บ้านนี้เมืองนี้ คนมีเงินเท่านั้นที่มีอำนาจและมีโอกาสรอดมากกว่าจริงๆ เพราะคนเหล่านั้นมีอำนาจทั้งในมิติกว้าง ยาว ลึก และสูงมากกว่าคนธรรมดาทั่วไป

 หลังจากการตำหนิ มนุษย์ทุกคนที่มัวหลงระเริงกับความสุขจอมปลอมและการฝืนธรรมชาติกันมาระยะหนึ่ง ที่ข้าพเจ้าเปรียบเปรยอุทกภัยครั้งนี้ไม่ต่างอะไรกับการโดนข้าศึกบุกตีเมืองตั้งแต่เหนือสุด คือ เชียงใหม่ รุกไล่ลงมาเรื่อยทุกจังหวัดจนผ่านอยุธยากรุงเก่า มาถึงปทุมธานี และอีกไม่กี่วันก็จะบุกถึงเมืองหลวงของเราแล้ว ศึกครั้งนี้ได้ทำลายชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยเราไปไม่ใช่น้อย บางคนหนีตายต้องอพยพไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง เพื่อหนีความอดอยากและความยากลำบาก บางหมู่บ้านหายไปทั้งหมู่  จนไม่มีใครกล้าอาศัยอยู่ที่เดิม ความรุนแรงใกล้เคียงกับการเกิดสงครามบ้านสงครามเมือง  แต่ต่างกันตรงที่ เราไม่รู้ว่าศัตรูอยู่ตรงไหนและจะฆ่ามันอย่างไร จวบจนอาจารย์ของข้าพเจ้าเตือนสติให้พวกเราต้องเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับศึกครั้งนี้อย่างชาญฉลาด  ถึงเวลาที่เราควรจะหาทางเตรียมความพร้อมกันหรือยัง  ถึงเวลาที่เราจะร่วมมือกันแก้ปัญหาอย่างชัดเจน ทั้งแบบเร่งด่วนและในระยะยาว

1. การหาที่ให้น้ำอยู่

               โดยส่วนตัวแล้วข้าพเจ้าชอบโครงการแก้มลิงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงดำริขึ้นอย่างชาญฉลาด ที่ทรงดำริให้นำน้ำไปเก็บไว้ที่พื้นที่ด้านข้าง เฉกเช่นแก้มลิงเพื่อเป็นการกระจายพื้นที่การกักเก็บน้ำ เปรียบง่ายๆก็เหมือนการเพิ่มขนาดของแก้วน้ำให้มีความสามารถในการเก็บน้ำเพิ่มขึ้น และยังเป็นการผันน้ำเพื่อสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ภายหลัง 

               อีกหนึ่งโครงการ คือ คลองลัดโพธิ์ ที่ทรงตั้งชื่อคลองได้น่ารักสมหน้าที่คือ มีหน้าที่ลัดเส้นทางน้ำที่จะไหลลงสู่ทะเลเร็วขึ้น แต่เป็นที่หน้าเสียดายที่ส่วนภูมิภาคและท้องถิ่นยังมิได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาและการจัดการน้ำในวงกว้างแต่การแก้ปัญหานี้อาจไม่รองรับในกรณีน้ำทะเลหนุน  การแก้ไขปัญหาน้ำในปัจจุบันทำให้ข้าพเจ้าจินตนาการถึง การเทน้ำจากถังน้ำใบใหญ่ ลงสู่กรวยน้ำเล็กๆ  กระแสน้ำที่รุนแรงและปริมาณน้ำที่มากย่อมทำให้น้ำล้นออก ดังนั้นเราควรขุดคลองเล็กๆเป็นจำนวนมากพอ  แยกย่อยออกมาจาก แม่น้ำใหญ่ ให้มีขนาดลึกพอที่จะรองรับปริมาณน้ำได้ (จินตนาการถึงกรวยน้ำ หากมองกลับมุม อาจเป็นฝักบัวที่สามารถลดแรงน้ำจากปริมาณเท่าเดิม) แต่ที่ผ่านมาเราถมคลองเพื่อก่อสร้างศูนย์การค้าและหมู่บ้านจัดสรร!!

                  วานนี้ ในบรรดาเพื่อนร่วมสำนักศึกษา คนหนึ่ง พูดถึงโครงการพระราชดำริอีกหนึ่งโครงการ คือ การเก็บน้ำใต้ดิน ที่ได้ผลพลอยได้เรื่องการกันแผ่นดินทรุด และสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ยามแล้ง เป็นอีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจ

2. การวางผังประเทศ (ที่มากกว่าผังเมือง)

                ประชาชนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่เศรษฐกิจเน้นการป้องกันอุทกภัยด้วยตนเอง ดังจะเห็นในรูปแบบการก่ออิฐบล็อคกั้นไม่ให้น้ำเข้าบ้าน หน่วยราชการเลยอาศัยโมเดลนี้มากั้นถนนไม่ให้น้ำข้ามฝั่งจากฝั่งริมแม่น้ำมาสู่เขตเศรษฐกิจหรือเขตพื้นที่เกษตรกรรม ความทุกข์ระทมจึงตกอยู่กับกลุ่มคนเพียงบางกลุ่ม ที่ทนกันได้ก็ทนกันไป แต่ที่ทนไม่ได้ก็คือเขื่อนที่ก่อขึ้นมาแต่ไม่แข็งแรงพอ เพราะการกั้นเหล่านี้ยิ่งก่อให้เกิดกระแสน้ำที่รุนแรงขึ้น บางส่วนคนเดือดร้อนเองก็ทนไม่ได้จนแอบมาพังทลายเครื่องกั้นกันเสียเอง จนถึงขั้นตีรัน ฟันแทงกันไป หรือฆ่ากันตายในบางพื้นที่

                ถึงตอนนี้ ถนนปลอดฝุ่นคงไม่จำเป็นเท่าไหร่ แต่สำคัญที่หากจำเป็นต้องตัดถนนขวางลำน้ำ ก็ช่วยกรุณาวางท่อที่เหมาะสมใต้ถนนเพื่อให้น้ำมีช่องทางการไหลตามธรรมชาติ

3. ต้องย้ายแหล่งเศรษฐกิจ ไปไว้ด้านนอกพื้นที่เกษตรกรรม

                 จากภาพน้ำท่วมตัวเมืองอยุธยาและเขตนิคมอุตสาหกรรม ทำให้ต้องหันกลับมาย้อนถึงตอนที่ต้องการสร้างเพียงเพราะระยะทางอยู่ใกล้กรุงเทพฯ  แต่ลืมคิดถึงสภาพภูมิประเทศว่าอยุธยาคือที่ราบลุ่ม คืออู่ข้าวอยู่น้ำ คือแหล่งเกษตรกรรมชั้นดีของประเทศ แต่น่าเสียดายพื้นที่ที่มีดินอุดมสมบูรณ์ กลับถูกนำมาเทคอนกรีตเพื่อเป็นพื้นที่วางเครื่องจักรขนาดมหึมา (เจ้าของโรงงานเลยสบายใจเรื่องค่าแรง 300 ไปอีกสักระยะ)

                 ถึงตอนนี้อยุธยาเลยอ่วมเพราะกลายเป็นพื้นที่ต่ำสุด เนื่องจากกทม.ก่อกำแพงไว้หมดทั้งบนดินและใต้ดิน!!! แต่ถ้ามันทะลักถึงกรุงเทพจริงๆ ก็จบเห่ เพราะเราล้อมขอบกระด้งไว้หมดแล้ว (รอวันซึมออกใต้ล่างและน้ำทะเลลดระดับเท่านั้น)

4.การออกกฎหมายควบคุมที่เข้มงวดต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิประเทศ

                  การป้องกันน้ำของบางพื้นที่ ที่วิ่งหาซื้อทรายจำนวนมากมายเพื่อมาทำกระสอบทรายแนวกั้นน้ำ เลยต้องไปดูดทรายจากที่ลุ่มอีกที่หนึ่งมายังอีกที่หนึ่ง ทำให้พื้นที่ที่ถูกดูดทรายยิ่งทรุดหนัก ระยะเวลา 20-30 ปีมานี้ จำนวนรถบรรทุกที่ขนดิน ขนทรายเข้ามาถมที่ในกรุงเทพ มากมายมหาศาลโดยปราศจากการควบคุมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (หินก็ช่วยได้ค่ะ)

5.ศึกษาการก่อสร้างที่อยู่อาศัยใต้น้ำโดยด่วน

                  แนวทาง1-4 เป็นแนวทางที่สามารถรองรับน้ำได้ในระดับหนึ่งแต่ถ้าสักวันปริมาณน้ำที่มากจนถึงขนาดท่วมโลกได้จริง มนุษย์อาจต้องอาศัยอยู่ใต้น้ำ ซึ่งไม่น่าเกินความสามารถของมนุษย์เราไปได้ เพราะปัจุบันก็มีให้เห็นอยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวหลายๆแห่ง เพียงแต่ต้องมีการวางแผนให้ละเอียดรอบคอบและต้องหาเครื่องผลิตออกซิเจนที่มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการผลิตอาหารที่พอเพียงสำหรับประชากรใต้น้ำนี้ แต่ภาระอย่างหนึ่งที่ลดลงของมนุษย์ก็คือเราไม่ต้องกังวลเรื่องการตัดไม้ทำลายป่ากันแล้ว และเป็นที่น่ายินดีที่เราจะมีสาหร่ายกินกันตลอดปี

                   หากลองพิจารณาดู  บ้านนี้เมืองนี้ คนมีเงินเท่านั้นที่มีอำนาจและมีโอกาสรอดมากกว่าจริงๆ เพราะคนเหล่านั้นมีอำนาจทั้งในมิติกว้าง ยาว ลึก และสูงมากกว่าคนธรรมดาทั่วไป  ช่วยกันนะคะ โลกนี้เป็นของเรารวมถึงลูกหลานเราทุกคน