อาทิตย์ ๒๕ กันยายน ๕๕๔ ณ สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา มีงานให้ผมได้อำลาชีวิตการทำงาน ๒๘ ปีที่มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมกับเป็นการอำลาชีวิตที่ได้เรียนรู้และทำงานอยู่ในกรุงเทพมหานครและสังคมเมืองใหญ่เกือบ ๓๕ ปี เพื่อไปอยู่บ้านกับครอบครัวที่สันป่าตอง เชียงใหม่  

การสร้างบริบทร่วมของชุมชนวิชาการ
และการจัดวางตนเองให้ลงตัว
ผ่านการสนทนาต่างสาขา

ครูอาจารย์และกลุ่มเพื่อนร่วมงานของผม รวมทั้งเครือข่ายคนทำงานในแวดวงต่างๆ ได้มีความเมตตาจัดให้ ซึ่งพอได้เห็นจนครบกระบวนการแล้ว ก็พอจะปะติดปะต่อได้และคงต้องขอถือโอกาสกราบขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้ คือ ท่าน ดร.อุทัย ดุลยเกษม อธิการบดี มหาวิทยาลัยศิลปากร รองศาสตราจารย์ ดร.เนาวรัตน์ พลายน้อย หัวหน้าภาควิชาศึกษาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภวัลย์ พลายน้อย สาขาประชากรศึกษา คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล รองศาสตราจารย์ ดร.อนุชาติ พวงสำลี รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ สถาบันพัฒนาการเรียนรู้และประชาสังคม Civicnet ศาสตราจารย์ ดร.วีระพงศ์ ปรัชญาสิทธิกุล คณบดีคณะเทคนิคการแพทย์ และอดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล

ผุดประเด็นวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ เป็นชุมชน :
การสร้างพื้นที่และสภาพแวดล้อมสร้างปฏิสัมพันธ์บนความแตกต่างหลากหลาย

ท่านอาจารย์ ดร.อุทัย ดุลยเกษม รองศาสตราจารย์ ดร.เนาวรัตน์ พลายน้อย ดร.โสฬส สิริไสย จากสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมแห่งเอเชีย มหาวิทยาลันมหิดลพร้อมกับอาจารย์หมอช้าง แพทย์หญิงสุพัตรา ศรีวนิชชากร ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน และมือประสานงานกิจกรรมทางวิชาการของท่าน ได้ช่วยกันจัดวางองค์ประกอบต่างๆของเวที ให้เป็นการมาพบปะกันของเครือข่ายนักวิชาการแนวประชาคมและคนทำงานเชิงสังคม

เสวนาเป็นกลุ่มต่างสาขา : Multi-Disciplines Dialogue
การบ่มสร้างเครือข่ายวิจัยผ่านการสนทนาข้ามศาสตร์และข้ามสาขาอาชีพ

อาจารย์ ดร.โสฬส สิริไสย นำการเสวนา และเชิญท่านอาจารย์ ดร.อุทัย ดุลยเกษม เปิดประเด็น จากนั้น เวทีนำการเสวนา ก็นำเอาเรื่องราวของคนทำงานเชิงสังคมเป็นแกนสำหรับเดินประเด็น แล้วเชื่อมโยงสู่การวิเคราะห์และติดตามสถานการณ์แนวโน้มที่สำคัญทางด้านต่างๆ พร้อมกับร่วมกันแลกเปลี่ยนทรรศนะและแบ่งปันบทเรียนเกี่ยวกับโอกาสการทำงานเชิงสังคมในอนาคตของเครือข่ายคนทำงานแนวนี้ของประเทศ รวมทั้งแบ่งปันแนวคิดเกี่ยวกับเครื่องมือและนวัตกรรมต่างๆเพื่อการวิจัยและทำงานเชิงสังคม อภิปรายเปิดประเด็นและจากนั้นก็ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนกันทั้งเวทีในบรรยากาศสบายๆ

ทุกท่าน รวมไปจนถึงผู้ร่วมรับฟังอีกหลายท่านในเวทีที่ได้ร่วมเสวนากัน ล้วนมีแง่มุมที่สามารถเชื่อมโยงมาสู่ชีวิตและการงานของผมด้วย เหมือนกับเป็นทั้งการชื่นชมเสริมกำลังใจ และการเป็นกระจกสะท้อนให้แก่ผมในหลากหลายเรื่อง

กรอบอ้างอิงบนความเป็นจริงของคนบนเวที
สร้างความรู้เชื่อมโยงประเด็นสังคมผ่านชีวิตคนทำงาน

