"การสะท้อนสิ่งที่ได้ทำลงไป - feedback" เป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพ ด้วยการ ประเมิน อย่างมีหลักการ ในสิ่งที่ทำลงไป

ทว่าการ Feedback ในยามคับขัน มักถูกเพิกเฉย (และยิ่งสร้างความหงุดหงิดแก่ผู้ให้ feedback)
เรื่องคับขันใกล้ตัว คนไทยขณะนี้ คงหนีไม่พ้นน้ำท่วม
สิ่งที่ข้าพเจ้ากล่าวต่อไป ถือข้อสังเกต "เชื้อเชิญให้พิจาณา" มากกว่าจะตัดสินถูกผิด
.
แม้โดยความหมาย Feedback จะหมายถึง การพิจารณาทั้ง จุดแข็ง และจุดอ่อน 
แต่ จุดอ่อน มักกระทบใจผู้ฟังมากกว่า
ข้าพเจ้าเอง ก็ยอมรับว่า 
แม้จะบอกว่า ยินดีรับฟังติชม ทุกอย่าง แต่ลึกๆ ก็อยากฟัง Feedback ที่มีติ น้อยกว่าชม
...
เมื่อข้าพเจ้าทบทวนตนเอง ที่ผ่านมา ปัจจัยที่มีผลต่อการรับฟัง feedback ก็คือ
1. Cultural hirachy   : วัฒนธรรมการอ่อนน้อมต่อผู้ที่วัย - วุฒิ -ตำแหน่ง สูงกว่า
2. Credibility        : ความน่าเชื่อถือของเหตุผล : ประสบการณ์จริง > อิงหลักฐาน > อิงทฤษฎี 
3. Caring             : ความใส่ใจ ข้าพเจ้าไม่สามารถใช้เครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือสมองมาวินิจฉัยได้  แต่ข้าพเจ้าใช้ความรู้สึกเป็นตัวคัดกรอง (ซึ่งอาจไม่แม่นยำ 100%) คือผู้นั้น "ตั้งใจฟัง"สิ่งที่เราพูด
นั่นหมายถึง ผู้ที่มีทั้งสามอย่าง ข้าพเจ้าจะ ฟัง เชื่อ และทำตาม
.
สำหรับผู้มีปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง..
กรณีภาวะปกติ อารมณ์เป็นกลาง
1.ผู้ที่มี Hirachy           -> ข้าพเจ้าฟัง  แต่ไม่ค่อยเชื่อ  ไม่ค่อยทำตาม  (ดื้อเงียบ)
2.ผู้ที่มี Credibility        -> ข้าพเจ้าฟัง       เชื่อ        แต่มักไม่ค่อยทำตาม
3.ผู้ที่ caring              -> ข้าพเจ้าฟัง   ไม่ค่อยเชื่อ       แต่มักทำตาม
.
กรณีคับขัน อารมณ์ตึงเครียด
1.ผู้ที่มี Hirachy           -> ข้าพเจ้าไม่ฟัง  ไม่เชื่อ  ไม่ทำตาม
2.ผู้ที่มี Credibility        -> ข้าพเจ้าไม่ฟัง  ไม่เชื่อ  ไม่ทำตาม
3.ผู้ที่ caring              ->  ข้าพเจ้าฟัง      เชื่อ    และทำตาม
.
เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น..
เพราะเวลาวิกฤติ "อารมณ์-สมองส่วนงู" ขึ้นมาบัญชาการ แทนสมองส่วนที่รับรู้เหตุผลใดๆ
เป็นภาวะ "สู้หรือหนี" การ feedback ในยามนี้จึง "ทำให้จนตรอก" 
เว้นแต่  ผู้ให้ feedback นั้นสร้างความผูกพันทางอารมณ์ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ
อย่างหนาแน่นเพียงพอ 
...
ทุกคนมีอารมณ์ ขึ้นกับว่าใครสามารถควบคุมได้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพกว่ากัน
ตัวเรายังควบคุมตนเองยาก  การคาดหวังให้คนอื่นควบคุมอารมณ์ยิ่งยากเข้าไปใหญ่
ข้าพเจ้าเคยเห็น ผู้ป่วยที่มีลูกเป็นแพทย์..แม้รู้พยากรณ์โรคของแม่ตนเอง รู้ว่าการล้างไตก็ไม่อาจยืดชีวิตได้สักเท่าไร
แม้เขารู้ว่าไม่สมเหตุสมผล แม้แม่ได้สั่งเสียไว้ว่าไม่ต้องทำอะไร ก็ยังยืนยันให้ล้างไต 
เพราะ "ผมทนไม่ได้ ผมรักแม่มาก"
เป็นความผิดของเขาหรือเปล่า...?
ถ้าท่านว่าผิดก็ถูกของท่าน  ถ้าท่านว่าไม่ผิดก็ถูกของท่าน :-)
.
###
www.siamfishing.com
ข้าพเจ้าขอยกข้อคิดจากหนังสือ "What get you here won't get you there"
.
ครั้งหนึ่งมีชาวประมงกำลังออกหาปลาในแม่น้ำอันกว้างใหญ่
อยู่ดีๆ ก็มีเรือประทุนอีกลำ ลอยมาใกล้เข้าๆ
ชาวประมงเริ่มแปลกใจ จึงตระโกนออกไป
" สหาย !  แม่น้ำออกกว้าง ทำไมแล่นเรือมาประชิดกันนัก"
...เงียบ.. แถมเรือลำนั้นยังแล่นใกล้เข้ามาอีกจนจะชนอยู่แล้ว
" เจ้าโง่ !" ชาวประมงเริ่มโมโห วางคัดท้ายเรือ ออกไปยืนเท้าสะเอวตระโกน
 "แล่นเรือสูออกไปไกลๆ เรือข้าเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นมีเรื่อง.."
..ไม่มีคำตอบ แต่เป็นเสียง "โครม" ดังสนั่น
ทำเอาชาวประมงที่ยืนอยู่ขอบเรือตกน้ำ ยังดีที่ว่ายน้ำแข็ง 
ด้วยความสงสัย จึงปีนขึ้นไปดูในเรือประทุนเพื่อเตรียมชกหน้า..
 ทว่า 
..
เขาตระหนักแล้วว่า ตนได้เสียแรงเสียเวลา ไปกับการตระโกนด่าเรือเปล่า....
.
เรื่องนี้ อาจสอนว่า ในยามคับขัน ต่างคนต่างเครียดนั้น
.
Help ourselves to make thing right
better than prove them made thing wrong