เป็นอันว่าตอนนี้ โรงเรียนกงไกรลาศวิทยาก็ตอบโจทย์ในการรักษา “สิ่งดีๆ” ที่มีอยู่ให้มีอยู่ต่อไปและจัดการ “สิ่งไม่ดี” หมดไป โดยการกระทำของทุกคน โดย “ทำให้ความรับผิดชอบงานมีขนาดเล็กลงแต่ชัดขึ้น” นี่เป็นหลักการ ทีนี้วิธีการล่ะ โจทย์ใหม่รอบนี้เป็นการตีโจทย์ใหญ่ให้แตกโดยที่ โจทย์ย่อยนั้นเมื่อเชื่อมโยงกัน(ไม่ใช่รวมกัน)แล้วต้องแก้โจทย์ใหญ่ได้จริง คราวนี้หละ มีเรื่องที่จะต้องคิดค้นและจัดกระทำอีกมาก
ก่อนอื่นต้องดูว่านักเรียนอยู่ไหน อยู่อย่างไร อยู่กับใคร ทุกโรงเรียนจัดนักเรียนเป็นระดับชั้นเดียวกันอยู่ด้วยกัน โรงเรียนกงไกรลาศวิทยาก็เช่นกัน จัดนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อยู่อาคาร 1 นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อยู่อาคาร 1 นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อยู่อาคาร 2 นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อยู่อาคาร 3 นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 อยู่อาคาร 4 ชั้น 2 นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 อยู่อาคาร 4 ชั้น 3 นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 อยู่อาคาร 4 ชั้น 4
การจัดเช่นนี้ ค่อนข้างจะสอดคล้องกับจิตวิทยาพัฒนาการอยู่แล้ว คือ เด็กระดับพัฒนาการใกล้กันอยู่กลุ่มเดียวกัน ทำให้ง่ายต่อการจัดการเรียนการสอน ต่อไปก็ต้องดูว่า ครูอยู่ไหน อยู่อย่างไร อยู่กับใคร พบว่าครูอยู่ห้องพักครู อยู่กับครูที่สอนกลุ่มสาระวิชาเดียวกัน เรียกกันเองว่าวิชาเอกเดียวกัน และในโรงเรียนนั้นมีอย่างน้อย 8 วิชาเอก สอดคล้องกับ 8 กลุ่มสาระ เช่น เอกภาษาไทย เอกวิทยาศาสตร์ เอกนี้ยังแยกเป็นเอกย่อยอีก เช่น เอกฟิสิกส์ เอกเคมี เอกชีววิทยา เอกวิทย์ทั่วไป นอกจากนี้ที่สอนกันในมหาวิทยาลัยยังมีเอกวัดและประเมินผล เอกเทคโนโลยีทางการศึกษา แล้วก็ยังมีเอกการประถมศึกษา เอกการมัธยมศึกษา เอกอุดมศึกษา ครูส่วนใหญ่ในโรงเรียนมัธยมศึกษาเป็นเอกกลุ่มสาระต่างๆ ตรงนี้มีข้อสังเกตอยู่ คือ ชื่อวิชาเอกหลักนั้นจะตรงกับชื่อวุฒิ และบัณฑิตผู้นั้นจะใช้วิชาชีพหลังมัธยมศึกษาประกอบอาชีพ เช่น ร.บ. รัฐศาสตร์บัณฑิต, น.บ. นิติศาสตร์บัณฑิต, อ.บ. อักษรศาสตร์บัณฑิต, วท.บ. วิทยาศาสตร์บัณฑิต, พ.บ. แพทยศาสตร์บัณฑิต
แต่วิธีคิดของคนในวิชาชีพครูนั้นแตกต่างไป ค.บ. คุรุศาสตร์บัณฑิต คือ ควรใช้วิชาชีพครู(ซึ่งประกอบด้วยปรัชญา จิตวิทยา และสังคมวิทยา)ในการประกอบอาชีพ(นี่กล่าวในมิติแห่งความเป็นศาสตร์นะคะ ยังไม่อภิปรายเรื่องความเป็นครู เพราะจะทำให้ประเด็นที่ต้องการพร่าไป) แน่นอน นิติศาสตร์บัณฑิตคงจะไปเป็นแพทย์ไม่ได้ ในวงการครูก็เช่นกัน ดิฉันได้ฟังปรารภของครูอยู่เสมอว่า ไม่ใช่ major สอนไม่ได้ เช่น เขา major วิทย์(ค.บ.) สอนไทย
