ชื่อหัวข้อนี้ มาจากการได้อ่านบทความ The best goal is no goal ในบล็อกสุดโปรด zenhabits ซึ่งขัดต่อสามัญสำนึกใครหลายคน รวมทั้งข้าพเจ้า เหมือนบอกว่า การป้องกันน้ำท่วมที่ดีที่สุดคือปล่อยให้น้ำท่วม?

...น่าสนใจว่า เมื่อ 2 ปีก่อน ผู้เขียน (Leo Baboata) ได้เขียนบทความให้ความสำคัญต่อการตั้งเป้าหมายชีวิต อย่างมาก Think about your life goal

...

คุณ Leo ได้นิยามคำว่า goal ในหนังสือของเขา [1] ไว้ว่า “predefined outcome or destination" เขาได้ขยายความว่า ดังนั้นการไม่มี goal ไม่ได้หมายความว่า ไม่ทำอะไร แต่เป็นการทำไปโดยไม่ตั้งผลลัพท์ไว้อย่างจำเพาะเจาะจง

...

เขาเชื่อว่า การเลือกทำด้วยฉันทะ (passion) นำไปสู่ความสำเร็จได้มากกว่า
การทำตามวินัย (discipline ได้แก่ tracking, actionable steps)

...

ท่านคิดว่าอย่างไร ?

.

สำหรับข้าพเจ้า มีทั้งส่วนที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย

.

  • ส่วนที่ข้าพเจ้าเห็นด้วย..

การตั้งความหวัง สัญญา "เดิมพัน" กับตัวเอง
ย่อมมีความเสี่ยงที่จะผิดหวัง
เปรียบเหมือนการทำสัญญากู้เงินจากธนาคาร มาลงทุน

เพราะปัจจัยภายนอกการควบคุมของเรามีมากมาย

เมื่อ 6 เดือนก่อนไม่มีใครคาดว่า เดือนนี้น้ำจะท่วม จนกลายเป็นวาระแห่งชาติ

คุณ Leo มองว่า การควบคุมเป็นมายาภาพ (illusion of control)

ซึ่งก็จริง แม้สิ่งที่เราคิดว่าควบคุมได้มากที่สุด อย่างตัวเองก็ไม่แน่
เราอาจเจอก้อนเนื้องอกเดือนหน้า อาจพลัดตกบันได etc..
กระทั่งความเชื่อ คุณ Leo เองก็ยอมรับว่า 2 ปีผ่านไป..เขาคิดกลับทาง
.

สิ่่งที่ควบคุมได้มากที่สุด จึงเป็นปัจจุบันขณะ นาทีนี้

การวางแผน หรือใช้ตัวชีวัดที่ "คับแน่น"
จึงเป็นหนทางสร้างความทุกข์ใจให้กับคนทำงาน

.

  • ส่วนที่ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย

สิ่งที่คุณ Leo กล่าวค่อนข้างเป็นอุดมคติ
เช่น การทำความดี เพราะมีความสุขที่ได้ทำดี
สิ่งที่เขาลืมกล่าวคือ มีคนสักกี่เปอร์เซ็นต์ที่ทำดีโดยไม่มีแรงกระตุ้นจาก reward

แม้ไม่ไช่ reward เป็นรูปธรรม อย่างเงิน ตำแหน่ง หรือวัตถุสิ่งของ

แต่ reward ที่เป็นนามธรรม Status,Relateness,Fairness สิ่งนี้ก็เป็น "predefined outcome"

การประเมินผลลัพท์ เป็น ส่วนสำคัญหนึ่งของการคิดวิพากษ์ ( Critical thinking)
การตัดสินใจเลือกสรร เพราะเรามีทรัพยากรจำกัด

การที่คุณ Leo มองข้ามจุดนี้ไป เพราะเขาผ่านการเลือก
เขาได้ทำในสิ่งที่เขารักแล้ว คือการเป็นนักเขียน
เขาประสบความสำเร็จแล้วจนสามารถทำงานอยู่กับบ้าน

แต่ในวิชาชีพ ยกตัวอย่าง การเรียนสอน การตั้ง measurable goal เป็นสิ่งจำเป็น [2]
เราตั้งจุดประสงค์การเรียนรู้ (objective :what you want them to learn) เพราะเวลาในห้องเรียนจำกัด

เราบอกความคาดหวัง ( Expectation :what you want them to do) เพื่อเพิ่ม certainty ให้ผู้เรียนลดความกังวล

ดังนั้น ขณะนี้ข้าพเจ้า จึงขอใช้วิธี "เลือก-ลอง-มอง-มุ่ง" ไปก่อน

...

ไม่ถึงกับ โยน การตั้งเป้าหมาย ทิ้งไป

แต่ยอมรับกับความฝันผวน ของผลลัพท์มากขึ้น

เป้าหมาย ในการทำงาน 5 ปีข้างหน้า ถูกวางเอาไว้

.

X - X -X- X

.

ข้าพเจ้า "เลือก" ทุ่มเทให้สิ่งสำคัญที่สุด ท้าทายที่สุด เพียงอย่างเดียว

ด้วยความเชื่อว่า เริ่มจากหนึ่งจุด ทำด้วยฉันทะ ทำอย่างดีที่สุด แล้วสิ่งอื่นๆที่อยากทำ จะตามมาเอง

สิ่งนั่นคือ การมีโรงพยาบาลชุมชน (รพช.)ต้นแบบ เป็นศูนย์การเรียนรู้ สำหรับแพทย์ประจำบ้านเวชศาสตร์ครอบครัว

ผ่องถ่าย การเรียนการสอนระบบ rotation based ใน โรงเรียนแพทย์ มาสู่ project based ในชุมชน.
ตอนนี้มี รพช. 4-5 แห่งในใจ ซึ่งต้องเลือกต่อไป..จริงๆ แล้วไม่ใช่ข้าพเจ้าเป็นผู้เลือกฝ่ายเดียว

รพช. แห่งใดจะ "เลือก" มาร่วมกัน " ลองผิดลองถูก"

บางโครงการอาจทำแล้วประสบความสำเร็จ บางโครงการอาจล้มเหลว

เราจะยอมรับมันทั้งคู่ แล้ว "มอง" ถึงจุดแข็ง จุดอ่อน

เพื่อจะ "มุ่ง" พัฒนาจุดแข็ง จากดีเป็นดีเลิศ

นำเสนอสู่สากล เป็นต้นแบบ สร้างแรงบันดาลใจต่อไป

...

ข้าพเจ้าขอปฎิญาณต่อชุมชนแห่งนี้ โปรดช่วยติดตามต่อไปว่า

"หาก 5 ปีไม่ได้เริ่มทำ หรือ ทำแล้วไม่คีบหน้าแม้แต่น้อย

ข้าพเจ้าก็สมควรพิจารณาตนเอง
ว่าเหมาะเป็นอาจารย์ของภาควิชานี้อีกหรือไม่."

มิได้ต้องการแสดงความอหังการ์
บุญคุณของครูอาจารย์และสถาบันนั้นมากล้น..

แต่ข้าพเจ้าคุยกับตนเองเสมอว่า

.

การทำงานใด

หากปราศจากแรงบันดาลใจ

นั่นไม่ใช่เส้นทางของเรา

####
6 ธันวาคม 2557
กลับมาอ่านบันทึก
และแล้วก็เป็นอย่างที่ปฎิญาณไว้
เส้นทางใหม่..หัวใจเดิม

####

อ้างอิง

[1] Leo Babuata, The efforless life (ebook) หน้า 22

[2] Brad Sharpe, Finding Clarity:Establishing Goals and Expectations ( powerpoint handout)