อน้ำ 20 ลิตร ดังต่อไปนี้

-
ปุ๋ยทางใบ อัตราส่วนของ N-P-K ประมาณ 3:1:2 เช่น 15-5-10 หรือ 4:1:3 เช่น 20-5-15 หรือที่มีสูตรใกล้เคียงกัน ปริมาณ 30-40 กรัม
-
ธาตุอาหารย่อย (trace elements) 5 กรัม
-
น้ำตาลทรายขาว 1 % (น้ำตาล 200 กรัม)
-
สารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น คอปเปอร์อ๊อกซีคลอไรด์ หรือ แมนโคเซ็บ ฯลฯ
ดำเนินการฉีดพ่นให้กับต้นไม้ผล 2-3 ครั้ง ห่างกันประมาณ 3 วัน/ครั้ง เพื่อฟื้นคืนสภาพต้นโดยเร็ว เมื่อต้นไม้ผลมีการผลิยอดอ่อนขึ้นมาใหม่จนสามารถเจริญเติบโตกระทั่งใบแก่สมบูรณ์แล้ว จึงจะเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความอยู่รอดของต้นไม้นั้นได้ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องรักษาใบอ่อนชุดนี้ให้สมบูรณ์และปลอดภัยจากการเข้าทำลายของศัตรูพืชต่าง ๆ ในระยะใบอ่อนนี้ มิฉะนั้นแล้วต้นอาจตายได้โดยง่าย หากต้นมีการออกดอกและติดผลตามมาในระยะนี้ให้กำจัดออกให้หมดเพื่อรักษาต้นแม่ไว้ เนื่องจากต้นไม้ผลจำเป็นที่จะต้องฟื้นคืนสภาพจากสภาวะน้ำท่วมขังให้มีความสมบูรณ์ดังเดิมก่อน
ข้อเตือน ต้นไม้ผลที่อยู่ในสภาพของน้ำท่วมขังไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาสั้นหรือยาวก็ย่อมเป็นผลเสียหายทั้งสิ้น พืชแต่ละชนิดหรือเป็นชนิดเดียวกันหรือพันธุ์เดียวกันก็ตาม ความสามารถทนต่อสภาพน้ำท่วมขังก็ย่อมแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งอาจสรุปได้ดังนี้
1. ธรรมชาติหรือชนิดของไม้ผล ไม้ผลแต่ละชนิดหรือแต่ละพันธุ์มีความทนทานต่อสภาวะน้ำท่วมขังได้ไม่เท่ากัน บางชนิดอาจอ่อนแออย่างมาก เช่น ขนุน จำปาดะ มะละกอ กล้วย ทุเรียน ในขณะที่บางชนิดสามารถทนทานได้มากกว่า เช่น มะขาม ส้มโอ มะกอกน้ำ มะพร้าว เป็นต้น
2. ความสมบูรณ์หรือความแข็งแรงของต้น ต้นไม้ที่มีการดูแลรักษาให้มีความสมบูรณ์ดี มีอาหารสะสมในต้นอยู่สูงในระยะก่อนถูกน้ำท่วมขัง จะมีความสามารถอยู่ได้นานมากกว่า ต้นไม้ผลที่มีการติดผลดกมากและภายหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตจะมีอาหารสะสมในต้นต่ำมาก หากถูกน้ำท่วมขังจะตายไปในระยะเวลาอันสั้นเมื่อเปรียบเทียบกับต้นที่สมบูรณ์กว่าในแปลงเดียวกัน

3. ระยะของการเจริญเติบโต ช่วงระยะที่มีการผลิใบอ่อนโดยเฉพาะในระยะใบพวง (เป็นระยะที่แผ่นใบขยายเต็มที่แล้ว แต่ใบยังมีลักษณะที่อ่อนนุ่ม) ต้นจะมีความอ่อนแอมากที่สุด เนื่องจากต้นได้นำเอาอาหารสะสมจากรากไปใช้ในการสร้างใบ ทั้งนี้เพราะใบเป็นส่วนที่มีการใช้อาหารมากที่สุดในขณะที่ถูกน้ำท่วมขัง ดังนั้นการตัดแต่งกิ่งให้มีจำนวนใบลดน้อยลงในช่วงก่อนน้ำท่วมขังก็ย่อมสามารถที่จะช่วยยืดอายุต้นไปได้
4. อายุของต้นไม้ผล ต้นที่มีอายุน้อยหรือ มีพุ่มต้นขนาดเล็กจะมีความทนทานได้น้อยกว่า นอกจากนี้ระดับความสูงของน้ำที่ท่วมขังก็มีบทบาทที่สำคัญด้วย หากส่วนของใบอยู่ใต้น้ำแล้วก็จะตายได้โดยง่าย
5. สภาพแวดล้อมที่ถูกน้ำท่วมขัง อุณหภูมิ ความเร็วลม รวมทั้งสภาพของน้ำที่ท่วมขังก็เป็นส่วนประกอบร่วมด้วย อุณหภูมิสูง ลมพัดจัดและน้ำนิ่งย่อมทำให้ความอยู่รอดของต้นไม้ผลสั้นลง ต้นที่ถูกลมพัดโยกคลอนมักมีโอกาสตายสูง
เอกสารประกอบการค้นคว้า
รวี เสรฐภักดี. 2540. ต้นไม้ผลในสภาวะถูกน้ำท่วมขังและแนวทางการแก้ไข, หน้า 9-20. ใน อุทกภัย : ผลกระทบต่อสวนไม้ผลและแนวทางแก้ไข. สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.
