ขอขอบคุณ คุณครูภาทิพ ที่แนะนำสั่งสอน ตลอดถึงครูอาจารย์ทั้งหลายที่ได้วางแนวทางเอาไว้ให้ศึกษาเรียนรู้ตาม

 

 

 @ อม พระมากล่าวถ้อย         กระทงความ
 พระ พูดพางดงาม                 เพราะพร้อง
 มา แนะเพื่อตรองตาม           ตนกล่าว แจ้งเฮย
 พูด เก่งทั้งถูกต้อง                 ต่างล้วนสรรเสริญ๚๛
๑๒.๑๖ น. : ๙ ก.ย. ๕๔

 


 @ หน้า ตาสวยสดซึ้ง           ชวนมอง
 เนื้อ นาฏนวลดั่งทอง            ทาบไว้
 ใจ เธอช่างมัวหมอง             มักโหด ร้ายนอ
 เสือ สิสิงสู่ไซร้                     สร่างสิ้นเสน่หา๚๛
 ๑๖.๕๑ น.: ๙ ก.ย. ๕๔

 

@ ปาก ก็พร่ำแซ่ซ้อง         สรรเสริญ
 หวาน จัดจนมดเมิน           มิใกล้
 ก้น บึ้งสิขัดเขิน                  ขาดเมตต์
 เปรี้ยว เผ็ดรสเด็ดได้         ดับดิ้นแดดาย๚๛
๑๐.๓๓ น. : ๑๐ ก.ย.๕๔

 


@ ปาก เขามีไว้เพื่อ            พรรณนา
 เอก เอ่ยอรรถวาจา            จบถ้วน
 เลข ลิขิตอักษรา                ลงสู่ สมุดแฮ
 โท ท่านมีครบล้วน            เลิศแล้วเลบงงาน๚๛
 ๑๒.๕๗ น. : ๑๐ ก.ย.๕๔

 

 @ ปาก เพิ่งพูดเสร็จสิ้น       กระแสเสียง
 ว่า รักยิ่งใหญ่เคียง             คู่ฟ้า
 มือ เรียมสิเอนเอียง            ออกห่าง เหินนอ
 ถึง จะกล่าวเก่งกล้า            ก็ไร้ความหมาย
๙.๕๔ น. : ๑๐ ก.ย.๕๔ (กระทู้นี้ฉีกความ)

 

@ อายครูไป่รอบรู้               วิทยา
 อายชื่นชมภรรยา                คู่ซ้อน
 อายบุญบ่นำพา                  พูนเพิ่ม
 สามสิ่งมัวยอกย้อน             หยุดยั้งควรไฉน๚๛
๑๙.๓๕ น. : ๑๒ ก.ย.๕๔

 

   ๐สุ สดับรับรู้                      เรื่องราว
 จิ พิจารณาสาว                   สืบค้น
 ปุ ถามไถ่ถูกคราว               คลายขัด ข้องนา
 ลิ ลิขิตให้เลิศล้น                 หลีกลี้ลืมเลือน ๚๛
๑๘.๓๔ น. : ๔ ต.ค. ๕๔

 


   ๐สุ สดับรับรู้                       เรื่องราว
 จิ พิจารณาสาว                    สืบค้น
 ปุ ถามไถ่ถูกคราว                คลายขัด ข้องนา
 ลิ ลิขิตให้เลิศล้น                  หลีกลี้เลือนราง ๚๛
๑๘.๓๔ น. : ๔ ต.ค. ๕๔

 

๐"แมวไม่อยู่" หยอกเย้า                ย่ามใจ
 "หนูร่าเริง" ฤทัย                           ร่ำร้อง
 เปรียบนายที่คลาไคล                   คล้อยจาก จรนา
 หนูตะโกนกู่ก้อง                            กระโดดเต้นตามจินต์๚๛
๑๘.๕๔ น. : ๔ ต.ค.๕๔

 

ไปไม่กลับ ลับเร้น                   เลือนหาย
หลับไม่ตื่น คือตาย                   แตกม้าง
พื้นไม่มี กลับกลาย                   ก่อเกิด
หนีไม่พ้น เคว้งคว้าง                คตินี้แน่นอน๚๛
๑๘.๑๘ น. : ๔ ต.ค.๕๔

 

เกิด ก่อเป็นมนุษย์แล้ว           รอดมา
 แก่ หง่อมจนชรา                       ชัดแจ้ง
 เจ็บ ป่วยโรคเรียกหา                หดหู่
 ตาย แน่อย่าเสแสร้ง                 สุดสิ้นสถาพร๚๛
๒๐.๔๐ น. : ๔ ต.ค. ๕๔

