จากการรวมตัวกันของประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียนหรือที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า   "สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Assciation of South East Asian Nations หรือ อาเซียน (ASSEAN))"  อันประกอบไปด้วยประเทศและ พ.ศ.ที่เข้าร่วมกลุ่มอาเซียน คือ   1.Thailand (2510)   2.Singapore (2510)   3.Indonesia (2510)  4.Philippines (2510)   5.Malaysia (2527)  6.Brunei Darussalam (2527)   7.Vietnam (2538)  8.Myanmar (2540)  9.Laos (2540) และประเทศล่าสุดคือ 10.Combodia (2542)

       โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมมือกันเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม การพัฒนาวัฒนธรรมในกลุ่มประเทศสมาชิก และการธำรงค์รักษาสันติภาพและความมั่นคงในพื้นที่ เปิดโอกาสให้คลายข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิกอย่างสันติ

           ประเทศสมาชิกได้ทำสัญญาตกลงร่วมกันที่เอื้อประโยชน์ให้กับประชากรในพื้นที่อาเซียนเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางระหว่างประเทศในกลุ่มสมาชิกอาเซียน ที่ต่อไปนี้เราไม่ต้องขอวีซ่าให้ยุ่งยาก ทะลายกำแพงภาษีการค้าระหว่างประเทศหรือที่เราจะพูดให้เข้าใจกันอย่างง่าย ๆ คือ "สินค้าปลอดภาษี" ผลิตภัณฑ์ใดที่คนไทยผลิตไม่ได้ แต่เมื่อนำมาจำหน่ายในประเทศไทย จะมีราคาใกล้เคียงเท่ากับซื้อในประเทศผู้ผลิต ส่วนผลิตภัณฑ์ที่คนไทยผลิตได้เอง เมื่อนำออกไปจำหน่ายในประเทศกลุ่มสมาชิกอาเซียน จะทำให้สามารถจำหน่ายได้ในปริมาณที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะสินค้ามีราคาถูก และมีกำไรต่อหน่วยสูงขึ้น ไม่ได้ถูกกีดกันด้วยกำแพงภาษีอีกต่อไป เพราะประชากรในกลุ่มสมาชิกอาเซียน มีศักยภาพในการซื้อสูงขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าถูกลง เกิดการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ เมื่อไม่มีความยุ่งยากในการเดินทางระหว่างประเทศในสมาชิก จะทำให้ธุรกิจด้านการท่องเที่ยว การโรงแรม และการบริการ เฟื่องฟู เพราะประชากรไม่ต้องไปเสียเงินค่าวีซ่า และเสียเวลายื่นขอวีซ่า เกิดการหมุนเวียนและการเดินสะพัดของเม็ดเงินระหว่างประเทศสมาชิก ในข้อตกลงยังระบุถึง การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั้งยืน และส่งเสริมวัฒนธรรมของประเทศสมาชิก

          ยิ่งในยุคปัจจุบันที่ประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ ในโลก ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกาหรือประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป (ยุโรปเป็นต้นแบบและให้ความช่วยเหลือให้คำแนะนำในการรวมกลุ่มของอาเซียน ซึ่งยุโรปเคยมีประสบการณ์ในการรวมกลุ่มประเทศในยุโรปและประสบผลสำเร็จ) ที่กำลังประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยมาอย่างต่อเนื่องในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา.......

          ในอดีตบทบาทของกลุ่มอาเซียนเป็นไปอย่างเชื่องช้าและไม่เด่นชัด หากอนาคตข้างหน้าประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียนสามารถปฏิบัติและดำเนินการตามข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกันให้ชัดเจน ลดข้อขัดแย้ง ข้อพิพาท และสร้างความแข็งแกร่งได้....... เมื่อนั้นประเทศในกลุ่มอาเซียน รวมทั้งประเทศไทย คงจะมีความเจริญก้าวหน้า และเศรษฐกิจโลกจะต้องหันมาพึ่งพิงกลุ่มอาเซียนเป็นหลัก  เพราะเรามีประชากรในกลุ่มอาเซียนมากถึง 650 ล้านคน.............  

