ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดลhttp://www.ped.si.mahidol.ac.th/index.php จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการที่เป็นการพัฒนาปัจจัยองค์กร (OD : Organizational Development) และการพัฒนาปัจจัยทรัพยากรมนุษย์ (HRD : Human Resources Development) ไปด้วยอยู่อย่างต่อเนื่องทุกปี ปีนี้เช่นกัน ก็มีโครงการจัดขึ้นอีก โดยผสมผสานกิจกรรม ๒-๓ ส่วนเข้าด้วยกัน ส่วนหนึ่งคณะทำงานของภาควิชาทำกันเอง อีกส่วนหนึ่งเป็นกิจกรรมพลวัตรกลุ่มหรือ Group Dynamic ซึ่งเชิญทีมภายนอกอีกทีมหนึ่งมาทำให้ในช่วงกลางคืนของวันแรก
อีกส่วนหนึ่ง เป็นส่วนใหญ่กว่าร้อยละ ๗๐ ของกิจกรรมทั้งหมดใน ๒ วัน ที่ผมและคณะ ได้เป็นทีมที่เข้าไปช่วยกันทำ เป็นกิจกรรมที่ทางภาควิชาอยากมีโอกาสนั่งคุยและสร้างการมีความเป็นกลุ่มก้อน ที่ผูกพันกันด้วยจิตใจ พร้อมทั้งมีความเชื่อมโยงกับภารกิจการทำงานของภาควิชาโดยเฉพาะการเรียนการสอนและการบริการผู้ป่วย ซึ่งเป็นการพัฒนากระบวนการคิดที่ลึกซึ้งต่อคุณค่าและความหมายเชิงปรัชญญาที่เชื่อมโยงกับวิธีปฏิบัติเพื่อบรรลุจุดหมายเชิงอุดมคติร่วมกัน หรือ Lean Thinking โดยจะใช้วิธี Dialogue
กิจกรรมหลังนี้ ทางหัวหน้าภาควิชาได้รับการแนะนำจากสำนักพัฒนาคุณภาพของมหาวิทยาลัยให้ติดต่อผมไปทำให้ในวันเสาร์-อาทิตย์ ๑๗-๑๘ กันยายน ๒๕๕๔ ที่อิมพีเรียลหัวหินบีชรีสอร์ต ประจวบคีรีขันธ์ ผมคะเนว่าคงจะเนื่องด้วยนอกจากเห็นเป็นกระบวนการมีส่วนร่วมเหมือนการทำงานชุมชนในแนวประชาคมที่ผมมักได้เป็นผู้ทำแล้ว ก็คงเพราะเห็นว่าผมเป็นทีมเยี่ยมสำรวจหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยตามมิติต่างๆของ PA : Performance Agreements ของมหาวิทยาลัยด้วย จึงอาจจะช่วยสร้างการเรียนรู้อย่างเชื่อมโยงในด้านที่ผมมองออกให้ได้ ผมและคณะได้ช่วยจัดกระบวนการให้ โดยทำให้ลึกมากกว่ากระบวนการเยี่ยมสำรวจซึ่งก็ทำให้กับหน่วยงานต่างๆกันอยู่แล้ว อีกทั้งถือเป็นความโชคดีของผมด้วยที่จะได้ทำงานนี้ เพราะปี ๒๕๕๔ นี้ ผมได้ลงชื่อขอไปเยี่ยมสำรวจคณะแพทยศาสตร์ศิริราช แต่เมื่อถึงวันไปก็กลับไม่สามารถไปร่วมได้
จุดหมาย (Optimum Goals Imagination)
