เพราะคำพิพากษาของศาลชั้นต้น กับศาลอุทธรณ์ มีความเห็นแย้งกัน ทั้งประเด็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง เกือบทุกประเด็น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุก “บรรณพจน์-พจมาน” คนละ 3 ปี รวมไปถึง “กาญจนาภา พงษ์เหิน” เลขาฯ ส่วนตัว ที่โดนโทษจำคุก 2 ปีด้วย
ปาหี่เปิดฟลอร์ “ฟอกขาว” กันเอง
ถึงเวลาถอดถอน “ทนายแผ่นดิน”
นำข่าวมาจากที่นี่ครับ
กรณีไม่ฎีกาคดีเลี่ยงภาษีหุ้น “ชินคอร์ป” ที่มีจำเลยคนดังอย่าง “บรรณพจน์ ดามาพงศ์” และ “คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์” อดีตภริยาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทำให้บทบาทของ “อัยการ” ในฐานะ “ทนายแผ่นดิน” ถูกจับตามองด้วยสายตาที่เคลือบแคลงสงสัยทันที
เพราะคำพิพากษาของศาลชั้นต้น กับศาลอุทธรณ์ มีความเห็นแย้งกัน ทั้งประเด็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง เกือบทุกประเด็น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุก “บรรณพจน์-พจมาน” คนละ 3 ปี รวมไปถึง “กาญจนาภา พงษ์เหิน”เลขาฯ ส่วนตัว ที่โดนโทษจำคุก 2 ปีด้วย
ขณะที่ศาลอุทธรณ์ตัดสินยกฟ้อง “พจมาน-กาญจนาภา” ส่วน “บรรณพจน์” เหลือโทษจิ๊บจ๊อยแค่จำคุก 2 ปี-ปรับ 1 แสนบาท และให้รอลงอาญา 1 ปี
ด้วย “ตรรกะ” ง่ายๆของกระบวนการยุติธรรม ที่มีศาลมีให้ต่อสู้ถึง 3 ศาล คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา เมื่อ 2 ศาลแรกมีความเห็นขัดกัน ก็ต้องผล่อยให้เป็ฯหน้าที่ของ “ศาลฎีกา” ที่ต้องพิจารณาทบทวนให้เกิดความกระจ่างชัด
แต่ “ทนายแผ่นดิน” กลับ “ตัดตอน” โดยไม่ยื่นฎีกาเสียดื้อๆ
จึงไม่แปลกที่จะมีข้อสงสัยและคำถามถึง “จุลสิงห์ วสันตสิงห์” อัยการสูงสุด ที่เป็นผู้ทุบโต๊ะสั่งไม่ยื่นฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แบบค้านสายตาประชาชน
ทั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ส่งหนังสือทันทีที่ทราบคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ เพื่อให้อัยการสูงสุดยื่นฎีกาในทุกข้อหา แต่ “จุลสิงห์” เลือกที่จะไม่รับฟัง
หรือ “เพื่อนเก่า” อย่าง “ถาวร เสนเนียม” ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยกอดคอกันทำงานในสำนักงานอัยการสูงสุดร่วมกันมาก่อน ก็ร้อนรนทนไม่ได้กับบทบาทของอดีตเพื่อนร่วมงาน จนต้องยกพลทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือต่อ “จุลสิงห์” เพื่อสอบถามเหตุผลโดยตรง
ซึ่ง “จุลสิงห์” ก็ไม่รู้ร้อนรู้หนาว แถมอ้างว่ามีคิวต้องเข้าชี้แจงต่อ คณะกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญและติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา ให้แล้วเสร็กก่อนที่จะให้ข้อมูลตามที่ “ถาวร” กับพวกร้องขอ เพราะต้องใช้เอกสารในการชี้แจงต่อ กมธ.ดังกล่าว
เรียกว่าใช้ชื่อ “กมธ.องค์กรอิสระ วุฒิฯ” บังหน้าก็คงไม่ผิด
ที่น่าแปลกก็คือ เหตุใด “จุลสิงห์” กลับให้ความสำคัญต่อ กมธ.องค์กรอิสระ วุฒิสภา มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ขู่ฮึ่มๆ ว่างานนี้จะเล่นงานถึงขั้นยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งอัยการสูงสุด
