ถึงตอนวิกฤติขอให้คิดถึงชีวิตเป็นอันดับแรก ห่วงที่สำคัญที่สุดไม่ใช่อะไรเลย แต่คือ "ใจที่ไม่ปล่อยวาง"
ขอขอบพระคุณกัลยาณมิตรที่แวะมาให้กำลังใจและฝากความเห็นไว้ในบันทึกก่อนหน้านี้ "นับถอยหลัง เมื่อน้ำล้อมเมือง" ผ่านไป ๔๘ ชั่วโมงที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแจ้งเตือนภัยตั้งแต่วันที่ ๑๘ ตุลาคม จนถึงวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๔ ณ วันนี้ (เช้าวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๔) พ้นกำหนดเวลานับถอยหลัง ผู้เขียนยังอยู่ดีมีสุข แต่ก็เป็นที่น่าแปลกใจว่าสถานการณ์น้ำท่วมกลับเลวร้ายในฝั่งตะวันตก (จังหวัดนนทบุรี) ซึ่งไม่มีข่าวล่วงหน้าแบบเข้มข้นมาก่อนว่าจะมีน้ำเข้ามาท่วมสูงขนาดนี้ ตามภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เราเห็นผ่านสื่อทุกชนิด
สรุปว่า ที่เตือน ไม่มา ที่มา ไม่เตือน

ภาพโดยคุณ Pradit Baven ใน Facebook
น้องชายผู้เขียนและครอบครัวอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านมัณฑนา นนทบุรี ได้พาครอบครัว ได้แก่ ภรรยา หลานกะทิ และพี่เลี้ยงหนีน้ำจืดไปพึ่งน้ำเค็มที่ชะอำตั้งแต่วันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๔ ก่อนที่น้ำจะทะลักเข้านนทบุรีบริเวณถนนราชพฤกษ์ เขาโทรศัพท์มาชักชวนผู้เขียน ขณะที่ผู้เขียนกำลังยกข้าวของบางส่วนขึ้นบนชั้นสอง ผู้เขียนเองก็ไม่ได้ห่วงทรัพย์สินบ้านช่องถึงขนาดทิ้งบ้านไม่ได้เลย เพียงแต่คนใกล้ตัวของผู้เขียนมีความเชื่อมั่นแรงกล้าว่าแม้น้ำท่วมก็จะอยู่ โดยจะขอ "ดูน้ำ" และเรียนรู้ที่จะอยู่กับ "น้ำ" สักระยะก่อนออกจากบ้านไปในวินาทีวิกฤติสุดท้าย
ในวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๔ พี่ เพื่อนและน้อง ๆ หลายท่านโทรศัพท์มา หลายสายอาจไม่มีเวลารับ ส่วนสายที่รับได้ก็เพราะเป็นช่วงพักเหนื่อยพอดี มีมาสายหนึ่งเป็นของพี่ที่เคยร่วมงานกัน ท่านเกษียณอายุราชการแล้ว อาศัยอยู่เขตดอนเมือง ซึ่งเป็นเขตเสี่ยงภัยที่มีการประกาศเช่นกัน บ้านของท่านเป็นบ้านชั้นเดียว และขณะนี้ก็อยู่เผชิญชะตากรรมลำพัง ถามว่าท่านเอาทรัพย์สินไปไว้ไหน
ท่านบอกว่าทรัพย์สินที่มีค่าคือภรรยาและลูก ได้เอาไปไว้ที่สูงแล้ว ผู้เขียนก็อดขำไม่ได้ ที่สูงในที่นี้ ทราบดีว่าไม่ใช่ชั้นสอง เพราะบ้านท่านมีชั้นเดียว แต่หมายถึงว่าได้ให้ไปอยู่ที่อื่น ซึ่งปลอดภัย น้ำท่วมไม่ถึง และอีกครอบครัวหนึ่งที่ผู้เขียนรู้จัก เป็นน้องที่เคยร่วมงานกัน บ้านเขาอยู่แถวสะพานใหม่ ใกล้ดอนเมือง เขาก็เฝ้าบ้านคนเดียว ภรรยาและลูก ๆ ไปอยู่ที่ปากช่อง