ด้วยความเชื่อนี้ โรงเรียนทั้งหลายต่างแบ่งกลุ่มภารกิจของครูตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ประกอบด้วย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย, คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์, สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม, สุขศึกษาและพลศึกษา, ศิลปะ, การงานอาชีพและเทคโนโลยี, ภาษาต่างประเทศ ครูก็อยู่อย่างคนที่อยู่ในห้องพักและแบ่งอาคารเรียนและอาคารประกอบเป็น ตึกวิทย์ฯ ตึกคณิตฯ ตึกไทย ตึกสังคมฯ SHOPผ้า เป็นต้น ดิฉันเข้าใจว่าทุกท่านคงจะคุ้นเคยกับบรรยากาศเช่นนี้เป็นอย่างดี การที่ครูและนักเรียนจะทำกิจกรรมการสอนการเรียนด้วยกันมีสองกรณี คือ เมื่อถึงชั่วโมงเรียนนักเรียนก็เดินจากห้องประจำชั้นไปยังห้องประจำวิชาที่ครูประจำวิชารออยู่ หรือมิฉะนั้น ครูก็เดินจากห้องพักครูที่ตึกวิชามาพบนักเรียนที่ห้องประจำชั้น
โรงเรียนกงไกรลาศวิทยามีทั้งสองแบบ เช่น อาคาร1 เป็นตึกภาษาไทยและภาษาต่างประเทศแบ่งกันกลุ่มสาระละครึ่งตึก อาคาร2 เป็นตึกวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์แบ่งกันกลุ่มสาระละครึ่งตึกแต่ห้องปฏิบัติการวิทย์ใช้พื้นที่มากกว่า และก็มี SHOPเกษตร SHOPช่างยนตร์ SHOPอาหาร ห้องพยาบาล ห้องแนะแนว ฯลฯ เป็นอันว่าบางวิชาเด็กเดินไปหาครู บางวิชาครูเดินไปหาเด็ก วันหนึ่งดิฉันเดิน ROUND UP และตั้งใจจะไปพบครูคนหนึ่งและทราบว่าไม่มีชั่วโมงสอน เดินไปเดินไป พบนักเรียนในห้องประจำชั้นหนึ่งไม่มีครูประจำวิชา ขณะนั้นเลยเวลาไป 20นาทีแล้ว อีก 40 นาทีก็จะเป็นวิชาอื่น ได้ถามเด็กว่าชั่วโมงนี้เรียนวิชาอะไร เด็กตอบชื่อวิชาและรีบเสริมว่าหัวหน้าชั้นกำลังไปตามคุณครูครับ ดิฉันรับทราบอย่างงง.. งง.. ว่า โรงเรียนแจกตารางสอนไม่ถึงครูประจำวิชาหรือย่างไร
เมื่อถึงห้องพักครูดังกล่าว ไม่พบครูท่านนั้น จึงถามครูที่อยู่ในห้อง ได้รับคำตอบว่าไปสอน!! ดิฉันอุทานว่า เอ๊! ไม่ได้สอนนะ ผอ.จำได้ ครูท่านนั้นตอบว่า ผอ.ลองไปดูที่ห้องพยาบาลสิครับ ดิฉันนึกใจใจ เอ้อ..จริง ครูท่านนี้มีหลายหน้าที่ ครั้นถึงห้องพยาบาล ไม่พบครู มีนักเรียนนอนป่วยอยู่ 2-3 คน ดิฉันถามเด็กว่าเห็ยครูพรไหม เด็กตอบว่าไม่เห็นเลย คงจะไปสอน ดิฉันอุทานในใจว่า อ้อ! อย่างนี้นี่เอง เป็นอันไม่ได้พบกัน ระหว่างเดินๆ อยู่นั้น พบนักเรียนหลายกลุ่ม ทั้งๆ ที่เป็นเวลาเรียน ดิฉันมักจะถามว่า ชั่วโมงนี้เรียนอะไร(ไม่ได้ถามว่าเรียนกับใคร) เด็กเล็กส่วนใหญ่จะให้คำตอบตรงข้อเท็จจริงตามที่เด็กเข้าใจ เช่น ครูสอนจบแล้ว แต่ถ้าเป็นนักเรียน ม.ปลาย มักตอบว่าเรียนวิชาหนึ่งแต่ไม่ตรงกับวิชาที่ตารางสอนกำหนดไว้ รวมๆ ก็คือ ครูเดินสอนอาจไปไม่ถึงห้องสอนเพราะว่าอาจจะมีหน้าที่อื่นที่มิได้ระบุในตารางสอนแต่เร่งรีบกว่าการไปห้องสอนตามตารางสอน นักเรียนเดินเรียนบางคนอาจไปไม่ถึงห้องเรียน ก็เมื่อมาโรงเรียนแต่ไม่ได้เข้าเรียน ไม่พร้อมที่จะเรียนก็ออกจากโรงเรียน(drop out)ไปในที่สุด ก็สมควรแล้วไม่ใช่ว่าเด็กทุกคนจะสามารถเรียนจบจบ ความเชื่อเช่นนี้ สภาพเช่นนี้และปัญหาเช่นนี้ เป็นที่เข้าใจกันมานานทีเดียวว่าเป็นธรรมชาติของโรงเรียนมัธยม
มาวันนี้ ในสมัยที่ Education for All, All for Education. โจทย์ของโรงเรียนเปลี่ยนไป การมัธยมศึกษาไม่ใช่การศึกษาสำหรับบางคนที่พร้อมอีกต่อไป ดังนั้น เด็กทุกคนต้องได้เรียน และต้องเรียนจบมัธยมศึกษาด้วย เป็นหน้าที่และสมรรถนะของครูที่จะทำให้นักเรียนจบหลักสูตรอย่างมีมาตรฐาน อย่างน้อยก็ มาตรฐาน สมศ.
