ยาเหลียมหนาเรามาบอยน่ะกงเทบ
เหมือนแรงหนึ่งผลักดันให้ฉันเขียน เขียนบันทึกนี้ จากการเข้าไปอ่านบันทึกท่านอาจารย์ วิรัตน์ คำศรีจันทร์เรื่อง
"คนไม่มีโชค....ขำขำครับ"
และได้แสดงความเห็นไปว่า
(เจอเหลี่ยมเข้าไปแล้ว....
อย่างนี้มันเสียเหลี่ยมคนบ้านผมถือกันนักกับการเสียเหลี่ยม)
แล้วท่านอาจารย์ ก็ตอบว่า......
(ฮ่า สวัสดีครับเฒ่าวอญ่าครับ
อย่างนี้นี่ต้องจัดว่าเป็นเหลี่ยมที่เล่นอำกันซึ่งๆหน้าเลยใช่ไหมครับ
หาขำขันหรือเรื่องเล่าสนุกๆของทางใต้มาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ
อันที่จริงกลอนเขียนจดหมายถึงเพื่อน ที่เคยอ่านของบังวอญ่านี่
ก็ให้อารมณ์ขันและเห็นคมปฏิภาณดีจังเลยนะครับ)
จึงนึกขึ้นได้ว่าในการเดินทางประชุมของพวกเรามีเรื่องเล่า เรื่อง"อำ" ที่ทำให้เสียเหลี่ยมเสียรู้ กันหลายเรื่อง อย่างเรื่องที่นัดประชุมของเกษตรกรทั่วประเทศที่ สันนิบาตรสหกรณ์แห่งประเทศไทย พี่น้องเราทางใต้มากันหลายจังหวัด พอลงรถที่สายใต้ก็เดินไปหาแท๊กซี่เจรจาพาทีกับแท๊กซี่แบบไม่ยอมให้เสียเหลี่ยมว่า
"แท๊กซี่ไปสันนิบาตรสหกรณ์เอาเท่าได*
แท๊กซี่....... ประมาณ 150 -200 บาทอยู่ที่ว่ารถติดหรือไม่
พี่น้องเรา.....อย่าเหลียมน่ะ เรามาบอยน่ะกงเทบ* เสร้อยได้หม้าย* แท๊กซี่พยักหน้า....ว่าแล้วก็นำพาพี่น้องเรามาส่งที่สันนิบาตรสหกรณ์ จ่ายไปสี่ร้อยบาทด้วยความสบายใจที่ได้ต่อรองราคาแท๊กซี่.....
มาถึงที่ประชุมเจอหน้าผู้เขียนเขาถามด้วยความห่วงใยว่ามารถอะไรถึงเมื่อไหร่
ผู้เขียนก็คุยไปว่า มารถทัวร์ลงสายใต้ ต่อแท๊กซี่ถึงที่ประชุมค่าโดยสารแท๊กซี่ 170 บาท เพื่อนหัวเราะกันทั้งแก้งท์ แล้วต่อว่า....
โหม๋ แล้วหล่าว* แท๊กซี่เหลียมเอาแล้วไม่โร้จักต่อเสียมั้ง* "เรามาเสคน* จ่ายแค่เสร้อยเอง*
แล้วทั้งผู้เขียนและพี่น้องเราัหัวเราะกันลั่นหน้าห้องประชุม...แต่ผู้เขียนหัวเราะนานกว่า 555555555555555
*เสียเหลียมแท๊กซี่แล้วโหมเรา
กลัวเสียเหลี่ยม 555 จ่าย 4 ร้อย เอง 555
ทั้งสี่ท่าน ที่นั่งมาด้วยกัน คงคิดเหมือนกันว่า สี่ร้อยนี่ เฉลี่ยเป็นรายหัวแล้ว ถูกกว่าวอญ่าตั้งเยอะแนะ นี่คิดแบบนี่ถูกจริงๆด้วย
ของวอญ่าคนเดียว เสียไปตั้ง๑๗๐ บาท ก็แพงกว่าเขา ตั้ง๑๐๐ บาท
ถ้าสี่คนรู้ว่าแท็กซี่เขาไม่คิดเป็นรายหัว เขาคิดค่าโดยสารเป็นเที่ยว(สี่คนหาร ๑๗๐ ก็ประมาณ ๔๐ บาท กว่าๆเท่านั้นเอง)
อย่างนี้ซิเนาะวอญ่า จึงหัวเราะดังและนานกว่า
อย่าให้สี่ท่านรู้เคล็ดลับความจริงนี่นะ
เดี๋ยวเสียเหลี่ยม คนกงเทพหมด
เหลี่ยม..ขอโทษครับ
ฮ่า า ใช้ได้ครับ ขำ ขำ นึกออกแล้วว่าเป็นแนวไหน แบบนี้เมื่อก่อนนี้ก็มีให้ฟังเยอะครับ
แต่ส่วนใหญ่ นอกจากใช้อำตัวเองเล่นของคนบ้านอกอย่างเราๆท่านๆ ที่มักเอาสถานการณ์บ้านนอกเข้ากรุงฯแบบที่เรื่องแทกซี่นี้กับพลพรรคจากแดนใต้ของบังวอญ่านี้แล้ว ก็มักเป็นเรื่องสมภารกับสามเณร หลวงตากับเด็กวัด ลูกเขยกับพ่อตา .....