บ้านชาวกรุงไม่ได้ถูกปลูกสร้างหรือออกแบบมาเพื่อจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งแวดล้อมที่ใกล้ตัวที่สุดของคนไทยเรา
เราได้ลืมไปแล้วว่าพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นที่ราบลุ่ม ทุ่งนาเก่าแก่ดั้งเดิมไม่ต่างอะไรกับพระนครศรีอยุธยา ช่วงชีวิตคนยุคนี้ที่ผ่านมาทำตัวห่างไกลน้ำเสียเหลือเกิน มองไม่เห็นทุ่งนา ไม่เห็นน้ำ จึงไม่เข้าใจน้ำ น้ำจึงกลายเป็นสิ่งแปลกปลอม หรือเป็นคนแปลกหน้าที่น่ากลัวที่สุดของชาวกรุงอยู่ในขณะนี้ ทั้งที่ประวัติศาสตร์ของเมืองกรุง (เทพฯ) ผ่านน้ำท่วม (ทุ่ง) มาแล้วหลายครั้ง แวะไปชมได้ ที่ http://news.mthai.com/hot-news/91302.html
หลายครอบครัวที่ผู้เขียนรู้จักมักคุ้นได้วางแผนการรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมในแบบผู้ชายออกรบ ผู้หญิงและลูกอยู่แนวหลังคอยให้กำลังใจ แต่ครอบครัวของผู้เขียนออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่กัน (ว่าไปนั่น) โดยสภาพของเมืองกรุง ชีวิตชาวกรุงไม่คุ้นเคยกับการใชัชีวิตริมน้ำ ภาวะน้ำท่วมจึงดูเป็นเรื่องใหม่ที่สร้างความตระหนกตกใจไม่น้อย ซึ่งเราจะเห็นบรรยากาศผ่านสื่อในหลาย ๆ แห่ง ในที่นี้ ขอนำภาพบรรยากาศการเตรียมรับสถานการณ์น้ำท่วมของบริเวณใกล้เคียงกับที่ผู้เขียนอาศัยอยู่ แล้วจะเห็นว่าชีวิตหลังช่วงการนับถอยหลังของชาวกรุงในเขตเสี่ยงภัยเป็นเช่นไร
ชาวบ้านเริ่มสร้างสะพานไม้เล็ก ๆ เข้าบ้านเรือนที่อยู้ริมคลอง
รอยยิ้มของเด็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ริมคลอง บ้านของเด็กหญิงตัวน้อยมีน้ำท่วมระดับตาตุ่มแล้ว แต่ออกมาเล่นริมถนนได้ เพราะถนนสูงกว่าบ้านที่อยู่ริมคลองหนึ่งเมตรกว่า พวกเขาคุ้นชินกับชีวิตริมคลองแบบนี้มานานแล้ว จึงดูเหมือนไม่ตระหนกตกใจหากระดับการท่วมยังอยู่ในขั้นที่รับได้เหมือนที่ผ่านมา สังเกตเห็นได้ว่า "ไม่มีการป้องกันใด ๆ" เป็นพิเศษ
บนสะพานข้ามคลอง สองข้างทางเต็มไปด้วยรถยนต์ของชาวกรุงผู้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านจัดสรร
การป้องกันบ้านในแบบต่าง ๆ
มองไกล ๆ ยังไม่เห็น แต่ถ้าสังเกตใกล้ ๆ บ้านหลังนี้ ปิดประตูหน้าต่างด้วยแผ่นพลาสติกใสอย่างหนา
การใช้ชีวิตประจำวัน ยังไม่แตกต่างจากเดิมเท่าไรนัก
คุณพ่อพาคุณลูกออกจ๊อกกิ้งยามเย็น
การป้องกันบ้านแบบก่อปูนซีเมนต์ปิดประตูเข้าออก
การป้องกันแบบขึงแผ่นพลาสติกใสรั้วรอบบ้าน
ทำทางเดินออกมาจากบ้านถึงประตูรั้ว และเป็นทางทอดไปยัง...