ดูจากสิ่งที่ต้องการกับข้อจำกัดของเวลาและลักษณะของกลุ่มแล้ว ผมก็เรียนให้หัวหน้าภาควิชาและคณะผู้จัดได้ทราบว่าคงจะทำได้เพียงให้ได้รู้แนวคิดพื้นฐาน รวมทั้งได้เกิดกระบวนการพูดคุยกันในบรรยากาศที่สบายๆกันเอง ไม่หนักจนเกินไปจนทำให้ต้องอยู่แต่ในห้องประชุมจนไม่มีเวลาหยุดหายใจและหาความรื่นรมย์ในชีวิตที่นานทีปีหนจึงจะมีสักครั้งหนึ่ง เลยใช้หัวข้อว่า การเรียนการสอนและการบริการผู้ป่วยที่สะท้อนความผูกพันและการมีจิตสำนึกต่อองค์กร แทนหัวข้อเดิมว่า การสุนทรียสนทนา (Dialogue) เพื่อพัฒนา Lean Thinking
กลุ่มผู้เข้าร่วมเวที (Learners Analysis)
งานนี้ทำให้ผมมีโอกาสศึกษาข้อมูลในความเป็นภาควิชากุมารเวชศาสตร์ของโรงเรียนแพทย์ชั้นหนึ่งของประเทศ ทั้งจากเอกสารที่มีและจากการสนทนากับท่านหัวหน้าภาควิชาและคณะทำงานของท่านทางโทรศัพท์ ได้เห็นความมีประวัติศาสตร์พัฒนาการที่สง่างามของภาควิชา เป็นสถาบันเก่าแก่ก่อตั้งเมื่อ ๒๔๘๙ มีวัฒนธรรมองค์กรและความเคารพอาวุโสที่เข้มแข็ง มีความเป็นผู้นำทางวิชาการของประเทศและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ เน้นการสร้างความเชี่ยวชาญเพื่อสร้างแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของประเทศ โดยกระบวนการเรียนรู้แก้ปัญหาผ่านงานบริการผู้ป่วย ซึ่งมีระบบดูแลการปฏิบัติเรียนรู้อย่างเข้มแข็งเป็นทีมของครูพี่เลี้ยง บุคลากรกลุ่มหลักเป็นครูแพทย์และพยาบาล ซึ่งปัจจุบัน ประกอบไปด้วยครูแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆเกี่ยวกับกุมารแพทย์ ๑๗ สาขา และกว่าร้อยละ ๗๐ เป็นคนรุ่นใหม่ที่จบการศึกษาด้วยผลการเรียนดีเยี่ยมทั้งจากในและต่างประเทศ
ข้อมูลเบื้องต้นดังกล่าวนี้ เป็นสิ่งที่บอกให้ทราบได้ว่า กระบวนการเวทีที่จัดขึ้น จะต้องมีลักษณะเป็นการสนทนาและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันแบบ Cross-Boundaries Sharing and Learning เป็นการเรียนรู้เพื่อก้าวข้ามพรมแดนความแตกต่างกันและกัน ทั้งพรมแดนระหว่างสาขาความเชี่ยวชาญ, สาขาการทำงานและความแตกต่างระหว่างรุ่นวัย, เพื่อเปลี่ยนผ่านตัวตนจากความเฉพาะตนไปสู่การเข้าถึงความมีตัวตนส่วนรวม, ได้ร่วมสร้างความเป็นองค์กรในเชิงอุดมคติ, เห็นหลักยึดเหนี่ยวหนักแน่นยิ่งๆขึ้นด้วยกันนับแต่ในระดับภาควิชา คณะ มหาวิทยาลัย และระดับสังคม
เติมมิติชุมชนสู่ชุมชนวิทยาศาสตร์ : การจัดกระบวนการเข้าสู่การเรียนรู้ (Grounded for Learning Strategy)
ทางคณะทำงานอยากได้กระบวนการ dialogue หรือที่มักเรียกกันว่า สุนทรียสนทนา ซึ่งจัดว่าเป็นวิธีปฏิบัติการเชิงสังคม เชื่อมโยงจิตสำนึกสากลของมนุษย์และสานความเป็นชุมชนด้วยการสนทนาจากภายใน หรือการพูดคุยที่สะท้อนออกมาด้วยใจ บริสุทธิ์ วางใจ กอปรด้วยคุณธรรมและความเอื้ออาทรอันกว้างขวางต่อสรรพสิ่ง ซื่อตรงทั้งต่อตนเองและผู้อื่น จึงขอนำแนวคิดและความสำคัญของกระบวนการมาทบทวนไปด้วยสักเล็กน้อย