           ข้อตกลงล่าสุดที่ประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียนทั้ง 10 ประเทศได้ทำร่วมกันคือ.....การกำหนดให้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการสื่อสารระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกัน  ทำให้องค์กรภาคเอกชนและภาครัฐในประเทศไทยเกิดความตื่นตัวอย่างมากที่จะพัฒนาบุคลากรในหน่วยงานของตนให้สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษกับประเทศสมาชิกกลุ่มอาเซียน อึกทั้งภาษาอังกฤษยังถือว่าเป็นภาษากลางที่ใช้สื่อสารกันทั่วโลก ............หากประชากรในประเทศใดสามารถใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองในการสื่อสารได้ นับว่าเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากในการเจรจาติดต่อธุรกิจ ไม่ว่าจะในรูปแบบของระหว่างองค์กรภาครัฐหรือภาคเอกชน

          องค์กรภาครัฐ นับเป็นหน้าด่านแรกที่จะติดต่อเจรจาระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน หรือแม้แต่การติดต่อสื่อสารกับคนจากทั่วทุกมุมโลก เมื่อกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนได้กำหนดให้ "ภาษาอังกฤษ" เป็นภาษากลางในการสื่อสารขึ้น..........กลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3  (สพป.อด.3)  ได้เล็งเห็นความสำคัญของการสื่อสารภาษาอังกฤษ จึงได้จัดอบรมพัฒนาภาษาอังกฤษให้กับบุคลากรทางการศึกษาสังกัด เพื่อพัฒนาและเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรในสังกัดก้าวเข้าสู่อาเซียน โดยกำหนดให้อบรมทุกวัน อังคาร พุธ พฤหัส  โดยเริ่มทำการสอนในวันแรกคือวันที่ 29 กันยายน 2554

           มีอาสาสมัครสองสามีภรรยาชาวอเมริกัน ชื่อ Dr.Janet  and  Mr.Gary  Worthington  มาช่วยสอนให้หลังเลิกงาน....วันแรกที่เข้าเรียน  นักเรียนโข่งทั้งหลาย (เพราะแต่ละคนมีอายุ +46 ปีขึ้นไป) อันประกอบไปด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียน, ครูสายผู้สอน, ศึกษานิเทศก์ และตัวผู้เขียนที่เป็นนักวิชาการศึกษา  ไม่ค่อยกล้าพูด ประมาณว่า ขี้อาย กลัวพูดผิด แต่ Dr.Janet ท่านเป็นคนอารมณ์ดีสนุกสนานที่สำคัญท่านเป็นคนที่คอยให้กำลังให้นักเรียนโข่งทั้งหลาย มีความมั่นใจในตัวเอง กล้าแสดงออก

           โดยเฉพาะตัวผู้เขียนเองเมื่อปี พ.ศ.2548 ได้มีโอกาสเป็นไกด์จำเป็นพาชาวต่างชาติเที่ยวชมความงามของประเทศไทย ผู้เขียนยังจำเหตุการณ์ตลอด 1 สัปดาห์ที่ต้องเทคแคร์ชาวต่างชาติได้ดี ทั้งเครียด ทั้งกดดัน เพราะผู้เขียนไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติผู้นั้นได้เลย สิ่งที่ผู้เขียนทำได้ที่สุดในตอนนั้นคือ การใช้ภาษามือ ชี้โบ้ชี้เบ้ไปตามเรื่องราวที่พยายามจะสื่อสาร รวมทั้งการวาดภาพประกอบ..........

          ผู้เขียนยังจำความรู้สึกของตัวเองในขณะนั้นได้เป็นอย่างดีว่า..... "ถ้าเราสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้บ้าง เราคงไม่เครียด ไม่กดดันและคงจะสนุกต่อการเทคแคร์แขก เราอยากจะอธิบาย แนะนำแหล่งท่องเที่ยวของไทย โดยเฉพาะวัฒนธรรมของคนไทย ให้เขาประทับใจ"....... ในตอนนั้นได้แต่คิดไว้เป็นการบ้านในใจตนเองว่า สักวันเราต้องพูดภาษาอังกฤษให้ได้

                                    Dr.Janet อาสาสมัครชาวอเมริกัน


 

