• ผมตั้งใจจะเล่าสิ่งที่ผมได้พบเห็นได้เรียนรู้จากคุณเอื้อตำบลซึ่งได้ประชุมเสวนากันไปเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2549 เลยทันทีหลังจากจบการพูดคุย เพราะอยากจะฝึกตัวเองให้รายงานเหตุการณ์ให้รวดเร็วขึ้น  แต่ก็ทำไม่ได้อีกแล้วเพราะว่าต้องเคลียร์เรื่องการดูแลครอบครัวให้เรียบร้อยในเย็นวันที่  23 เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปร่วมเสวนาโครงการศึกษารูปแบบศูนย์การเรียนชุมชน ณ วิทยาลัยการพัฒนาชุมชน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 - 25 ส.ค.49 ตามที่คุณอ้อ แห่ง สคส.ได้ประสานวิทยากรไว้กับกรมการพัฒนาชุมชน ว่าให้ผมไปช่วยในเรื่องการบันทึกความรู้และการถอดบทเรียน
  • บันทึกนี้เลยบันทึกช้าไปหน่อย เพราะมีเวลาว่างเขียนในวันเสาร์ครับ แพ้ ครูสำราญเมืองคอน คนนอกระบบ ที่รายงานผลในทันทีทันใด ว่องไวน่าชมเชยมาก
  • ในภาคปฏิบัติคุณเอื้อตำบลจะมีบทบาทหนุนเสริมวงเรียนรู้แก้จนแก่วงเรียนรู้คุณกิจครัวเรือนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ และหนุนเสริมทีมคุณอำนวยตำบลได้อย่างไร นี่คือเป้าหมายของการพุดคุยในวันนั้น
  • แต่ก่อนจะไปถึงไฮไลท์ตรงนั้น ผมอยากจะเล่าถึงกายภาพของการประชุมสักเล็กน้อยครับว่า เวทีพูดคุยคุณเอื้อตำบลของอำเภอเมืองในวันนั้น จัดขึ้นที่ห้องศูนย์การเรียน ห้องสมุดประชาชนจังหวัดนครศรีธรรมราช มีคุณเอื้อมาจาก อบต.ต่างๆ 11 ตำบล จากทั้งหมด 13 ตำบล มีสองตำบลที่มาไม่ได้ คือตำบลไชยมนตรี และตำบลกำแพงเซา  เนื่องจากติดภาระกิจสำคัญเรื่องร่างข้อบัญญัติงบประมาณ คุณเอื้อจาก 11 ตำบลที่มาได้ก็เป็นตัวแทนทั้งสิ้น คุณอื้อที่มาได้ก็จะเป็นระดับรองนายก อบต. ปลัด อบต. และระดับเจ้าหน้าที่ ที่เป็นเช่นนี้เพราะเหตุผลเดียวกันคือฝ่ายบริหารหรือฝ่ายการเมืองติดภาะกิจสำคัญคือกำลังทำข้อบัญญัติงบประมาณปี 2550 กันอยู่นั่นเอง
  • การประชุมเริ่มได้ตอนเก้าโมงตรงครับ ซึ่งที่จริงผมมีภาพมาฝากด้วย แต่ว่าคนถ่ายภาพส่งแผ่นดิสก์ข้อมูลภาพให้ผมผิดพลาดเล็กน้อย หยิบมาให้ผิดแผ่นครับ
  • บันทึกนี้ผมจะเล่าบรรยากาศตอนจิบกาแฟเปิดใจท่าทีคุณเอื้อตำบลต่อโครงการ KM แก้จนเมืองนคร ว่า คุณเอื้อตำบลส่วนใหญ่เขามีมุมมองหรือทัศนคติต่อโครงการนี้อย่างไร เพื่อตรวจสอบหรือหยั่งดูถึงท่าทีขององค์กรรัฐที่ใกล้ชิดคุณกิจครัวเรือนมากที่สุด
