ตั้งแต่สวมเสื้อเทากระเป๋าเขียว  ตามแบบของมูลนิธิ พอ.สว.  ออกหน่วยให้บริการทันตกรรม  มีบ้างเหนื่อยกาย  ปวดหลังปวดเอว  พักเดี๋ยวเดียวก็หาย 

แต่วันนี้เหนื่อยใจ  ดึงลมหายใจไม่ให้ว่อกแว่ก  สนใจคนตรงหน้า  ทำคนไข้ให้ดีที่สุด  สมกับความไว้วางใจที่คนไข้เดินเข้ามาหา

คอยตั้งสติตัดเสียงรบกวนจากพิธีกรของงาน  ที่เชิญชวนข้าราชการผู้หลักผู้ใหญ่ของอำเภอ  นักการเมืองท้องถิ่นมอบรางวัลจากการจับฉลาก  ให้กับผู้มาร่วมงาน  ผู้เฒ่าคนแก่  ผู้พิการ  หญิงตั้งครรภ์ 

ถ่วง....ดึงเวลารอคอยประธานมาเปิดงาน  ไม่ให้ผู้มาร่วมงานหนีกลับบ้านก่อน

.......

กลไกการใช้ผลประโยชน์ต่างตอบแทน  แทรกแซงอำนาจการเมืองท้องถิ่น  ซึมซาบเคลื่อนตัวครอบงำราชการส่วนภูมิภาค 

หลักการและเหตุผล  ทำเพื่อประชาชน   ไม่ได้ไร้เดียงสา  หรือค้านหัวชนฝา....จนไม่ทำอะไร

ยังเข้าใจบางส่วน  หน้าที่ คือ หน้าที่  ที่มีต่อประชาชน  ยังคงเต็มใจให้การรักษาคนไข้  ยิ้มแย้มแจ่มใส  ให้บริการในส่วนที่ตนรับผิดชอบอย่างเต็มที่ 

.......

การใช้ภาษีอากรของประชาชน  110,000  บาท  ไม่ได้บอกว่าละลายทิ้งใน (ครึ่ง) วันเดียว 

ส่วนที่คนไข้ได้ประโยชน์  จากบริการของโรงพยาบาลเคลื่อนที่ก็พอมี 

แต่เมื่อคูณ  62  ตำบลทั้งจังหวัด  แลกกับมีคนนั่งฟังการปราศัยอย่างต่ำจุดละ  600  คน 

ไม่เคยคิดเป็นนักการเมือง  แต่ลองคิดแบบนักคณิตศาสตร์  183.33  บาทต่อหัว 

น่าจะถูกกว่าจ่ายครั้งเดียวช่วงฤดูเลือกตั้ง

(หลายปีมาแล้ว  ช่วงเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล  เคยมีซองใส่เงิน  500  บาท มาให้เฉยเลย)

........

ความภาคภูมิใจในการเป็นอาสาสมัครมูลนิธิ พอ.สว.ไม่ได้ลดน้อยลง   แนวคิดพระราชบิดา  ยึดประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง  ประโยชน์ของประชาชนเป็นที่หนึ่ง  ไม่ได้หายไปไหน 

หากร้าวรานใจใน  2  ประเด็นหลัก   คือ  การถูกสั่งให้นำวิชาชีพที่ควรทำเพื่อประชาชนโดยบริสุทธ์ใจ 

ไปรับใช้คนที่ทำเพื่อประชาชนโดยดีดลูกคิดรางแก้ว  แล้วแนวคิดตรงข้ามพระราชบิดา

ประเด็นที่สองเจ็บกว่า  ข้าราชการคนเล็กคนน้อย  ที่เคยยืดอกพกคำพูด “ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”  อสม.ที่ย่อมาจาก  อาสาสมัครสาธารณสุข 

ที่แนวคิดเริ่มต้นสร้างมาด้วยความดีงาม  จากจิตสาธารณะ  ความเสียสละ  สั่งสมเป็นทุนทางสังคม 

จะถูกทำให้ลดทอนความภาคภูมิใจ  กลายเป็นแค่เครื่องมือประเภทหนึ่ง

ประเด็นต่อเนื่อง  ทั้งข้าราชการคนเล็กคนน้อยและ อสม.  มีส่วนขับเน้นกระบวนการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 

จากผู้เฒ่าผู้แก่อยู่กับบ้าน  ยืนหยัดทำมาหากินด้วยสองลำแข้งมาตลอดชีวิต  เป็นหลักชัยศูนย์รวมจิตใจให้ลูกหลาน 

กลายเป็นผู้มานั่งทนทรมานจากละอองไอแดด  แบมือรอรับของชำร่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ 

........

ทำใจได้แล้ว (ก็ได้ระบายความคับข้องใจแล้วน่ะซิ) 

การออกหน่วยทันตกรรมวันนี้  วันที่  21  ตุลาคม  วันทันตสาธารณสุขแห่งชาติ  ที่ภาคภูมิใจในการเป็นอาสาสมัคร พอ.สว.มาโดยตลอด 

ก็ยังมีความทรงจำดี ๆ ที่ทำให้คุณพี่ผู้หญิงวัย  43  ปี  หายปวดฟัน  ดวงตาสดใสเป็นประกาย  ทั้งไหว้  จับมือจับแขนหมอด้วยความขอบคุณ   รวมอีกหลายคน

ทำให้คุณตาวัย  77  ปี  หายทรมาน  “ตาลาเมือบ้านก่อนเด้อ”  รับไหว้ขอบคุณแทบไม่ทัน 

คืนนี้หลับฝันดีแล้วล่ะค่ะ