ท่านอาจารย์ ดร.เนาวรัตน์ พลายน้อย ท่านอาจารย์ ดร.อนุชาติ พวงสำลี อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ และอาจารย์ชูชัย จงฤดีสุขสกุล จากสมัชชานครปฐมและโรงเรียนเรียนรู้เมธา สถาบันการศึกษาทางเลือก นอกจากจะสะท้อนข้อสังเกตจากมุมมองของกัลยาณมิตรรอบข้างในชีวิตการงานแล้ว ก็ช่วยทบทวนชีวิตเหมือนกับเป็นเครือข่ายบันทึกความทรงจำในชีวิตให้ผมย้อนหลังกลับไปกว่า ๑๐- ๒๐ ปี ซึ่งนอกจากเหมือนได้เดินตามหลังย้อนกลับไปเรียนรู้ชุดประสบการณ์ชีวิตของตนเองผ่านสายตาของผู้ที่มุมมองกว้างขวางแล้ว ผมก็ให้รู้สึกชอบศิลปะของการทำให้เรื่องบุคคลกลายเป็นเรื่องหลากประเด็นสำหรับได้แสดงทรรศนะทางวิชาการและการทำงานเชิงความคิดของกลุ่มผู้นำความคิดเห็นของสังคมหลายสาขา

เวทีสานพลังเครือข่ายวิชาการเพื่อสุขภาวะสังคมสูงอายุ : อาจารย์นายแพทย์จำรูญ มีขนอน ที่ปรึกษาอาวุโสของสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน ให้เกียรติมาร่วมงาน อาจารย์เป็นแหล่งวิทยาการและเป็นผู้ร่วมประสานงาน เครือข่ายผู้สูงอายุ ในระดับประเทศของมูลนิธิสมเด็จพระพี่นางเธอ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ให้กับเครือข่ายเชิงพื้นที่หลายแห่งของประเทศ เครื่องมือการทำงานเชิงเครือข่ายและการวิจัยแบบ PAR เป็นเครื่องมือทำงานที่อาจารย์ให้ความสำคัญมาก 

งานศิลปะและหัตถกรรมจากความสร้างสรรค์
เครื่องมือและวิธีสร้างกระบวนการสังคมวัฒนธรรม กล่อมเกลาชีวิตด้านใน

ด้านหลังห้องจัดแสดงรูปเขียนของผมกับหลาน น้องน้ำ : เด็กหญิงเข็มทิศ คำศรีจันทร์ เป็นงานที่นำเอาผลงานวิจัยและเรื่องราวมิติต่างๆของชุมชนมาสื่อสะท้อนและถ่ายทอดด้วยงานศิลปะ

หนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์
วิธีสร้างความรู้และเผยแพร่ไปบนเวทีเคลื่อนไหวชีวิตสังคม

ขอกราบขอบพระคุณสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน อาจารย์แพทย์หญิงสุพัตรา ศรีวนิชชากร ผู้อำนวยการ ทีมคณาจารย์ ประกอบด้วยรองศาสตราจารย์ ดร.จิราพร ชมพิกุล  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สมศักดิ์ วงศาวาส ดร.บังอร เทพเทียน และทีมวิชาการของท่าน ณัฐพัชร์ ทองคำ เริงวิชญ์ นิลโคตร  กานต์ จันทวงษ์  ศราวุธ ปรีชาเดช ที่ได้ช่วยจัดทำหนังสือ พลังความรู้จากการวิจัยแบบ PAR

หนังสือ พลังความรู้จากการวิจัยแบบ PAR จัดทำขึ้นโดยดึงมาจากเนื้อหาบันทึกใน gotoknow.org ซึ่งนับว่าเป็นงานที่หนักหนาสาหัสมาก จึงต้องขอถือโอกาสนี้ขอบคุณทาง gotoknow.org ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัย ปิยะวัฒน์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จันทวรรณ ปิยะวัฒน์ คุณมะปรางเปรี้ยว และทุกท่านของ gotoknow.org หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือเชิงความคิดและถ่ายทอดบทเรียนภาคสนาม ของการทำวิจัยและทำงานเชิงสังคมด้วยกระบวนการวิจัยแบบ PAR และนวัตกรรมการวิจัยแบบผสมผสาน ที่ให้บุคลิกของเครือข่ายนักวิชาการและคนทำงานแนวประชาคม ในอีกบุคลิกหนึ่ง 

หนังสือทำมือ สื่อและเครื่องมือสานใจด้วยใจ : สมุดบันทึกวาดภาพและทำกราฟิคทั้งเล่มโดยผมและภรรยา พร้อมกับผนึกและจัดเล่มด้วยมือทุกเล่ม เพื่อน้อมคารวะแด่ครูอาจารย์ หมู่มิตร เครือข่ายชุมชน และผู้เคารพนับถือทุกคน 