  • เท่าที่พบจับความรู้สึกและจับประเด็นได้นะครับ ทุกท่านมีมุมมอง มีทัศนคติที่ดีว่างั้นเถอะ ไม่มีใครว่าไม่ดีเลย ที่ว่าดีก็ให้เหตุผลว่าจะรองรับการพัฒนาอื่นที่จะมีขึ้นในตำบล เป็นการพัฒนาแบบยั่งยืน เสริมการทำงานให้แก่ อบต.ได้มากทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ประสบการณ์ที่ผ่านมาของ อบต.ก็คือได้ทุมเทงบประมาณไปให้ชาวบ้านทำกิจกรรมมากมาย แต่ก็ไม่ยั่งยืนอะไร หาหลักฐานร่องรอย ความต่อเนื่องไม่ได้ ส่งเสริมให้มีกลุ่มอาชีพ วิสาหกิจชุมชน ใช้เงินไปมากมาย แต่ก็ไม่รู้จะไปตามดูผลงานที่ไหน การสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ให้ชาวบ้าน ให้ครัวเรือน อย่างโครงการจัดการความรู้แก้จนเมืองนครครั้งนี้ นับว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว  และยิ่งใช้หลักการพึ่งตนเองตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ประชาชน ครัวเรือนจัดแจงกับตนเอง ครัวเรือนตนเองให้ได้ก่อน ก็ยิ่งทำให้เห็นทิศทางการพัฒนาที่ถูกต้องสมบูรณ์ยั่งยืนขึ้น
  • ในด้านการรับรู้ของ อบต.ว่าได้มีวงเรียนรู้นี้อยู่ในหมู่บ้าน  มีกิจกรรมเรียนรู้แก้จน มีการจัดเวทีเรียนรู้กันนั้น ส่วนใหญ่รับรู้แล้ว และได้เข้าไปร่วมในเวทีต่างๆอยู่แล้ว ส่วนน้อยที่ยังไม่รับรู้รับทราบ ไม่เข้าใจเป้าหมายหรือจุดประสงค์ของโครงการ ซึ่งเมื่อได้พูดคุยกันจนเป็นที่เข้าใจแล้วว่าเป้าหมายและหลักการโครงการนี้เป็นอย่างไร การจัดการความรู้แก้ไขปัญหาความยากจนคืออย่างไร เมื่อได้ชี้แจงว่าหลักการว่าจัดการความรู้นี้คือการทำงานตามปรกติของชาวบ้านนั่นแหละ แต่เพื่อเป็นการไม่ประมาทในการทำงาน ได้นำความรู้มาใช้เป็นเครื่องมือ ใช้ความรู้มากำกับ เพื่อให้งานการที่ทำบรรลุเป้าหมาย ทำให้เขาได้เข้าใจ และร้อง อ๋อ ว่า ก็เป็นเรื่องที่ทำอยู่แล้ว ท่าทีของตัวแทน อบต.ผู้เข้าร่วมเสวนา มีความชัดเจนในเป้าหมายและวิธีการทำงานของโครงการนี้มากขึ้น
  • แต่สิ่งที่คุณเอื้อตำบลเป็นห่วงอย่างมากๆคืออุปนิสัยการเรียนรู้ของคุณกิจครัวเรือน ว่าจะมีความสนใจเรียนรู้กันหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาชาวบ้านมักจะเคยชินกับการที่จะรับของแจกจากหน่วยงานราชการ ยังไม่ค่อยขยันลงมือเรียนรู้กัน จะมีมาตรการใดเสริมหรือจูงใจให้เกิดบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ และเป็นห่วงต่อว่าจะต้องทำกิจกรรมนี้อย่างต่อเนื่องตลอดไปได้อย่างไร อยากเห็นกิจกรรมนี้ได้ทำกันตลอดไป
  • จึงสรุปได้ครับว่าคุณเอื้อตำบลของอำเภอเมืองมีทัศนคติที่ดีต่อโครงการนี้ ครับ