 

น้ำ คำหมายมุ่งให้                    ตื่นตัว
 ร้อน จิตให้คิดกลัว                      พลาดพลั้ง
 ปลา ที่ว่ายระรัว                          รอดจาก ประมงนา
 เป็น อยู่รู้ยับยั้ง                           ย่อมพ้นเภทภัย

น้ำ คำ หวานหยาดเยิ้ม             ย้อมใจ
 เย็น จิตจนหลงใหล                    รสถ้อย
 ปลา ติดเบ็ดเผลอไผล                เพราะเหยื่อ ล่อนา
 ตาย เพราะเล่ห์เหลี่ยมร้อย        หลอกล้อลวงเรา๚๛
๐๖.๑๐ น. : ๕ ต.ค.๕๔


น้ำ คำหมายมุ่งให้                   ตื่นตัว
 ร้อน จิตคิดเกรงกลัว                 พลาดพลั้ง
 ปลา แหวกว่ายกอบัว                บ่ถูก จับนา
 เป็น อยู่รู้ยับยั้ง                          ย่อมพ้นภัยพาล ๚๛
  ๒๒.๕๐ น. : ๔ ต.ค. ๕๔  พาล-คนพาล, พาน-พบ,


น้ำ คำ หวานหยาดเยิ้ม             ย้อมใจ
 เย็น จิตจนหลงใหล                     รสถ้อย
 ปลา ติดเบ็ดเผลอไผล                 เพราะเหยื่อ ล่อนา
 ตาย เพราะเล่ห์ลมร้อย               หลอกล้อลวงเรา๚๛
 ๐๖.๑๐ น. : ๕ ต.ค.๕๔


๐"ที่ใดมีรัก"นั้น                          หนักใจ
 "ที่นั่นมีทุกข์"ภัย                        เพียบพร้อม
 เมื่อรักเปลี่ยนแปรไป                 เป็นอื่น
 ความทุกข์ย่อมรุมล้อม               รบเร้าราวี๚๛
กระทู้แต่ไม่เรียง ๑๙.๒๒ น. : ๔ ต.ค.๕๔

 
 ๐ หนาว กายรู้สึกได้                  เพราะเย็น
 ลม พัดแปรเปลี่ยนเป็น              ยอกย้อน
 ห่ม ผ้าขาดลำเค็ญ                    เขินขัด
 ผ้า ที่บางห่มซ้อน                     บ่สู้ความหนาว๚๛
๑๖.๔๐ น. ๕ ต.ค. ๕๔

 

๐ ไฉนบอกเบื่อเบื้อง                 โบราณ
 ของเก่าก็เล่าขาน                     ลิขิตสร้าง
 ของใหม่ก็ให้หวาน                   แว่วโสต
 เก่าใหม่ไป่เลือนรร้าง               รักษ์ร้อยเรืองรอง๚๛

๐ ของดีมีมากล้น                       เมืองเรา
 เด็กเด็กมักดูเบา                       ปล่อยร้าง
 "เลียน"แบบเยี่ยงอย่างเขา      ทุกสิ่ง
 วันหนึ่งจักอ้างว้าง                    หมดสิ้นวัฒนธรรม

๐ ของเขาใช่ว่าร้าย                  เสียหาย
 ประโยชน์ก็มากมาย                ค่าล้ำ
 แต่เราสิงมงาย                         ง่วนติด
 เพียงแค่เรียนรู้ย้ำ                    อย่าได้ลืมเลือน

๑๖.๒๑ น. : ๖ ต.ค.๕๔

 

๐ น้ำที่ไหลหลั่งล้น                        รุนแรง
 เพียงเพราะมือมนุษย์แปลง          เปลี่ยนน้ำ
 โถมถล่มทะลวงแทง                     ทำโทษ มนุษย์นา
 ดุจดั่งสิ่งตอกย้ำ                           ที่ย้อนเยือนเรา๚๛
๑๕.๒๕ น. : ๙ ต.ค. ๕๔

 

๐ หลงใหลลายลักษณ์แล้ว              ต้องลอง
 หมั่นฝึกหมั่นไตร่ตรอง                   ตรวจแก้
 ผิดถูกก็กลั่นกรอง                          เกลาหน่อย
 จงอย่าคิดยอมแพ้                          หยุดยั้งพยายาม๚๛
๑๙.๓๐ น. : ๑๐ ต.ค. ๕๔

 