การสนทนาด้วยใจ หรือ สุนทรียสนทนา : Dialogue ที่มีการจัดการอย่างพิถีพิถันให้พอสมควรนั้น ทางคณะทำงานเชื่อว่าจะเป็นกระบวนการที่พอเหมาะกับจุดหมายการเรียนรู้เป็นกลุ่มก้อนอย่างที่จัดขึ้นในเวทีครั้งนี้ นักปรัชญาชาวกรีก ดังเช่น เพลโต้ และ อริสโตเติล เคยใช้กระบวนการนั่งสนทนาในสวนมะกอก กรุงเอเธน ในลักษณะที่ต่อมาเรียกว่าการสนทนาจากภายใน อย่างนี้ เพื่อเข้าถึงระบบเหตุผลและการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้นำทางสังคม กระบวนการดังกล่าว ต่อมาได้ก่อเกิดสำนักวิชาและพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยในสวนมะกอก เพื่อสืบทอดปรัชญาการเรียนรู้ตามแนวคิดของเพลโต้
นักปรัชญาคนสำคัญอย่างเพลโต้และอริสโตเติล เชื่อว่าการเข้าถึงคุณค่าและความหมายซึ่งเป็นกระบวนการคุณธรรมและจริยธรรมสำหรับกำกับจิตใจตนเองของมนุษย์นั้น จะไม่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยการสอน ทว่า ต้องเกิดจากประสบการณ์อันลึกซึ้งที่มีผลต่อการเกิดความกระจ่างแจ้งในตนเองและได้ยกระดับจิตใจตนเองของปัจเจก ซึ่งการสนทนาอย่างลึกซึ้งและการอ่านเพื่อใคร่ครวญตนเอง จะสามารถนำปัจเจกให้เดินทางเข้าสู่ภายในตนเองในลักษณะนี้ได้
เดวิดโบห์ม นักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของโลกสมัยใหม่ ซึ่งพัฒนากระบวนการ Dialogue และเขียนหนังสือ On Dialogue รวมทั้งการสนทนากับผู้นำทางสังคมสาขาต่างๆของกฤษณะมูรติ ผู้นำทางจิตวิญญาณสมัยใหม่ของโลกคนหนึ่ง ได้ใช้กระบวนการดังกล่าวนี้เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างลึกซึ้งกับปัญญาชนและผู้นำทางสังคมหลายสาขาของโลก โดยเชื่อว่าจะเป็นวิถีแห่งปัญญาและมีความศานติที่สุด ในอันที่จะเคลื่อนไหวและนำการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ให้เกิดขึ้น
ในสังคมวัฒนธรรมไทยก็มีกระบวนการสนทนาเพื่อสร้างสังคมการเป็นอยู่อย่างมีชีวิตและจิตวิญญาณร่วมกัน เช่น การล้อมวงกินข้าวจับเข่าคุยกันในวัฒนธรรมศาลาวัด การนั่งสร้างชีวิตรวมกลุ่มและหล่อหลอมจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกันในวัฒนธรรมการโสเหล่ของสังคมวัฒนธรรมอีสาน เหล่านี้เป็นต้น การสนทนากันด้วยใจจึงเป็นการหยั่งถึงพื้นฐานความเป็นชีวิตส่วนรวม ที่มีวิวัฒนาการสำหรับการอยู่ร่วมกันของมนุษย์มาอย่างยาวนาน จึงเป็นความดั้งเดิมที่จะสามารถเข้าถึงธรรมชาติอันละเอียดอ่อนลึกซึ้งของมนุษย์ในสังคมต่างๆได้อย่างเท่าเทียมกันที่สุด กระทั่งเชื่อว่าเป็นหนทางที่จะสามารถเข้าถึงการสร้างจิตวิญญาณและการมีความสำนึกร่วมกันในสากล ของมวลมนุษย์