แต่พอเปิดชื่อบุคคลที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ ก็ถึง “บางอ้อ” เมื่อปรากฏชื่อ “จิตติพจน์ วิริยะโรจน์” ส.ว.ศรีสะเกษ นั่งเป็นหัวโต๊ะของชุดนี้ เพราะรู้กันดีอยู่ว่า “จิตติพจน์” ยืนอยู่ฝั่งไหน สวมเสื้อสีอะไร เพราะตั้งแต่เข้ามาทำหน้าที่ในสภาสูง ก็แสดงบทบาทเป็น “ลูกคู่” ของพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่เป็นฝ่ายค้าน จนได้มาเป็นรัฐบาลแบบเปิดเผยอย่างชัดเจน ที่สำคัญกับบทบาทในการปกป้องกลุ่มคนเสื้อแดง ผ่านการทำงานในฐานะ ประธานคณะกรรมการติดตามสถานกาณ์บ้านเมือง ที่คอยเป็น “หอก” ทิ่มแทงรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในสมัยนั้นอยู่ตลอดเวลา
จนถูกขนานนามให้เป็น “หัวหอก” ของ ส.ว.เสื้อแดงไปในที่สุด
โดยถึงวันที่นัดหมายกัน “จุลสิงห์” ถึงขนาดยกทัพใหญ่จากสำนักงานอัยการสูงสุด หนีบ “วุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์” รองอัยการสูงสุด และคณะผู้บริหารระดับสูงมาด้วย ก็เห็นได้ชัดว่า “ให้เกียรติ” กันอย่างมาก แถมบรรยากาศในห้องประชุมก็เปี่ยมไปด้วยบรรยากาศ “ฉันมิตร” ที่ไม่มีการซักไซร้ไล่เรียงเหตุผลในการไม่ยื่นฎีกาคดีที่ดุเดือดรุนแรงอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่มีข้อเคลือบแคลงสงสัยมากมาย
กลายเป็นเวทีที่ “จุลสิงห์” แก้ต่างแบบ “วันแมนโชว์” ไม่มีผู้ใดขัดให้เสียจังหวะ จึงไม่แปลกอีกเช่นกันว่าทำไมจึงให้เกียรติ และเลือกเวทีนี้ในการชี้แจง
จึงไม่ต่างจากการอาศัยเวทีปาหี่ “ฟอกขาว” ให้ “จุลสิงห์” โดยมี “จิตติพจน์” แสดงบท “เจ้าของวิกยี่เก”
ยิ่งอ่านยิ่งปวดหัว มองภาพไม่ค่อยออก ใครเป็นใคร ใครได้ใครเสีย ใครแย่กว่าใคร สลับซับซ้อน ยิ่งกว่าละครสามก๊กยังไงไม่รู้
ตัดสินง่ายนะครับ เรื่องแบบนี้ คนรวย คนมีอำนาจ
ต้องเสียภาษีไว้ก่อน
เพื่อเป็นแบบอย่างแก่ร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทาง
หากคนรวย คนมีอำนาจไม่เสียเงิน
คนจน คนกินเงินเดือน
ยอมเสียภาษีไปเพื่อสิ่งใดครับ
หากกระผมมีเงินมาก เอาจ้างฝ่ายกฏหมายได้
ต่อไปคงเหลือคน2คนที่จ่ายภาษี
คนจน กับ คนไม่มีเงิน นะครับ อิอิ
ปาหี่เปิดฟลอร์ “ฟอกขาว” กันเอง ถึงเวลาถอดถอน “ทนายแผ่นดิน”
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9540000129192
ท่านอัยการคนปัจจุบัน
กรณีไม่ฎีกาคดีเลี่ยงภาษีหุ้น “ชินคอร์ป” ที่มีจำเลยคนดังอย่าง “บรรณพจน์ ดามาพงศ์” และ “คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์” อดีตภริยาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทำให้บทบาทของ “อัยการ” ในฐานะ “ทนายแผ่นดิน” ถูกจับตามองด้วยสายตาที่เคลือบแคลงสงสัยทันที
อยากให้มีนโยบายรักษาความจริงไว้
ความกลัวย่อมทำให้เสื่อม
หากกลัวความจริง
อีกหน่อยก็กลัวแม้กระทั่ง
เงาตนเอง
เพราะคำพิพากษาของศาลชั้นต้น กับศาลอุทธรณ์ มีความเห็นแย้งกัน ทั้งประเด็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง เกือบทุกประเด็น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุก “บรรณพจน์-พจมาน” คนละ 3 ปี รวมไปถึง “กาญจนาภา พงษ์เหิน”เลขาฯ ส่วนตัว ที่โดนโทษจำคุก 2 ปีด้วย
ที่เข้ามาให้กำลังใจ
การบ้านเมืองเป็นเรื่องต้องรู้
รู้แล้วก็วางเสีย ทำใจสบายๆ
หากทุกคนช่วยกันรู้ ปัญหาของชาติก็หมดไป ว่าอย่างน้นนะครับ
ถ้าไม่ยุติธรรม