ศิลปะจัดวางดอกไม้ ถักทอเครือข่ายชีวิตและการงาน
ด้วยเครื่องมือและวิธีสานสุนทรียภาพแห่งชีวิต

การจัดดอกบัว จากน้องรัก คุณอัชฌ์และเพื่อนๆ จากร้านอู่ข้าวอู่ปลา และเป็นเครือข่ายสร้างความรู้ท้องถิ่น ของเครือข่ายขับเคลื่อนกลุ่มประชาคมในพุทธมณฑล มาแอบจัดทิ้งไว้ตอนกลางคืนก่อนเดินทางไปทำภาคกิจต่างๆกับเครือข่ายของตนเองที่ชัยภูมิและภาคใต้ ไม่เพียงที่จะต้องขอขอบคุณอย่างยิ่งเท่านั้น แต่ต้องขอคารวะจิตใจที่นฤมิตรศิลป์อย่างนี้เลยทีเดียว จะขอฝากรูปเขียนอีก ๒ รูปเพื่อเป็นเครื่องขอบคุณและได้แขวนไว้เพื่อหมู่มิตรที่มานั่งกินข้าวที่ร้านอู่ข้าวอู่ปลาเหมือนเป็นครัวอาหารกายใจของกลุ่มคนรสนิยมชีวิตเดียวกัน ได้ชมเพื่อรำลึกถึงกันนะครับ

อาหารและวิธีกินข้าวที่สร้างคนและเครือข่ายชุมชน
พร้อมกับเรียนรู้วิธีจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

นอกจากจัดเป็นการต้อนรับและดูแลผู้มาร่วมงานทุกคนแล้ว การจัดอาหารและองค์ประกอบต่างๆของเวที ก็จัดเตรียมโดยสะท้อนวิธีทำงานที่ผมกับเครือข่ายวิจัยชุมชน ของมหิดลกับเครือข่ายชุมชน ใช้เป็นวิธีทำงานมาด้วยกันกว่า ๒๐ ปีอีกด้วย โดยระดมวัตถุดิบและแรงกายแรงจัดช่วยกันทำ อาหารการกินก็จัดหา และหิ้วมาจัดด้วยกันเหมือนวัฒนธรรมศาลาวัด 

ดนตรีและการสนทนา เครื่องมือและวิธีการทางศิลปวัฒนธรรม
เพื่อเข้าถึงเครือข่ายที่มีความสะท้อนชีวิตด้านใน

หลังการเสวนาวงคีตาญชลีเดินทางมาจากเพชรบุรีครบทั้งครอบครัวและเพื่อนฝูง ชวนเวทีพูดคุยและเล่นเพลงเสริมกำลังใจและเสริมกำลังแห่งความสร้างสรรค์ ทำให้บรรยากาศและองค์ประกอบทั้งหมดของเวที มีความผสมผสานกลมกลืน ทั้งเป็นเวทีบ่มเพาะเครือข่ายวิจัย เครือข่ายวิชาการ เครือข่ายชุมชน เครือข่ายศิลปะและสื่อการเรียนรู้เชิงสังคม และเครือข่ายภาคประชาสังคม ที่สะท้อนเชื่อมโยงความสนใจซึ่งกันและกันอยู่ในงานเชิงสังคมหลากหลายสาขา เวทีเสวนาวิชาการ แลกเปลี่ยนความคิด และเผยแพร่สื่อสิ่งตีพิมพ์ทางวิชาการแนวชุมชน งานมหรสพและสร้างความรื่นรมย์ออกจากข้างในด้วยบรรยากาศแห่งหมู่มิตรเครือข่ายศิลปิน จิตรกร และคนทำงานศิลปะเชิงเคลื่อนไหวกระบวนการเรียนรู้ทางสังคม รวมทั้งเป็นโอกาสได้พบปะกันของผู้ซึ่งคุ้นเคยกันดังญาติทางชีวิตและการทำงาน 

คารวะคีตาญชลีด้วยลายเส้นจารึกจากใจ : ผมและเพื่อนๆชาวมหิดล ขอคารวะครอบครัววงคีตาญชลี ผู้เป็นทั้งครูสอนหนังสือเด็กๆและครูทางจิตวิญญาของผู้คนในสังคม ด้วยการมอบรูปวาดลายเส้น ซึ่งผมวาดบันทึกการแสดงบนเวทีที่วัดคลองใหม่ อำเภอสามพราน นครปฐม ไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ หลังจากวาดแล้วก็โพสต์และเขียนบันทึกออนไลน์ไว้ ปีนี้เลยขอมอบให้เป็นการคารวะชีวิตงามของวงดนตรีครอบครัววงนี้