                                              บรรยากาศในห้องเรียน



             วันที่สอง........เหล่านักเรียนโข่ง เริ่มกล้าที่จะออกเสียง และพยายามหัดพูดเพื่อให้ได้สำเนียงอเมริกัน เหมือนเจ้าของภาษา ......แหม อุตส่าห์มีเจ้าของภาษาระดับ ดร. มาสอนทั้งที ไม่กอบโกยงานนี้ ก็ไม่รู้จะไปกอบโกยตอนไหน จริงไหมค่ะ?..........บรรยากาศวันที่สอง เป็นไปด้วยความสนุกสนาน ทั้งหัวเราะกันเองในหัองเรียน ไหนจะเมื่อยปากกับความพยายามจะออกสำเนียงให้เหมือนเจ้าของภาษา...ไหนจะขำกันเอง วันนี้ Mr.Gary สอนการออกเสียงตัว L ที่จะต้องเปล่งเสียงออกด้านกระพุ้งแก้ม ส่วนตัว R จะต้องเปล่งเสียงออกจากปลายลิ้นให้กระทบด้านในของฟันบน ......วันนี้นักเรียนโข่งทั้งหลายเมื่อยกรามไปตาม ๆ กัน เพราะพยายามฝึกการเปล่งเสียงตามที่ครูอาสาสมัครสอนให้ นี่ยังดีน่ะที่พวกเราแต่ละคนมีกรามที่แข็งแรงมาก ๆ เพราะเรา............   "ปั้นข้าวเหนียวกินตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ "   ส่วน Dr.Janet ได้สอนการแต่งประโยค และการสื่อสารสนทนา

บรรดานักเรียนโข่งทั้งหลาย

           วันที่สาม....... นักเรียนโข่งทั้งหลายพากันมานั่งรอก่อนอาจารย์มาเสียอีก แถมพากันกุลีกุจอทำการบ้านที่อาจารย์ให้ไว้มาทุกคน............บรรยากาศวันนี้ ทุกคนเริ่มจะแย่งกันพูดคุย ไม่ขี้อายเหมือนวันแรก ๆ ........ส่วนตัวผู้เขียน มีความกังวลในเรื่องหลักไวยากรณ์ แต่อาจารย์ทั้งสองท่านพูดว่า.........."คุณไม่ต้องกังวลในเรื่องหลักไวยากรณ์หรอก จริง ๆ แล้วหลักการสื่อสาร ขอแค่ให้เขาเข้าใจว่าเรากำลังพูดอะไรกับเขาก็พอ"....อาจารย์พูดอย่างนีั้ ทำให้ผู้เขียนคลายกังวลไปได้เยอะเลยค่ะ

           Mr.Gary ทบทวนการเปล่งเสียง R and L ส่วน Dr.Janet สอนหลักการเขียน E-mail งานนี้ Dr.Janet ทำเอานักเรียนโข่งอึ้งกันไปทั้งห้อง เพราะท่านรู้จักศัพท์แสลง ศัพท์ที่วัยรุ่นใช้ Chat กันในโลก Internet สร้างความประทับใจให้กับนักเรียนโข่งเป็นอย่างมาก แถมทำให้เราเกิดความมานะพยายามที่จะเรียนรู้ ขนาดคุณครูทั้งสองท่านอายุเกือบ 80 ปี ท่านยังไม่หยุดที่จะเรียนรู้โลกของ Internet เลย

          วันนี้ได้เรียนรู้ศัพท์ใหม่ ๆ ใน E-mail คือ

                        I C U          = I SEE YOU

                        Pls             =  Please

                        Bez            =  Because

                       cc: ที่ปรากฏบนหัวอีเมล์   =  Can car bon copy

                       bec:           = Blind car bon copy

             Dr.Janet ยังได้สอนมารยาทในการเขียน E-mail ขั้นตอนการเรียงลำดับเหตุการณ์ การขึ้นหัวเรื่อง อีกทั้งข้อดีของศัพท์วัยรุ่น กระชับ สั้น แต่ทำให้ภาษาอังกฤษวิบัติ

     ผู้เขียนกับ Mr.Gary

 

เคล็ด (ไม่) ลับ ในการพูดภาษาอังกฤษให้เก่ง

             จากประสบการณ์ของผู้เขียนทำให้พบเคล็ด (ไม่) ลับ ในการพูดภาษาอังกฤษให้เก่งนั่นก็คือ