การเติมวิถีชุมชนเข้าไปในโครงสร้างแบบเป็นทางการขององค์กรผ่านกระบวนการ dialogue เพื่อทำให้ทุกคนมีความเป็นอิสรภาพอยู่ในตนเอง ขณะเดียวกัน ก็เกิดกระบวนการชุมชน หล่อหลอมกล่อมเกลา ให้ความเป็นองค์กรสะท้อนอยู่บนชีวิตจิตใจและวิถีปฏิบัติของปัจเจก ทุกคนสามารถใช้ศักยภาพตนเองแสดงอัตลักษณ์ขององค์กร มีความสำนึกผูกพัน คิดและทำสิ่งต่างๆโดยมีความเป็นองค์กรและผู้อื่น รวมไปจนถึงสังคมส่วนรวม อยู่ในใจด้วยอยู่เสมอ ก่อเกิดภาวะผู้นำกลุ่มก้อน สมาชิกแต่ละคนต่างมุ่งเป็นตัวแทนสะท้อนภาพและร่วมสร้างความเป็นองค์กร ในวิถีปฏิบัติของตนเอง
การบอกจุดหมายและความคาดหวังร่วมกัน (Informing Common Objectives)
ผมแจ้งให้ผู้เข้าร่วมเวทีได้ทราบว่า กระบวนการเวทีจะเน้นเรียนรู้จุดหมายเพื่อความเป็นองค์กรเดียวกันในระดับความสำนึกและความมีจินตนาการสูงสุดบนความเป็นตัวของตัวเอง ดังนั้น จึงเป็นทั้งการเรียนรู้ตนเองและการเรียนรู้ซึ่งกันและกันไปด้วย สิ่งที่ต้องการคือความชัดแจ้งด้วยตนเองตามแต่จะคิดและให้ความหมายบนความเป็นตัวของตัวเองที่สุด และการมีความเชื่อมโยงกันทางจินตนาการในระดับปรัชญาชีวิต ความหมายและคุณค่าของการทำงานและการดำเนินชีวิต
สิ่งที่ควรเน้นให้นำมาใช้และเรียนรู้ตนเองไปด้วยอย่ตลอดกระบวนการ ๒ วัน คือ ความเป็นตัวของตัวเอง, ความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะตน, กับความเป็นองค์กรและความเป็นส่วนรวมที่สะท้อนออกมาในนามตนเอง กล่อมเกลาตนเองให้มิติปรัชญาเชิงคุณค่าและความหมายต่อสิ่งต่างๆขององค์กร สะท้อนเป็นอัตลักษณ์หรือเป็นชีวิตจิตใจของปัจเจกแต่ละคน ทุกคนมีความเป็นตัวแทนขององค์กร เห็นภาพสะท้อนความเป็นส่วนรวมและภาพสะท้อนความเป็นองค์กรอยู่ในวิถีคิดและวิถีปฏิบัติ
การออกแบบกระบวนการ (Process Design)
กระบวนการใน ๒ วันประกอบด้วยการการยกระดับการเรียนรู้ ๓ ขั้น ประกอบด้วย ขั้นแรก เตรียมตนเองและเรียนรู้ตนเองในท่ามกลางกัลยามิตรกลุ่มเล็ก ขั้นที่สอง การเรียนรู้ความเป็นทั้งหมดผ่านคนขององค์กร และขั้นที่สาม การพูดคุยและสะท้อนจินตภาพต่างๆออกมาจากความเป็นตัวของตัวเองแบบสบายๆ ซึ่งทั้ง ๓ ขั้นใน ๒ วันนี้ จะมีกิจกรรมและกระบวนการต่างๆช่วยจัดการให้ คือ....