สงสัยต้องบนบานศาลพระภูมิ
ให้มาตัดสิน
นะครับอาจารย์
เขาล้มระบอบที่เขาว่าไม่ดีคือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาใช้ระบอบประชาธิปไตยที่เขาว่าดีกว่าเพื่อประเทศจะได้พัฒนาสู่สากล
นี้หรือระบอบสากล ระบอบสากลต้องถือพวกพ้องไว้ก่อน ระบอบสากลต้องตั้งกฏเพื่อผลประโยชน์ของตน ระบอบสากลต้องให้เป็นใหญ่ไว้ก่อนใครตายช่างมัน บางครั้งประชาธิปไตยก็ทำให้ชาติล่มจมหากคนไม่ดีมีมากกว่าคนดีและหากเงินซื้อคนได้
ตกลงเราต้องทำตามกฎหรือกฎต้องทำตามเรา มีคนๆนึงอยู่บนกฎชี้จุดเปลี่ยนของชีวิตตีโต๊ะบอกทางว่าคนรวยต้องขึ้นสวรรค์คนจนต้องลงนรกทำงานบนที่สูงทำตัวต่ำๆ กินภาษีประชาชนกลับฆ่าประชาชน กินบนเรือนขี้บนหลังคาจริงๆ
จริงดังว่า คงต้องบนบาลศาลกล่าวกัน
เงินมีอำนาจ ที่สำคัญเงินของชาวเรา
ทำลายหลักยุติธรรมของเรา
ต่อไปคนรวยก็เอาเป็นตัวอย่าง
มีเงินแล้ว โกงอย่างไรก็ได้
พระเจ้าเงินตราช่วยได้หมด สบายใจครับ
การเสียภาษีเป็นหน้าที่ของทุกคนมิใช่หรือ
เงินกองนี้นำไปใช้เพื่อบำรุงชาติ
คนมีเงินมากหาทางหลบเลี่ยง
เป็นตัวอย่างให้กับคนทั้งประเทศ
กลายเป็นแนวทางให้กับ "กลุ่มคนมีเงิน"คนอื่น
อีกหน่อยเราจะมีแต่คนพยายาม "เลี่ยงจ่ายภาษี"
ผลวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร?
ภาษีความเหลื่อมล้ำของสังคมไทย
จนลงทุกวันๆๆ < จ่ายภาษี < ติดหนี < เงินน้อย < รวย < คน > จน > เงินเยอะ > ติดสินบน > ไม่จ่ายภาษี > รวยขึ้นทุกวันๆๆ
หากผู้ที่ได้ยกย่องว่าเป็นผู้ควรแล้วแก่การถืออำนาจสูงสุดแห่งกฎหมายและความยุติธรรมของบ้านเมือง
แต่กลับตัดสินปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนด้วยหลักความไม่เป็นธรรมแล้ว จะให้บ้านนี้เมืองนี้เจริญได้อย่างไร
หากไม่มีความยุติธรรมเสียแล้วประชาชนคนจนคงอยู่ไม่ได้แน่ในบ้านเมืองนี้
ประชาชน อยู่บนดิน ผู้รับใช้ประชาชน กลับอยู่บนฟ้า
ประชาชนทำงานสุจริต แต่ผู้รับใช้ประชาชนกินภาษีประชาชนแถมกินอย่างอื่นอีก
ตกลงเราเลือกให้เขาทำงานให้เราหรือทำร้ายเรากันแน่
สวัสดีค่ะอาจารย์ ขอบคุณนะคะที่ไปให้กำลังใจ เห็นภาพเจ้าช่อแว่นแก้วที่อาจารย์นำไปฝากให้ชม ก็ทำให้ได้ข้อคิดค่ะ ว่าสิ่งที่เราเห็นว่ามันเหมือนตายไปแล้ว ก็สามารถฟื้นคืนงอกงามได้อีกครั้ง น้ำท่วมครั้งนี้คงให้ข้อคิดแก่ผู้คนในสังคมได้อย่างลึกซึ้งนะคะ
อ่านบันทึกนี้แล้วนึกถึงพุทธทำนายในสุบินนิมิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล ๑ น ๑๖ ข้อ (เพิ่งอ่านจากหนังสือ จุดประกายปัญญา ของ หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ) เป็นสุบินนิมิตข้อที่ ๙ คือ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสุบินนิมิตเห็นสระน้ำขนาดใหญ่ มีน้ำรอบนอกใสสะอาดเยือกเย็น ส่วนน้ำในกลางสระขุ่นข้นเป็นโคลนตม แล้วมีสัตว์น้อยใหญ่พากันแย่งชิงกินน้ำในสระที่ขุ่นข้นนั้น ส่วนน้ำรอบนอกที่ใสสะอาดเยือกเนย็น ไม่มีสัตว์ตัวใดอยากกินเลย
สักเกตเห็นหัวหน้าไพร่ไหมครับ
ดูเหมือนว่าแต่ละคนจะมีเงินมีทองไม่น้อย
แถมยังกลายเป็นอำมาตย์เสียเองแล้ว
เงินภาษีของลูกน้องไพร่กลายเป็นเงินในกระเป๋า
ของหัวหน้าไพร่ ใช่หรือไม่
โปรดไตร่ตรอง
เห็นด้วยอย่างย่ิงครับ เพราะเป็นการเอาเปรียบประเทศชาติ เอาเปรียบประชาชน ผู้ยากไร้ ผู้หาเช้ากินค่ำ