จำได้อยู่เรื่องหนึ่ง ลูกเขยกับพ่อตาไปหาปลามาได้ เสร็จแล้วก็เอาปลาดุกมาย่างกิน ตอนที่นั่งกินข้าวกับปลาย่างกัน พ่อตาสังเกตว่าลูกเขยลูกเขยเลาะกินแต่หนังปลาดุกย่าง ก็ให้รู้สึกพอใจมากที่ลูกเคยยอมเสียสละให้พ่อตากินแต่เนื้อปลาดุกย่างและตนเองกินแต่หนัง เลยเอาไปคุยชื่นชมให้คนอื่นในหมู่บ้านฟังอยู่หลายวัน จนคนอื่นอดไม่ได้เลยบอกว่า นั่นไม่ใช่การเสียสละให้พ่อตาหรอกนะ แต่ปลาดุกย่างนั้น ส่วนที่อร่อยที่สุดก็คือหนัง ที่เขาเลือกกินหนังย่างนั้น เพราะมันอร่อยที่สุด
พ่อตาได้ยินก็ให้นึกแค้นในใจ นึกไว้อยู่เสมอว่าจะต้องแก้เผ็ด และต้องไม่ยอมเสียเหลี่ยมให้ลูกเขยอีก
วันหนึ่ง พ่อตากับลูกเขยไปขุดเผือกมัน เสร็จแล้วก็กลับเอามาเผาอีก พอเผาเผือกมันเสร็จ พ่อตาไม่รอช้า รีบแก้เผ็ด เอาคืนลูกเขย โดยไม่พูดพล่ามทำเพลงเพราะกลัวเสียเหลี่ยมลูกเขยเข้าให้อีก นั่งแกะเปลือกเผือกมันเผากินก่อนจนหมด ก่อนจะยกเผือกมันเหลือแต่เนื้อขาวๆให้ลูกเขยกิน พร้อมกับนั่งยิ้มกริ่มด้วยความสะใจ ฮ่าาา
บังวอญ่า....โหม๋เราเจอประจำเลยแท็กซีเหลี่ยมๆ นี้ แต่ไม่ได้กินเราหรอกนะเราฟังนิทานนี้มาขึ้นใจแล้ว
เอายางลบ ไปลบเหลี่ยมมั้ยคะ
ค่อย ๆ อมยิ้ม ยิ้มตาหยี
อิอิ....
ไม่เสีย...ไม่เสียเหลี่ยมหรอก
ถูกกว่าจริง ๆ นะ ควักตังค์คนละ 100 เอง
ชอบเหลี่ยมพ่อตาลูกเขยของอ.วิรัตน์ ฮาเก่าๆนึกถึงสมัยอยู่บ้านนอกจัง
คนใต้เหลี่ยมเยอะนะคะ ฟังทั้งสองเหลี่ยมแล้วหัวเราะน้ำตาไหล เรื่องนี้เราต้องอนุรักษ์ไว้ จะเล่าให้ลูกหลานฟังต่อไป 5555+
สวัสดีครับท่านอาจารย์ ขจิต.....