รวี เสรฐภักดี และธีระ ภู่หิรัญ. 2540. สภาวะน้ำท่วมสวนของ คุณพยงค์ ภู่หิรัญในปี 2539, หน้า 69-84. ใน อุทกภัย : ผลกระทบต่อสวนไม้ผลและแนวทางแก้ไข. สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.
ขอบพระคุณพี่สมชายมากครับที่คอยดูแลท่านอาจารย์
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ตามที่อยู่ข้างต้น หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ ดังนี้
ที่ทำงาน 034-281-084 , 081-643-2681
Fax 034-281-086 e-mail: [email protected]
ปรับปรุงครั้งสุดท้ายเมื่อ 14 ตุลาคม 2554
ข้าราชการไทย ควรดูไว้เป็นตัวอย่างครับ สำหรับการบริการและการเข้าแก้ไขปัญหาของประเทศ ในด้านต่างๆ ซึ่งทางด้านการเกษตร ท่าน รศ.ดร.รวี เสรฐภักดี ให้ กระผมรีบนำข้อมูลดังกล่าวเผยแพร่ อีกทั้งอนุญาติให้ใช้เบอร์ โทรศัพท์ส่วนตัวของท่านอาจารย์ ใช้ในการติดต่อโดยตรง พอแล้วครับ ไม่อยากพิมพ์ต่อ ดีใจครับ

สวัสดีครับ อ.สามารถ.
ผมไม่มีโอกาสได้โทร.มาคุยกับอาจารย์ซ๊ะนาน เพราะน้ำท่วมบ้านที่สิงห์บุรีตั้งแต่วันที่ 2ก.ย.54ถึงวันนี้ย่างเข้าเดือนที่ 3 แล้ว น้ำท่วมบ้านสูงสุด 3.20 เมตรเท่านั้นเอง ขณะนี้น้ำเริ่มลดลงไปบ้างแล้ว วันนี้ผมส่งรูปตอนน้ำไหลเข้าท่วมสวนมะนาวมาให้อาจารย์ดู(ตอนที่น้ำเริ่มไหลเข้ามาท่วมใหม่ๆ)
เพียง 1 คืนเท่านั้น สภาพของสวนมะนาวก็กลายเป็นทะเลสีฟ้า สวยดีครับ
วันที่ 15 ก.ย.54 เขื่อนเจ้าพระยาปล่อยน้ำลงท้ายเขื่อน 3,618 ลบ.ม./วินาที น้ำเริ่มไหลล้นคลองชลประทาน และไหลเข้าสวนมะนาวตอนกลางคืน พอตอนเช้าน้ำไหลเข้าท่วมเต็มสวน มิดต้นมะนาวที่ปลูกใหม่ไปแล้วเป็นบางส่วน
ตอนเช้า อบต.นำรถแบ็คโฮมาขุดดินยกคันดินป้องกันน้ำไม่ให้ไหลล้นคันคลองชลประทาน เพราะชาวนายังไม่ได้เกี่ยวข้าวกันเลยทั้งทุ่ง
คันดินที่รถแบ็คโฮขุดทำเป็นคันกั้นน้ำ สูงเกือบ 1 เมตร
คันดินที่สร้างคันดินเสร็จเรียบร้อยแล้ว
คันดินที่สร้างคันดินเสร็จเรียบร้อยแล้ว