            1. ผู้เขียนมีปัญหาเรื่องหลักไวยากรณ์ หากมัวแต่ผะวงเรื่องการแต่งประโยคให้ถูกหลักไวยากรณ์ จะทำให้ผู้เขียนนึกคำที่ต้องการสื่อสารไม่ได้ ผู้เขียนจึงใช้วิธีการว่า นึกศัพท์ไหนได้พูดไปเลย...  โดยไม่สนใจว่า อะไรเป็น กริยา ประธาน กรรม......... เพราะถือว่า ประเดี๋ยวคนฟัง (ชาวต่างประเทศ) เขาจะจัดการให้ใครเป็น ..... ประธาน   กรรม   กริยา........ เอาเอง"

           2. หากไม่รู้ศัพท์เฉพาะของสิ่งของนั้น ๆ ผู้เขียนจะใช้วิธีพยายามหาคำอื่น ที่อ้อม ๆ มาอธิบายให้เขาเข้าใจ ยกตัวอย่างเช่น ฝรั่งเคยถามผู้เขียนเรื่อง เมรุเผาศพ ว่ามันคืออะไร ผู้เขียนตอบเขาไปว่า........ "บาร์บิคิว People Die"........        เมื่อเขายังไม่เข้าใจเราค่อยขยายความออกไปเรื่อย ๆ ประเดี๋ยวเขาจะเข้าใจเอง (ท่านสามารถหาอ่านได้เพิ่มเติมในบทความเดิมของผู้เขียน ตอน เมื่อคนไทย....กินศพ ที่ http://www.gotoknow.org/blog/niparat/334761 )

           3.เวลาทำงานบ้านผู้เขียนชอบเปิดทีวีช่องที่ใช้ภาษาอังกฤษ โดยใช้วิธีเปิดเสียงดัง ๆ ทั้งทำงานบ้าน ทั้งฟังเสียงไปด้วย รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง ก็ไม่เป็นไร ขอแค่จับสำเนียงให้ได้ว่า ประเทศนี้ออกเสียงอย่างนี้ อีกประเทศหนึ่งจะออกเสียงอีกแบบหนึ่ง จับแค่ประเด็นว่าเขากำลังพูดเรื่องอะไรกัน เอาแค่นั้นก่อน จะได้ไม่กดดันตนเองเกินไป เพราะผู้เขียนมีความคิดว่า.........ได้ยินกรอกหูทุก ๆ วัน ....ไม่ช้าก็เร็ว มันต้องมีสักวันหนึ่ง...ที่เราจะเก่งภาษาอังกฤษขึ้นบ้าง

           ขอยืนยันด้วยความสัตย์จริงว่า...........ผู้เขียนสามารถพูดคุยกับฝรั่งได้อย่างสบาย ๆ......... แต่มีข้อแม้ว่าฝรั่งคนนั้นจะต้องเป็นคน........ "แต่งประโยคให้ถูกหลักไวยากรณ์เองน่ะ  เพราะผู้เขียนจะไม่รับผิดชอบเรื่อง  ไวยากรณ์ อะไรทั้งสิ้น....."

           ขอบคุณท่านผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต ๓ ที่มีวิสัยทัศน์อันกว้างไกล และพยายามผลักดัน พัฒนาต่อยอดให้บุคลากรใน สพป.อด.๓ ก้าวทันโลก  โดยเฉพาะศึกษานิเทศก์ วิรัตน์  จิตรโก ผู้รับผิดชอบดูแลงานภาษาอังกฤษ ที่คิดริเริ่มและผลักดันให้เกิดโครงการนี้

          ต่อไปในอนาคต.....บุคลากร สพป.อด.๓ คงจะพร้อมก้าวเข้าสู่อาเซียน ได้อย่างเต็มภาคภูมิ ในส่วนตอนต่อไปจะพูดถึง ความเกี่ยวโยงของกลุ่มอาเซียนกับจีนและอินเดีย, เลี้ยงลูกมุ่งอาเซียน,  3 เสาหลักอาเซียน, อาเซียน +3, และอาเซียน +6  แยกเป็นตอน ๆ ไป  ติดตามตอนที่ 2 ได้ที่ http://www.gotoknow.org/blog/niparat/469021 น่ะค่ะ