เครือข่ายการงานและชีวิต
ที่มีความสะท้อนเชื่อมโยงซึ่งกันและกันด้วยใจ

เวทีนี้เหมือนกับว่าเป็นเวทีอำลา แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลับจะเป็นเวทีที่ได้มาพบปะและได้เห็นความเชื่อมโยงกันหลายมิติในขอบข่ายที่เชื่อว่าจะก้าวเลยออกไปจากความเป็นมหาวิทยาลัยและองค์กรหนึ่งองค์กรใด เป็นการมาแตะมือกันเหมือนอย่างที่อยู่ในวิถีปฏิบัติอย่างนี้เป็นระยะๆ ของคนทำงานในแนวอย่างนี้อยู่แล้ว ซึ่งสำหรับจังหวะก้าวต่อไปของชีวิตผมนั้น ก็ให้รู้สึกว่าไม่ใช่การลาจากกัน ทว่า เป็นการมาร่วมสร้างจุดเชื่อมโยงเพื่อเป็นเครือข่ายนำการเปลี่ยนแปลงต่างๆของสังคมและภาคสาธารณะที่กว้างขวางกว่าเดิม

พาแม่และญาติพี่น้องมาคารวะและลากันกับหมู่ผู้ก็เป็นเสมือนดังญาติของกันและกัน : ครอบครัวพี่น้อง ๗ คน ขาดแต่พ่อซึ่งถึงแก่กรรมแล้ว และน้องสาว ๑ คน คือ อาจารย์วิกานดา (คำศรีจันทร์) บุญเอก กับครอบครัว พต.ท.สุรชัย บุญเอก กับน้องบอม ซึ่งต้องอยู่เฝ้าบ้านระวังน้ำท่วมที่หนองบัว นครสวรรค์ จากซ้าย : พี่สุทัศน์ คำศรีจันทร์ ประกอบกิจการส่วนตัว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์ กมล คำศรีจันทร์ พนักงานบริษัท JVC และ น้องพลอย ส.ต.อ.สงบ คำศรีจันทร์ พี่อภิรดี ศรีสุโร คำศรีจันทร์ น้องน้ำ เด็กหญิงเข็มทิศ คำศรีจันทร์ น้องจันทร์วรรณ คำศรีจันทร์ ทนายความและนักกฏหมาย บริษัทธุรกิจเอกชน กับครอบครัว พี่อภิรดี (ศรีสุโร) คำศรีจันทร์ และน้องน้ำ เด็กหญิงเข็มทิศ คำศรีจันทร์ น้าพร สมพร เกษาแสง น้องคนสุดท้องของแม่ แม่บุญมา คำศรีจันทร์ น้องสาว ประคอง (คำศรีจันทร์) คุ้มชนะ พนักงานบริษัทเอกชน และริมขวา พีระ คำศรีจันทร์ นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ

การวิจัยในฐานะเครื่องมือสร้างความรู้และนวัตกรรมการทำงานเชิงสังคม :
บางแง่มุมจากการสะท้อนคิดและถอดบทเรียนจากเวที

งานนี้ ผสมผสานกันไป ทั้งเป็นโอกาสพบปะกันของเครือข่ายวิชาการและหมู่มิตรคนทำงานในแนวชุมชน การเสวนาวิชาการการวิจัยและทำงานเชิงสังคม และการใคร่ครวญประเด็นสังคม ได้สัมผัสกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ มีพลัง ให้ความบันดาลใจ และให้ปัญญามากอย่างยิ่ง ขอนำมาบันทึกแบ่งปันไว้บางส่วน....