บ้านต้นไม้
เจ้าของบ้านหัวเราะชอบใจที่ผู้เขียนหยุดรถจักรยาน เพื่อชื่นชมและขอถ่ายรูป
หลายท่านที่ผู้เขียนแวะคุยทักทาย เป็นผู้ที่มองโลกสดใสในแง่ดี ส่วนใหญ่เกือบ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ "ไม่มีการป้องกันบ้านจากสภาพภายนอก" ปล่อยให้น้ำไหลเข้าบ้าน แต่ก็ได้นำทรัพย์สินมีค่า หรือของที่ยกได้ไปไว้ชั้นสองเรียบร้อยแล้ว การใช้ชีวิตโดยส่วนใหญ่ก็ยังเป็นไปตามปกติ แม้กระทั่งที่สนามหญ้าที่เป็นสวนสาธารณะของหมู่บ้านตามโซนต่าง ๆ
ชีวิตชาวกรุงจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร แม้จะเลยช่วงเวลานับถอยหลังไปแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ สิ่งที่เรารออยู่ ไม่รู้ชัดว่าหน้าตาเป็นอย่างไร เห็นแค่ในทีวี และได้ยินเพียงคำบอกเล่า แต่จากนี้ไป "หยุดนับชั่วโมงและนาที" แล้ว คนใกล้ตัวบอกกับผู้เขียนว่าการอยู่เพื่อดูน้ำ เพราะจากนี้ไปเราอาจจะต้องเผชิญหน้ากับภาวะน้ำท่วมนี้อีก การได้เรียนรู้ที่จะสัมผัสกับวิกฤติน้ำด้วยตัวเอง จะทำให้คราวหน้ารับมือได้ด้วยความเข้าใจน้ำดียิ่งขึ้น น้ำไม่ใช่ศัตรู แต่คือแขกผู้มาเยือน ที่เราไม่คุ้นเคยมาก่อนเท่านั้น หากเราหนีเขา คราวหน้า คราวไหน ๆ ก็จะต้องหนีอยู่ร่ำไป นั่นคือวิธีคิดของเขา สิ่งที่ผู้เขียนได้เรียนรู้จากภาวะน้ำท่วม ไม่ใช่เรื่องการป้องกันหรือเตรียมพร้อมรับมือกับน้ำเท่านั้น แต่คือ "การตัดสินใจร่วมกันของคนในครอบครัวในภาวะวิกฤติ" ที่ไม่เคยมีมาก่อน จะต้องมีการถกประเด็นด้วยเหตุผล และจะต้องมีการยินยอมพร้อมใจกันด้วยความเข้าใจ
สำหรับผู้เขียนแล้ว มีความเห็นว่าภัยน้ำท่วมก่อนที่จะมาถึงขั้นโอบล้อมเมืองในขณะนี้ เราทราบล่วงหน้ามานานพอสมควร (กว่าสองสัปดาห์แล้ว) หากพิจารณาตามความเป็นจริงจากหลักความคิดของคนที่ไม่มีความรู้เชิงวิชาการลึกซึ้งใด ๆ ทัั้งสิ้นที่ว่าน้ำที่อยู่สูงกว่าย่อมไหลลงสู่ที่ต่ำกว่า และเส้นทางการเดินน้ำไปทางไหนได้บ้างตามแผนที่ ดังนั้น แทนการป้องกันด้วยการสร้างสรรพสิ่งมากีดขวางทางธรรมชาติแบบเลือดตาแทบกระเด็นอย่างเดียว สิ่งหนึ่งที่ควรทำคู่ขนานกันไปด้วยนอกเหนือจากการเตือนภัยให้ยกทรัพย์สินขึ้นที่สูงและเตรียมการอพยพ ก็คือการกระจายอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือป้องกันตัวเองในเบื้องต้นให้ชุมชนต่าง ๆ ส่งเสริมให้ชุมชนดูแลชุมชนกันเอง เพราะไม่ว่าจะพิจารณาแง่มุมไหน กำลังเจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่เพียงพอ และภาคองค์กรหรือประชาชนจิตอาสา เราก็ไม่อาจจะประมาณกำลังที่แน่นอนสำหรับการมาให้ความช่วยเหลือได้
การส่งเสริมให้ชุมชนช่วยเหลือชุมชนกันเอง
มีทางไหนทำได้บ้าง ก็ควรเร่งมือทำ ผู้เขียนไม่มีความรู้ ไม่มีประสบการณ์ในทางปฏิบัติโดยรายละเอียด แต่เชื่อว่าหากมีหลักการ ก็ระดมความเห็นมาทำงานให้เป็นรูปธรรมได้
ลองมาอ่านความคิดเห็นของท่าน ปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ไขแนวทางแก้วิกฤตน้ำท่วม ไม่เห็นจะน่าวิตกเลย…ต้องแยกพฤติกรรมน้ำให้ออก จาก
http://www.tcijthai.com/interview-piece/902
บางช่วงบางตอนที่ท่านกล่าวขอยกมาเป็นตัวอย่างเช่น
"ในหลวงเคยตรัส เมื่อปี 2533 ว่า ไม่มีใครต้องการให้เกิดภัยธรรมชาติ แต่เมื่อเกิดแล้วเราต้องเข้าใจภัยธรรมชาติ และให้ภัยธรรมชาติเป็นครูที่จะสอนเรา ซึ่งผู้ปฏิบัติหรือผู้มีหน้าที่โดยตรงต้องนำไปแปลว่าจะทำอย่างไรการแก้ไขเรื่องน้ำ จะเดาส่งแบบหมอดูไม่ได้ กรมชลประทานในฐานะนักเทคนิค จะต้องมีบทบาทในการให้ความรู้ความเข้าใจกับนักการเมืองครอบงำได้ โดยนักการเมืองที่เป็นรัฐบาลจะต้องเป็นฝ่ายอำนวยการมีบทบาทในการประสานเพื่อให้อำนวยความสะดวกให้คล่องตัว"
มาถึงตอนนี้ หากอยู่ในภาวะวิกฤติขอให้คิดถึงชีวิตเป็นอันดับแรก "ห่วง" ที่สำคัญที่สุดไม่ใช่อะไร แต่คือ "ใจที่ไม่ปล่อยวาง"
ขอเป็นกำลังใจให้กับเพื่อนร่วมชะตากรรมทุกท่านค่ะ

เป็นกำลังใจให้นะคะอาจารย์
ก็ต้องช่วยกันไปก่อนนะครับ
เพราะข้างบนอาจต้องการหน้าตา
และเงินตราก่อนนะครับ
เป็นบ้านที่สวยงามและมีชาติตระกูลมากเลยครับ ;)...