- การเรียนรู้และสืบทอดวัฒนธรรมองค์กรจากประวัติศาสตร์การบอกเล่า
- การเตรียมตนเองและเรียนรู้ความเป็นตัวของตัวเอง
- การเรียนรู้เป็นกลุ่มกับกัลยาณมิตรและด้วยการเป็นสภาพแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ให้กับผู้อื่น
- การเรียนรู้ความเป็นชุมชนทางความรู้และความเป็นชุมชนทางจินตภาพของผู้คนแตกต่างหลากหลายในภาควิชา
- การสะท้อนการเรียนรู้ออกจากตนเองเพื่อเชื่อมโยงกลับสู่การทำงานและการดำเนินชีวิต
- การเสริมสร้างบรรยากาศและปัจจัยแวดล้อมเพื่อเอื้อต่อการทำงานและเรียนรู้ การใช้สื่อเพื่อจุดประกายความคิด (Facilitator : กานต์ จันทวงษ์ สถาบันสุขภาพอาเซียน)
- การจัดกิจกรรมทำสมาธิเป็นกลุ่มและนั่งใคร่ครวญภายในตนเอง (Facilitator : ณัฐพัชร์ ทองคำ สถาบันสุขภาพอาเซียน)
มิติการจัดการความรู้ : การมองกระบวนการสองวันในแง่ที่เป็น การจัดการความรู้ (KM : Knowledge Management) ก็จะเห็นได้จากความเป็นแหล่งความรู้ที่สั่งสมอยู่ในประสบการณ์ของสมาชิกองค์กร ทั้งในตัวครูแพทย์ผู้อาวุโสและสมาชิดทุกคน การสนทนาและถ่ายทอดเรื่องราวด้วยการเล่า จึงเป็นวิธีจัดการความรู้ ให้สิ่งต่างๆได้รับการสืบทอดไว้ในกลุ่มสมาชิกองค์กรหลากหลายรุ่นวัย ผ่านการได้ปฏิสัมพันธ์และเกิดความเคารพ น้อมจิตใจสู่การเรียนรู้
เครื่องมือและวิธีศึกษารวบรวมข้อมูลผ่านการได้ปฏิสัมพันธ์กัน
Assessment
and Data Gathering Through Active Learning
ศาสตราจารย์นายแพทย์อุรพล บุญประกอบ อดีตหัวหน้าภาควิชา (เสื้อสีน้ำเงิน) มาร่วมกิจกรรมต่างๆของภาควิชามาอย่างต่อเนื่อง ๑๘ ปีหลังเกษียณ รองศาสตราจารย์นายแพทย์วิบูลย์ สุนทรพจน์ (กำลังนั่งสนทนา) ครูแพทย์รุ่นเก่าแก่ มาร่วมกิจกรรมและร่วมกันถ่ายทอดพัฒนาการต่างๆของภาควิชาในยุคแรกเริ่มกระทั่งปัจจุบัน
เล่าเรื่องสืบทอดวัฒนธรรมองค์กร : การหล่อหลอม กล่อมเกลา และสืบทอดวัฒนธรรมองค์กร ผ่านการฟังการสืบทอดและบอกเล่าเรื่องราวจากคณาจารย์อาวุโสหลายรุ่น ทั้งจากกลุ่มครูแพทย์และผู้บริหารนับแต่รุ่นเมื่อเกือบ ๒๐ ปีที่ผ่านมา และกลุ่มผู้อาวุโสจากฝ่ายการพยาบาล
นั่งอยู่กับตนเองและวาดภาพสายธารชีวิตเพื่อเป็นเครื่องมือเล่าเรื่อง : ในแง่ที่เป็นกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมและวิถีชุมชน ก็นับว่าเป็นการเตรียมเครื่องมือและวิธีการเพื่อช่วยการพูดคุยกันอย่างมีคุณภาพ ช่วยให้ผู้พูดมีสมาธิ เป็นตัวของตัวเอง ได้ใคร่ครวญและเตรียมเลือกสรรสิ่งที่จะคิดและพูดด้วยภาวะข้างในที่ดี และในแง่จัดการความรู้หรือการประมวลผลบทเรียนชีวิต ก็เป็นการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพื้นฐานความแตกต่างระหว่างบุคคล ข้อมูลการปฏิสัมพันธ์กับองค์กร และข้อมูลภาพอนาคตที่อยู่ในใจของทุกคน
วิธีรวบรวมข้อมูลจากภาพสายธารชีวิตของแต่ละคน
:
นั่งสนทนาและรวบรวบเรื่องราวเป็นกลุ่มย่อยข้ามสาขาความเชี่ยวชาญ
กลุ่มละ ๘-๑๐ คน
วิธีฟังและสร้างความรู้จากการฟัง
:
ให้แนวทางเพื่อพัฒนาวิธีฟังอย่างลึกซึ้งและสร้างความรู้ที่กว้างขวางหลายมิติจากการฟัง
ภาพในใจของกลุ่มย่อย
:
ผลงานของกลุ่มย่อยเพื่อเตรียมนำเสนอ
ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆของกลุ่มย่อยให้กับกลุ่มใหญ่
การนำเสนอข้ามกลุ่มเพื่อเรียนรู้ความเป็นทั้งหมดในภาควิชา
หลังจากนั่งเตรียมถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆด้วยการวาดภาพ สายธารชีวิต (Liver of Life) แล้ว ทุกคนเลือกเข้ากลุ่มย่อยโดยให้เป็นกลุ่มคละ แยกภาควิชา แยกออกจากกลุ่มเพื่อนสนิท แยกออกจากที่นั่งเดิมในห้องประชุม แล้วนั่งสนทนากันภายในกลุ่ม ทีมวิทยากรคอยช่วยกำกับเวลาให้หมุนเวียนการคุยคนละ ๔-๗ นาที เมื่อนั่งเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตนเองครบทุกคนแล้ว ในกลุ่มนั่งสนทนาและช่วยกันสรุปไปตามที่เห็นภาพรวมในกลุ่มตนเอง ซึ่งข้อมูลการเล่าเรื่องจากภาพสายธารชีวิต จะมีความหมายต่อการเห็นภาพต่างๆร่วมกัน คือ
- อดีต : สะท้อนให้เห็นภาพทุนชีวิตและปัจจัยชีวิตที่อยู่เบื้องหลังชีวิตจิตใจคนทำงาน ที่ทุกคนนำมาเป็นทุนมนุษย์ขององค์กร
- ปัจจุบัน : สะท้อนให้เห็นความเชื่อมโยงตนเองกับองค์กรและส่วนรวมด้วยการทำงานและการดำเนินชีวิตของผู้คนหลากหลาย
- อนาคต : สะท้อนให้เห็นความมุ่งหวังร่วมกันที่มีต่อส่วนรวมในอนาคต
การสะท้อนคิดจากจิตใจและด้วยความสำนึกผูกพันต่อองค์กร
(Universal Mind and Public Consciousness)
วิถีวัฒนธรรมองค์กรของภาควิชากุมารเวชศาสตร์
ผู้นำของประเทศและของเอเชีย
การประมวลภาพจากการเรียนรู้ตนเองข้ามกลุ่ม และเปิดเวทีให้พูดคุยกันไปตามอัธยาศัย ทำให้เห็นภาพความเป็นมาที่หลากหลาย ทั้งโดยความุ่งมั่นตั้งใจและโดยไม่ได้มีความสนใจเป็นพิเศษมาก่อน แต่โดยรวมแล้วก็มีภาพในใจร่วมกันอย่างเข้มแข็งผ่านการกล่อมเกลาและหล่อหลอมจากการมีวัฒนธรรมองค์กรที่ดี โดยเฉพาะระบบอาวุโส ปรัชญาและอุดมคติการทำงาน ตลอดจนความมีศักดิ์ศรีซึ่งทำให้เกิดความทุ่มเทแรงกายแรงใจเป็นอย่างสูงคือ การรักเด็กและมีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง การมีความศรัทธาต่อสมเด็จพระบรมราชชนก ความเป็นศิริราช การมีความมุ่งมั่นต่อการสร้างความเจริญก้าวหน้าของภาควิชา การทำงานและดำเนินชีวิตโดยมีมิติการปฏิบัติธรรม การมีความสุขกับงาน
สิ่งที่ทำให้เกิดความผูกพันด้วยสำนึกและความมีจิตวิญญาณความเป็นองค์กรอันลึกซึ้งที่ได้รับการกล่าวถึง คือ การได้เรียนรู้ที่จะบุกเบิก ฟันฝ่า และแก้ปัญหาจากการปฏิบัติด้วยความทุ่มเทของคนรุ่นก่อนเก่า สืบทอดกันไว้อย่างต่อเนื่อง การมีพื้นที่กิจกรรมและสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้เกิดการปฏิสัมพันธ์กันอย่างไม่เป็นทางการ ที่ประชุมพูดถึงห้องเขียว ซึ่งเป็นมุมกาแฟและห้องพบปะเอนกประสงค์ การให้ความสำคัญต่อระบบคุณธรรมและจริยธรรมทางวิชาชีพ ความมีมาตรฐานสูงอยู่ในตนเองของตัวผู้ปฏิบัติ
เทคโนโลยีและนวัตกรรม