  • แนวโน้มและสภาวการณ์สังคม : สังคมไทยมีวิกฤติการณ์เกิดขึ้นหลายด้าน วิกฤตการณ์บางด้านเป็นผลจากความเชื่อมโยงและมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้นของทุนโลกาภิวัตน์กับสังคมท้องถิ่น รวมทั้งเกิดจากการเปิดตนเองและมีผลกระทบต่อกันทางด้านสังคมและเศรษฐกิจมากขึ้นของประเทศไทยและกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค เกิดความแปลกหน้าและการไม่รู้ ก้าวรุกและคุกคามเข้าสู่สังคมไทย อย่างน่าเป็นห่วง
  • ผู้นำการเปลี่ยนแปลงของสังคม : ในท่ามกลางวิกฤติและสภาพความจำเป็นต่างๆ นั้น กลุ่มทุนและกลุ่มทางสังคมที่ควรจะเป็นความหวังและเป็นกำลังที่นำไปสู่ทางออกที่ดี ก็กลับยิ่งเอาตัวรอดและเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายที่ซ้ำเติมความอ่อนแอของสังคมไทย กลุ่มสังคมและผู้คนที่เป็นโอกาสและทางเลือกให้กับสังคม กลับมักเป็นกลุ่มคนตัวเล็กๆของภาคประชาชนและชุมชนในระดับฐานราก
  • การวิจัยและการทำงานเชิงสังคม : การวิจัยในแนวประชาคมและการวิจัยเพื่อใช้ความรู้นำความสร้างสรรค์และสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของคนทำงานเชิงสังคม ต้องมีความเป็นเครื่องมือและนวัตกรรมที่มากกว่าเป็นการสร้างเพียงความรู้, เป็นกระบวนการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างศาสตร์สาขาโดยมีปัญหาและการสร้างความเป็นจริงใหม่ๆของสังคมเป็นตัวตั้ง, สร้างความรู้ที่สามารถเข้าถึงความจริงในหลาบบริบท, ผู้คน ชุมชน และนักวิจัย จัดว่าเป็นเครื่องมือและนวัตกรรมของการวิจัยด้วย ต้องสร้างสติปัญญาและความรู้ใหม่เพื่อชี้นำและยกระดับสังคมอยู่เสมอ, มีชุดอุดมคติและความเชื่อเป็นพลังขับเคลื่อนให้กลมกลืนกับชีวิตและการงาน, พัฒนาเทคนิคและวิธีใหม่ๆอยู่เสมอ เช่น การใช้ศิลปะ สื่อ ดนตรี วรรณกรรม เป็นเครื่องมือการทำงานที่ลึกซึ้ง ข้ามกรอบความแตกต่าง  
  • การขับเคลื่อนพลังความรู้และการวิจัย : ทำงานเชิงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง มีความพิถีพิถัน ลึกซึ้ง เป็นข้าวเต็มรวง มีความเข้มแข็งทางความรู้แต่อ่อนน้อมต่อผู้คนและให้ความเคารพต่อภูมิปัญญาของผู้คน สร้างเครือข่าย สร้างคน สร้างศักยภาพให้กับชุมชน เสริมกำลังภูมิปัญญาในการพึ่งตนเองที่ต่อเนื่องยั่งยืน

ตัวคนและการดำเนินชีวิต
ในฐานะเป็นเครื่องมือวิจัยและทำงานเชิงสังคม

ชีวิตเป็นการเดินทางเพื่อสร้างความหมายบนหนทางไกลไปตามความมีอิสรภาพในชีวิตของตัวเราเองทุกคน การเดินออกไปจากหาวิทยาลัยมหิดลในครั้งนี้ของผม ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งคิดและตัดสินใจ แต่ผม ภรรยา และแม่ รวมทั้งน้องๆที่เป็นทีมทำงานด้วยกันในงานต่างๆที่มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ค่อยปฏิบัติและเรียนรู้ ค่อยเตรียมการมาอย่างเป็นลำดับมากกว่า ๑๐ ปี

นอกจากนี้ ก็เป็นจุดหมายชีวิตที่ผมได้วางไว้ตั้งแต่เดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯและเรียนหนังสือว่า เมื่อถึงช่วงที่มีความนิ่งในชีวิตและได้ทำหน้าที่ต่อสังคมพอสมควรแล้ว ผมกับครอบครัวจะไปหาแหล่งใช้ประสบการณ์ชีวิตเพื่อทำงานที่พอทำได้ ให้เป็นการเสริมกำลังกันในแหล่งอันเป็นที่มาของเราคือชนบทและในสภาพแวดล้อมที่เชื่อมได้กับวิถีชีวิตของชาวบ้าน ผมและทีมได้เตรียมพื้นฐานหลายอย่างด้วยกันอย่างที่คิดด้วยกันอยู่เสมอได้พอสมควร

ดังนั้น จึงไม่ใช่การอำลาแบบจากลากัน ทว่า เป็นการก้าวออกไปเป็นเครือข่ายการทำงานให้เชื่อมโยงกันในบทบาทที่หลากหลายและร่วมมือกันได้มากกว่าเดิม เดินไปข้างหน้าด้วยกัน และร่วมกันทำสิ่งต่างๆไปตามเหตุปัจจัยตนเองที่กว้างขวางมากยิ่งๆขึ้น เวทีนี้จึงเป็นการรวบรวมพลังใจจากครูอาจารย์และหมู่มิตร เพื่อเป็นทุนชีวิตและการทำงาน จึงขอขอบคุณและช่างเป็นบุญของผมจริงๆที่ได้เจอกัน.