เพราะกลัวเสียเหลี่ยม จึงทรัพย์มากมายมาหลายราย
ยิ่งการชิงไหวพริบ คนโบราณ ยิ่งมีลวดลายปฎิภาณ ในการชิงเหลี่ยม
นึกได้โอกาสเหมาะจะเจาะเรื่องเหลี่ยม เรื่อง ทัด ที่ที่ได้ยินได้ฟังมาเล่าต่อ
สวัสดีค่ะท่านวอญ่า
555 เสียเหลี่ยมไม่เสียใจได้เสียงหัวเราะค่ะ
ขอมุขนี้ไปใช้นะครับ
ชอบจังเลยครับท่านวอญ่า
สวัสดีครับท่านอาจารย์ กาญจนา....หลายวันก่อนเฉียดพิษณุโลกไปที่เขาค้อ
ประชุมเกษตรแต่ไม่มีเวลาแวะไปหาเกลอ ......รีบกลับจริงๆ ...ไม่ได้เหลี่ยม
นมัสการพระคุณเจ้า พระมหาเล.....
น้ำท่วมมากมั้ยครับท่าน
เรื่องเหลี่ยมนี้.....สมัยก่อนไปขอเมียต่างหมู่บ้านตำบลต้องหาคนเหลี่ยมดี ไหวพริบเพื่อเจรจาต่อรอง "แยบ" เพราะหากได้คนพูดจาไม่เข้าท่า แทนที่จะได้ลูกสาวเขามา ก็จะไล่ยิงเอา...
แต่ปัจจุบัน พิธีการอย่างนี้หมดไป ผู้ใหญ่ก็ได้แต่ทำตามเด็ก ...เพราะเด็กเขาไป"แยบ"กันเรียบร้อย โรงเรียนหอพักไปแล้ว
เรื่องเหลี่ยมจึงไม่ต้องพูดถึง
สวัสดีครับท่านอาจารย์ ธนิตย์....
ความจริงคนเราเขาบอกว่า ต้องมีเหลี่ยม มีหลัก ถึงจะเป็นนับถือของคนทั่วไป
หากกลม เลี้ยงกลิ้ง คนไม่ค่อยคบ
ประเภทลื่นไหล เขาเปรียบกับเม็ดขนุน....ครับท่าน
สวัสดีครับอาจารย์ วิรัตน์....ฮ่าๆๆๆๆๆกินเปลือกผัวเผือกอร่อยไปเลย..
อีกเรื่องหนึ่งที่เล่ากันมา ..มีเพื่อนเกลออยู่คู่หนึ่ง อีกคนมีเรือ อีกคนมีควาย
วันหนึ่งเกลอคนมีเรือไปยืมความเพือนเกลอไปใถนา
ปรากฎว่าเพื่อนเกลอไถนาไปจนเที่ยง เขาสงสารควายก็หิวหญ้าจะไปบอกเกลอให้หยุดพักควายก็เกรงใจ
พกความไม่พอใจเอาไว้ ในใจ...
จนถึงวาระแห่งการรอคอย เพ่อนเกลอคนมีเรือ แจวเรือมาจอดหน้าท่า เกลอคนเลี้ยงควาย ก็ออกปากยืมเรือ เกลอ แจวออกไปด้วยสะใจที่ได้แเอาคืนเกลอที่ ใช้ควายของเขาจนเที่ยง.......
เขาแจวเรือไปจนลับสายตาแล้วแจวกลับมาที่ท่าเรือด้วยความเหนื่อยหอบ พร้อมกับบอกเพื่อนเกลอด้วยความสะใจว่า.....
อือ.....หลุดกัน(เราหายกัน) น่ะเกลอ วันนั้นเกลอไถนาควายเราจนเที่ยง
วันนี้เราเอา เราแจวเรือไป..แค่ตาย(เกือบตาย)
ฮ่าๆๆๆ ครูนก อยาเหลียมน่ะ เรามาบอยน่ำหาดใหญ่ แรกก่อนมาหาดใหญ่ ดูดน้ำแข็งหลอดกระดาษ พอดูดน้ำแห้ว หลอดมันแฟบ หนีออกจากร้าน นึกว่าทำหลอดดูดเขาเสียหาย