๐ ไข้กายคงบ่ร้าย                           รุนแรง
 อากาศที่เปลี่ยนแปลง                     ป่วยได้
 ไข้จิตพิษแสลง                                เพราะรัก ลวงแล
 ยากจะรักษาไซร้                            สุดสิ้นหยูกยาฯ
 ๑๙.๐๖ น. : ๑๐ ต.ค. ๕๔

 

๐ โรคกายหายป่วยได้                      ด้วยหมอ
 เพียงแค่อดใจรอ                             ระงับเรื้อ (เรื้อรัง)
 โรคใจไม่รู้พอ                                  นี่สิ
 ต้องพึ่งพระธรรมเกื้อ                       กอบกู้รักษาฯ
๑๙.๔๑ น. : ๑๐ ต.ค. ๕๔

 

๐ ศศิที่แจ่มจ้า                          จรุงหาว
 พร้อมหมู่ดาราพราว               พร่างฟ้า
 เพราะชุณหปักษ์ถึงคราว        เคลื่อนผ่าน
 สาดส่องประโลมหล้า              จรัสเรื้องจรุงใจ
 ๒๑.๓๖ น. : ๑๐ ต.ค. ๕๔

 

๐ สงสารผู้ยากไร้                        เหลือเกิน
 ทุกข์ที่กำลังเผชิญ                     อุทกท้น
 เราท่านอย่าทำเมิน                    มิช่วย
 น้ำจิตคิดหลั่งล้น                        ร่วมด้วยช่วยกัน ฯ
 ๑๘.๔๕ น. : ๑๑ ต.ค. ๕๔

 

๐ สามปีบานเบ่งได้                      แรมเดือน
 งามเด่นดูดั่งเหมือน                    ยั่วเย้า
 ภู่ผึ้งจึ่งมาเยือน                           ยังดอก
 แต่ว่าดวงดอกเจ้า                      จืดไร้รสหวาน๚๛
๑๙.๓๒ น. : ๑๑ ต.ค. ๕๔ (ที่อีสานเรียกบานไม่รู้โรย ว่าดอกสามปี)

 

๐ กอไผ่เอนลู่เลี้ยว                    ตามลม
 คนบ่ฝืนสังคม                           คลาดแคล้ว
 ปรับตนถูกเหมาะสม                  สบสุข
 จักเจริญเพริศแพร้ว                 รอดพ้นภัยพานฯ
๒๐.๕๙ น. : ๑๑ ต.ค. ๕๔ (พาน-แผ้วพาน)

 

๐ มาลีบานเบ่งนี้                      นามใด
 สีม่วงอบอวลไอ                      อกเศร้า
 เรียกเบญจมาศไหม              มิทราบ
 ดูดั่งบานยั่วเย้า                      หยอกล้อภุมริน๚๛
 ๒๑.๔๙ น. : ๑๑ ต.ค. ๕๔

 

๐ โง่แล้วยังอวดอ้าง                 ฤทธี
 ตนเก่งตนเองดี                       ทุกด้าน
 ทิฐิมานะก็มี                             มากยิ่ง
 ลมปากก็จัดจ้าน                     จาบจ้วงผู้คนฯ
 แบบนี้ก็มีอยู่เยอะ ต้องอดต้องทนเอาเมื่อพบเมื่อเจอ
 ๐๘.๐๖ น. : ๑๙ ต.ค. ๕๔

 

๐ แก่เฒ่าอายุนั้น                    มากนาน
 แต่ว่าปัญญาญาณ                แย่ไซร้
 กิริยาส่อสันดาน                    ดีเดือด
 ถึงจะอายุยืนได้                    ขวบร้อยห่อนดีฯ
๐๘.๐๖ น. : ๑๙ ต.ค. ๕๔

 

๐ หาได้บ่นตอกย้ำ                    สถานการณ์
 เพียงแค่ชี้ช่องวาน                   วินิจไว้
 หน้าที่ที่หย่อนยาน                   ย่อมฉิบ หายแฮ
 จงสดับรับทราบไซร้                 สืบค้นพินิจดู

 ๐ถึงฤดูน้ำหลาก                       ทีไร
 น้ำย่อมนำเภทภัย                     ทุกครั้ง
 เป็นเพราะมิเข้าใจ                    ถึงเหตุ
 น้ำจึ่งท่วมทั่วทั้ง                       ทั่วพื้นเมืองเรา

 ๐โง่เขลาแล้วอวดโอ้                เอาภา- ระแฮ
 ขาดสติปัญญา                         ย่อมพลั้ง
 ควรคิดพิจารณา                     น้ำหน่อย
 แรกฤดูอย่ารั้ง                         รีบกั้นกักกัน

 ๒๐.๑๖ น. ๒๐ ต.ค. ๕๔