เมื่อวันที่ ๑๑ ต.ค. ๕๔  ฉันมีโอกาสได้ไปฟัง คุณครูเรฟ  เอสควิท ผู้เขียนหนังสือ Teach Like Your Hair’s on Fire :  TheMethods and Madness Inside Room 56  หรือที่ สสค. จัดพิมพ์เผยแพร่เพื่อการศึกษาในชื่อภาษาไทยว่า “ครูนอกกรอบกับห้องเรียนนอกแบบ” เล่าให้ฟังถึงสรรพวิธีและสารพัดลูกบ้าในห้อง ๕๖ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

 

ฉันเป็นนักเรียนแถวหน้าที่นั่งอยู่โต๊ะหน้าสุด จึงได้ยินทั้งน้ำเสียงและสัมผัสได้ถึงน้ำใจที่ส่งผ่านออกมาทางสายตาของครูเรฟอย่างชัดเจน

 

ครูเรฟไม่เคยขาดสอนแม้แต่วันเดียว...ยกเว้น ๒ วันนี้ ที่บินมา ๑๘ ชั่วโมงเพื่อมาพูดคุยกับพวกเราที่เมืองไทยแล้วก็รีบบินกลับไปทันทีเพราะไม่อยากขาดสอนในวันรุ่งขึ้น

 

โรงเรียนประถมโฮบาร์ตที่ครูเรฟสอนอยู่ ที่ตั้งอยู่กลางเมืองลอสแองเจลิส  ประเทศสหรัฐอเมริกา ตลอด ๒๙ ปีที่ผ่านมา ครูเรฟมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนวงจรชีวิตของเด็กนักเรียนด้อยโอกาส ที่มีฐานะยากจน มาจากครอบครัวที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่หนึ่ง และมีปัญหาชีวิตมากมาย ให้กลายเป็นชีวิตที่มีโอกาสในการกำหนดเส้นทางเดินในชีวิตของตนเอง

 

Be Nice , Work hard คือคำที่ครูเรฟพิมพ์ไว้ในนามบัตร ทุกวันคุณครูไปถึงโรงเรียน ตั้งแต่เวลา ๐๖.๓๐ น. เพื่อสอนให้เด็กเป็นอยางที่ครูเป็น แต่ก็มีบางวันเหมือนกันที่ลูกศิษย์ของครูเรฟไปถึงห้องเรียนเช้ากว่านั้นอีก เพื่อรอคอยที่จะแก้โจทย์ปัญหาประจำวันนั้น หลังจากที่นักเรียนห้องอื่นกลับบ้านกันแล้ว เด็กๆ ในห้อง ๕๖ จะอ่านบทกวีและซ้อมบทละครของเชคสเปียร์กันต่ออีกราวชั่วโมงครึ่ง ในราว ๑๘.๐๐ น. นักเรียนส่วนใหญ่กลับบ้านแล้ว แต่บางส่วนยังจะอ่านหนังสือต่อ จนกระทั่งทุกคนกลับบ้านกันหมด ครูเรฟก็จะสะพายเป้ใบใหญ่เดินออกจากห้องเรียนไป

 

หากถามเด็กวัยเดียวกันที่มีอายุในราว ๑๐ ขวบว่าเธอเรียนเรื่องนี้ไปทำไม  เด็กคนนั้นอาจจะตอบว่า “เรียนเพราะต้องเรียน” หรือ “ไม่รู้เหมือนกัน” แต่ถ้าถามคำถามเดียวกันนี้กับเด็กในชั้นเรียนของครูเรฟ เด็กๆ จะตอบว่า “เรียนเรื่องนี้แล้วชีวิตของฉันจะดีขึ้น” เพราะพวกเขารู้ว่าเขาจะใช้ทักษะเหล่านี้ในอนาคตอย่างไร ไม่ใช่เพื่อการเรียนเพื่อหวังจะสอบให้ได้คะแนนดีๆ

 

การสอนเศรษฐศาสตร์ในชั้นเรียน ครูเรฟเริ่มจากหลักคิดที่ว่า เด็กๆ ควรรู้จักกับการบริหารจัดการเงิน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ  ดังนั้น เรื่องแรกที่ทุกคนต้องเรียนรู้ในชั่วโมงแรกก็คือการเขียนใบสมัครงาน

 

ในห้อง ๕๖ จะมีคนที่อยากเป็นนักการธนาคาร  ตำรวจ  คนดูแลอุปกรณ์กีฬา คนทำความสะอาด และอื่นๆ   ถ้าทุกคนทำหน้าที่ในชั้นเรียนอย่างถูกต้อง ครบถ้วน ก็จะได้รับเงินค่าตอบแทนจากชั้นเรียนตามค่าแรง  ส่วนเงินที่ได้มาก็ต้องจ่ายค่าเช่าที่  ซึ่งหากอยากนั่งที่นั่งแถวหน้าก็ต้องจ่ายแพงหน่อย  ถ้าเงินที่หามาจากการทำงานไม่พอจะจ่ายก็ต้องทำงานพิเศษเพื่อให้ได้เงินมากขึ้น มีเด็กบางคนเช่าที่ไว้ แล้วให้คนอื่นมาเช่าต่อ เพื่อทำกำไรโดยที่ตัวเองไม่มานั่งก็มี  และผู้มีรายได้ก็ต้องเสียภาษีรายได้ตามอัตราที่กำหนดไว้ด้วย  หรือใครที่ไม่ทำการบ้านก็ต้องจ่ายค่าปรับตามที่กำหนด  คนไหนหยาบคายกับเพื่อนก็ต้องไปหาตำรวจ

 

เมื่อถึงปลายเดือนก็จะมีการประมูลสินค้าบางอย่าง เช่นกีต้าร์ไฟฟ้า และอื่นๆ  คนที่มีเงินเหลือเพียงพอเท่านั้นที่จะเป็นเจ้าของได้  ซึ่งมีเด็กที่รู้จักอดออมและรอคอยเท่านั้นที่จะได้เป็นเจ้าของ  และหากมีใครสักคนพูดขึ้นมาว่า “โชคดีจังที่เธอได้ของชั้นนี้” เด็กที่ประมูลของได้ก็จะตอบว่า “นี่ไม่ใช่โชค แต่เป็นเรื่องของการตัดสินใจที่ดีกว่า”