อ.สามารถครับ น้ำท่วมบ้านดีไปอย่างครับ ใช้พายเรือแทนรถ ไม่ต้องเสียค่าน้ำมัน แถมได้ออกกำลังกายทุกเช้า ทุกเย็น (ตอนเช้าพายไปถนน 1 ก.ม ตอนเย็นพายกลับเข้าบ้านอีก 1 ก.ม.พายเรือแบบนี้ ย่างเข้าเดือนที่ 3 แล้ว)
น้ำท่วมถนนรถวิ่งหน้าบ้าน สูงแค่มิดหัวเท่านั้นเอง แต่ท่วมสูงสุด 3.20 เมตร (เท่านั้นเอง)เป็นปีที่น้ำท่วมสิงห์บุรีสูงที่สุดเป็นประวัติศาตร์ของประเทศไทย(ตั้งแต่ลืมตามองโลก)
ประตูรั้วหน้าบ้าน น้ำท่วมใหม่ๆสูงแค่นี้แล้ว
ทุกเช้าพระอาจารย์ฯที่วัดฯจะพายเรือมารับการใส่บาตรจากญาติ โยม ถึงหน้าบ้านทุกหลังคาเรือน
ท่านอาจารย์ หลายท่านทราบแล้วครับ ตอนนี้ได้ออกช่วยเหลือเกษตรกรหลายๆจังหวัดครับ ปัญหาก็คือ บริจาคสิ่งของแล้วไม่ถึงมือผู้ที่เดือดร้อน เพราะไม่ทราบข่าวการบริจาค หรือไม่ก็ต้องเดินทางไกลมากๆครับ อีกทั้งไม่มีเรือใช้ในการเดินทางครับ วันนี้งานเยอะเลยครับ ต้องเขียนโครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม วันสุดท้าย อ.รวี อ.มณฑา ให้ระบุ พื้นที่ของ อ.อัครพนธ์ เข้าไปด้วยครับ
อาจารย์ สามารถ.ครับ ผมต้องขอโทษด้วยครับที่โทร.ไปมาหาผมไม่ได้ เพราะเครื่องตกน้ำยังไม่สามารถใช้งานได้ แต่มีเบอร์ที่ใช้ได้ คือ 08-6972-3782 ขณะนี้น้ำที่ท่วมสวนมะนาวแห้งแล้วครับ เริ่มปลูกมะนาวต้นใหม่(ที่เตรียมไว้)ทดแทนต้นที่น้ำท่วมตายได้แล้วครับ ขอบพระคุณคุณ อาจารย์ สามารถ,อาจารย์ รวี และอาจารย์ มณฑา.เป็นอย่างมาก ที่เป็นห่วงครับ (ผมขุดต้นมะนาวหนีน้ำขึ้นมาพักฟื้นได้ 200กว่าต้น ขณะนี้เริ่มแตกใบอ่อนขึ้นมาใหม่แล้ว วันนี้เริ่มย้ายลงไปปลูกใหม่ได้บ้างแล้ว)
ต้นมะนาวที่ดำน้ำลงไปขุด 200 กว่าต้นขึ้นมาพักฟื้นเอาไว้บนคันดินกันน้ำท่วมสวน ริมคลองชลประทาน(สงสารต้นมะนาวครับ ไม่อยากให้ยืนต้นจมน้ำท่วมตาย)
มะนาวที่ขุดขึ้นมาพักฟื้นเริ่มแตกใบอ่อนแล้ว
เริ่มขนย้ายมะนาวที่แตกใบอ่อนกลับลงไปไว้ในสวนเพื่อรอเวลานำกลับลงไปปลูกใหม่
ย้ายมะนาวที่พักฟื้นกลับมาไว้ในสวนหมดแล้ว
แหม....หยอกซะผมจุกเชียวอาจารย์ ไปเยี่ยมคราวหน้าถ้าผมไม่มีไม้เท้าไปด้วยก็ถือว่าโชคดีแร้ววววว(โดนตีขาหักแหง) เล่าเรื่องที่ไปผจญภัยกลางสายน้ำบ้างซีครับ ประกอบภาพด้วย