หลักสูตรเปลี่ยนไป จากหลักสูตรเน้นสาระ(ปรัชญาสารัตถนิยม) มาเป็นหลักสูตรแกน และปัจจุบันเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ(competency based curriculum)
โรงเรียนกงไกรลาศวิทยาก็ต้องตอบโจทย์เหล่านี้ อย่างน้อยก็ตั้งแต่ประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 พอดี เรามีสมมติฐานว่า ครูทุกคนที่จบ ค.บ.(คุรุศาสตร์บัณฑิต) กศ.บ.(การศึกษาบัณฑิต) ศษ.บ.(ศึกษาศาสตร์บัณฑิต) จากทุกมหาวิทยาลัยสามารถใช้วิชาสองส่วน คือ วิชาครูนั้นใช้วิชาสูงกว่าชั้นมัธยมฯ แต่เนื้อหานั้นใช้วิชาต่ำกว่าปริญญาตรี นั่นคือใช้วิชาชีพครูได้ตามมาตรฐานและน่าจะสอนได้หลายวิชา โดยเฉพาะวิชาตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น เพราะว่าครูทุกคนต่างก็สอบได้ทุกวิชาเหล่านั้นมาแล้ว ถ้าเช่นนั้น ก็ง่ายขึ้นในการ “ทำให้ความรับผิดชอบงานมีขนาดเล็กลงแต่ชัดขึ้น” เราประชุมกันไปประชุมกันมา สรุปว่าทำดังนี้
1. เทียบบัญญัติไตรยางศ์ คือ เอาจำนวนนักเรียนทั้งหมดในปีนั้นตั้ง หารด้วยจำนวนครูสายปฏิบัติการทั้งหมด ได้จำนวนนักเรียนต่อครูหนึ่งคน แล้วคูณด้วยจำนวนนักเรียนในระดับชั้นได้จำนวนครูในระดับชั้นนั้น
2. จัดกลุ่มภารกิจ คือ กำหนดให้ครูในแต่ระดับชั้นมีความสามารถไม่ซ้ำกัน(เอ๊ะ..major เดียวกัน ความสามารถจะแตกต่างกันไหมนะ) จะได้บูรณาการความสามารถกันให้สามารถบรรลุภารกิจของกลุ่มงานได้ คือ ทำให้นักเรียน “เก่ง ดี มีสุข” ในปีการศึกษา 2547 นั้น ไม่มีใครสักคนในโรงเรียนที่มั่นใจว่าจะใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการจัดความสามารถของครู ถ้าเช่นนี้เราใช้ major ตามที่เข้าใจกันไปก่อน ได้ 6 กลุ่มงาน
3. จัดห้องสำนักงาน(STAFF OFFICE) ให้อยู่อาคารเดียวกับนักเรียนที่รับผิดชอบ เช่น นักเรียน ม.1 อยู่ตึก1 อยู่แล้ว ครู ม.1 ก็ไปอยู่ห้องสำนักงานตึก1 ด้วยเลย
4. กำหนดพื้นที่(ทั้ง space และ area)การเรียนรู้ของนักเรียนแต่ละ ม. ชัดเจน และของนักเรียนแต่ละคนชัดเจน
5. กำหนดพื้นที่(ทั้ง space และ area)ปฏิบัติการของแต่ละ ม. ชัดเจน และของครูแต่ละคนชัดเจน(ในปีการศึกษาแรก ก็ไม่ค่อยชัดเจนสักเท่าไร)
6. ให้ครูในระดับชั้นนั้นเลือกหัวหน้ากลุ่มงาน ได้หัวหน้า 6 ท่าน
ประทับใจในความความพยายามของผอ.
และชื่นชมทัศนคติที่ดีของคุณครูโรงเรียนนี้มากคะ