บ้านที่ไม่สอดรับกับความเป็นไปของพื้นที่ เป็นไปได้ไหมครับว่า เรารับวัฒนธรรมบ้านจากชาติตะวันตกมา โดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่เคยเป็นมาในอดีต เพราะเขาบอกว่า อดีตน่ะ มันโบราณ บ้านแบบนี้ดีกว่าเยอะแยะ ;)...
หรือว่า วัฒนธรรมตะวันตกมันอยู่ของมันเฉย ๆ แล้วเราเองต่างหากที่ไปชื่นชมและรับมันมาเอง เมื่อเกิดเหตุธรรมชาติ ... มันจึงอยู่ผิดที่ผิดทางไป ;)...
เราเสียทีข้าศึก (น้ำ) แล้วครับอาจารย์
ขอให้อาจารย์ปลอดภัยนะครับ ;)...
กำลังใจยังดีอยู่
อย่างอื่นก็ไม่น่าเป็นห่วงนะคะ
สู้ ๆ ค่ะ
ได้ออกกำลังกายเยอะด้วย
เป็นกำลังใจให้คุณศิลานะคับ
ดูจากสถาณการณ์แล้ว วางแผนไว้อย่างรอบคอบ คงปลอดภัยนะคะ
เป็นกำลังใจค่ะ
ขอบคุณคะ น่าสนใจประโยคนี้ของท่าน อาจารย์ปราโมท์ ไม้กลัด
"..ถ้าระดับน้ำไม่น่าวิตกเหตุใดประชาชนจึงแตกตื่นมาก
ปัญหาหลักเกิดจากพื้นที่ 3จุดใหญ่ๆ นครสวรรค์ ลพบุรี อยุธยา ระเบิดเอาไม่อยู่ คันกั้นน้ำพัง ก็เลยมาวาดภาพว่ากทม.คงจะเหมือนกัน ผมก็บอกหลายครั้งแล้วว่าไม่เหมือนมันคนละพฤติกรรมน้ำและคนละพฤติกรรมพื้นที่.."
สมัยอยุธยา มีโรคระบาดจากกินอาหารปนเปื้นเชื้อนำโดยหนู (กาฬโรค)
คนแตกตื่น โทษบุคคลกาฬกิณีบ้านเมือง ทำพิธีบุชายัญน์ วุ่นวายกันไปหมด
ในยุควิทยาศาสตร์เช่นปัจจุบัน "การเข้าใจธรรมชาติ เหตุปัจจัย"
แทนที่จะหาคนรับบาป จึงเป็นพึงเรียนรู้จากอดีตอย่างยิ่งคะ
อ่านบันทึกจบ
แสดงว่า คนบ้านนี้กำลังใจ สร้างได้เอง
แบบไม่ต้องขอให้ใครมาเติมให้
ยังไง ก้อสู้ๆๆๆๆ นะคะ
ส่วนบ้านพี่หลังน้ำลดและมวลน้ำไหลไปบ้านน้องแล้ว
ตอนนี้เริ่มมีมวลอากาศหนาวเข้ามา
เป็นห่วงจัง กลัวว่าความหนาวจะแผ่ไปสบทบกับน้ำที่ยังไม่ลด
สู้ๆๆ นะคะ