วันที่ 18 ส.ค. 49 ผมไปสุนทรียสนทนากับสภาวิชาการมหาวิทยาลัยมหิดลที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี สภาวิชาการมหาวิทยาลัยมหิดลตอนนี้มี ศ.พญ.อำไพวรรณ จวนสัมฤทธิ์ เป็นประธานสภา
เขากำหนดให้ผมไปพูดเรื่อง "วิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยมหิดลในฐานะนายกสภามหาวิทยาลัย" แต่ผมขอพูดเรื่อง "สภาวิชาการกับการสร้างคุณค่าต่อมหาวิทยาลัยมหิดลและต่อสังคมไทย" และขอพูดในฐานะส่วนตัว ไม่ใช่พูดแทนสภามหาวิทยาลัย
ถึงคนฟังจะผิดหวัง เขาก็ต้องชมว่าพูดดี จริงไหมครับ เพราะภาพของนายกสภามหาวิทยาลัยมันดูยิ่งใหญ่เหลือเกิน เขาจึงเกรงใจกันมาก หัวโขนนี้ช่างดูศักดิ์สิทธิ์จัง แปลกแท้ๆ
ทางสภาวิชาการเขาจะถอดเทปออกเผยแพร่ ผมจึงจะไม่เล่าสาระที่ผมพูด และคำสุนทรียสนทนา
แต่จะเล่าความคิดคำนึงของผมหลังการประชุม
1. ผมสงสัยว่ามหาวิทยาลัยมหิดลตีความคำว่า "วิชาการ" แคบไปหรือเปล่า เขาตั้งสภาวิชาการโดยกำหนดให้สมาชิก คือศาสตราจารย์ทุกคนในมหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยไทยเข้าสู่ตำแหน่งแบบเน้นที่การวิจัย คุ้นเคยกับการ
สร้างตัวจากการผลิตผลงานวิจัย ไม่ถนัด "วิชาการ" ที่พัฒนาขึ้นจากกิจกรรมอื่น อันได้แก่ การสอนและบริการ ดังนั้นหากจะให้สภาวิชาการช่วยคิดเรื่องการพัฒนา "วิชาการ" นอกแนววิจัย สภาวิชาการมีขีดความสามารถสักแค่ไหน
2. สภาวิชาการทำงานในลักษณะสมัครใจ (voluntary) แต่มีการกำหนดว่า องค์ประชุมต้องมีคนมาประชุมไม่ต่ำกว่า 30 คน (มหาวิทยาลัยมีศาสตราจารย์ 150 คน มากที่สุดในประเทศไทย)
ผมมีประสบการณ์การทำงานแบบอาสาสมัครมาก การทำงานอย่างมีพลัง & คุณค่าไม่ได้อยู่ที่มีคนมาประชุมครบองค์หรือไม่ครบองค์ แต่อยู่ที่ว่างานที่ร่วมกันทำนั้นมีคุณค่าแค่ไหน มีวิธีจัดการให้อำนวยความสะดวกและความสนุก ความภาคภูมิใจในการทำงานแค่ไหน
3. สภาวิชาการน่าจะเน้นการทำงานแบบคณะทำงานเฉพาะด้าน เฉพาะเรื่องมากกว่าการทำงานแบบสภา ที่เอาแต่ประชุมถกเถียง จดรายงานการประชุมแล้วเผยแพร่ แต่ควรมุ่งทำงานที่นำไปสู่ action คือต้องไม่เป็นสภา NATO (No Action, Talk Only)
วิจารณ์ พานิช
19 ส.ค. 49