เวทีได้พูดคุยถึงเงื่อนไขแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับสภาพแวดล้อมของสังคมไทยและสังคมโลก ที่สำคัญคือ การมีนักศึกษาในจำนวนมากขึ้นและต้องออกไปเผชิญกับสภาพความเป็นจริงที่ต้องการการได้รับการเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิดมากขึ้นในสภาพที่แตกต่างไปจากเดิม
-
ทางด้านบุคลากร : กลุ่มบุคลากรกลุ่มใหญ่ของภาควิชาในปัจจุบันเป็นกลุ่มอาจารย์รุ่นใหม่ซึ่งส่วนมากเป็นผู้มีผลการศึกษาดีเยี่ยมระดับเกียรตินิยมทั้งในและต่างประเทศ
-
ทางด้านวิทยาการและความรู้ : การศึกษาเรียนรู้และการติดตามความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของวิทยาการทางด้านต่างๆในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงและขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้การเน้นการเรียนรู้จากการแก้ปัญหาและการเรียนรู้เป็นทีมจากการปฏิบัติ มีข้อจำกัดจากการที่คนรุ่นใหม่ต้องเรียนรู้จากองค์ความรู้และหนังสือตำราจากต่างประเทศในสัดส่วนที่มากขึ้น ลดเวลาการหาความเชี่ยวชาญและเกิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติดูแลผู้ป่วยน้อยลง
-
ทางด้านเทคโนโลยี : กลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มนักศึกษามีแบบแผนการติดต่อสื่อสาร ที่สามารถเข้าถึงจิตใจกันด้วยช่องทางที่ต่างไปจากอดีต เช่น ผ่าน facebook และโลกออนไลน์
เวทีได้หยิบยกประเด็นการพัฒนาคนและการพัฒนาองค์กร เพื่อให้เกิดภาพอนาคตร่วมกัน โดยเห็นความสำคัญถึงการทำงานประจำและโครงการปฏิบัติที่เป็นการบริหารจัดการองค์กร ให้เป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างคนในรุ่นใหม่ให้มีวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็งในเงื่อนไขแวดล้อมใหม่ๆ การให้ความสำคัญต่อการเปิดช่องทางการสร้างปฏิสัมพันธ์ผ่านสื่อและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สอดคล้องกับเงื่อนไขชีวิตของคนรุ่นใหม่ทั้งกลุ่มอาจารย์แพทย์และนักศึกษากว่าพันห้าร้อยคน การพัฒนาการวิจัยและงานวิชาการที่กลมกลืนกับงานบริการผู้ป่วยและการมีผู้ป่วยเป็นตัวตั้ง การทำให้คนในองค์กร'ให้ใจ' ต่อภารกิจต่างๆของภาควิชา การพัฒนางาน HR เพื่้อสร้างคนรุ่นใหม่ในแนวทางที่สอดคล้องกับโลกอนาคต
การเข้าใจธรรมชาติจำเพาะตน : ในช่วงการสะท้อนข้อสังเกตจากสังคมภายนอก ผมและคณะได้ช่วยสะท้อนลักษณะบางประการของการทำเพื่อส่วนรวมที่มาจากกลุ่มคน ๓ กลุ่ม คือ ครู พระ แพทย์ ว่ามีคุณลักษณะที่เป็นวิธีปฏิบัติธรรมและมีความเป็นสินค้าคุณธรรมอยู่ในตนเอง ต้องเกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณและวิถีชีวิตของผู้คนอย่างลึกซึ้งทุกคน การให้น้ำหนักต่อการพัฒนาโลกด้านในเพื่อกำกับวิถีปฏิบัติด้วยจิตใจ จึงมีความสำคัญแตกต่างจากผู้คนในสาขาอื่นๆ
การให้หลักคิดและเสริมความรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง : เพื่อเป็นสมาชิกขององค์กรที่มีวัฒนธรรมเชิงคุณภาพขององค์กรที่เข้มแข็งและสะท้อนอยู่ในจิตวิญญาณและวิถีปฏิบัติของสมาชิกองค์กรทุกคน ทำให้ทุกคนมีความเป็นองค์กรและกำกับตนเองให้มีความเป็นอิสรภาพจากภายใน ผมได้เสริมประเด็นการพัฒนาการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะตนเองสำหรับใช้ศักยภาพแต่ละคนอย่างเต็มที่เพื่อพัฒนาตนเองให้มีความเป็นหนึ่งกับองค์กร
ก่อนที่หัวหน้าภาควิชา รองศาสตราจารย์นายแพทย์นิรันดร์ วรรณประภา จะขอบคุณทุกคนและกล่าวปิด ผมได้เสริมให้แก่เวทีว่า กระบวนการเหล่านี้ เป็นการเติมมิติชุมชนและทักษะการจัดการเชิงสังคมเข้าไปในโครงสร้างที่เป็นทางการขององค์กร และเป็นเพียงอีกมิติหนึ่ง ที่จะช่วยการบริหารจัดการตนเองของสมาชิก มีวิธีเกิดประสบการณ์ที่ลึกซึ้งต่อองค์กรและคนแวดล้อม จนพอจะนึกภาพออกถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อองค์กรและผู้อื่นที่เชื่อมโยงอยู่กับการคิดและปฏิบัติของตนเอง ทุกคนมีจินตภาพต่อความเป็นองค์กรร่วมกันสำหรับกำกับตนเอง ลดช่องว่างในสิ่งที่โครงสร้างอย่างเป็นทางการที่ดำเนินกันอยู่ทั่วไปในองค์กรต่างๆอยู่แล้วสนองตอบไม่ได้ ให้มีหนทางดึงศักยภาพและพลังความสร้างสรรค์ในปัจเจกบุคคล ได้สะท้อนไปสู่การเป็นพลังส่วนรวมขององค์กร
กระบวนการอย่างนี้ก็อาจจะเหมาะสำหรับองค์กรที่ประกอบไปด้วยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา โดยมีผู้จัดกระบวนการให้ได้ปฏิสัมพันธ์กันและเกิดมิติชุมชนบ้างในโอกาสที่เหมาะสม เพื่อช่วยส่งเสริมและเกื้อหนุนสมาชิกองค์กรให้ได้เรียนรู้และริเริ่มทำสิ่งต่างๆในนามขององค์กรบนเงื่อนไขตนเอง ซึ่งจะทำให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางต่างสาขา กว่า ๑๗ สาขา ได้คงความมีอิสรภาพในตนเอง แม้จำเป็นต้องมีบทบาทหน้าที่แตกต่างกันและกระจายการปฏิบัติไปในวิถีความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน แต่ก็มีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกันผ่านการคิดและการปฏิบัติ ที่สะท้อนภาพความเป็นองค์กรจากแต่ละคนไปด้วย
ทำให้มีสุขภาวะชุมชนเกิดขึ้นในองค์กรมากยิ่งขึ้น เป็นพื้นฐานให้ส่วนรวมเข้มแข็ง คนทำงานได้ความเจริญงอกงามภายในไปกับชีวิตการทำงาน ได้ร่วมสะท้อนความเป็นองค์กร ทุกคนและทุกสาขาความเชี่ยวชาญต่างมีความเป็นผู้นำและล้วนสำคัญต่อกัน มีความถึงกันด้วยจินตภาพและเห็นความเป็นส่วนรวมด้วยกันอย่างใจเขาใจเรา สืบทอดวัฒนธรรมองค์กรที่ดีงามร่วมกันให้มั่นคงยั่งยืนมากยิ่งๆขึ้น.
...............................................................................................................................................................................................
คณะวิทยากร :
ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิรัตน์
คำศรีจันทร์ ภาควิชาศึกษาศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ศาลายา
นายกานต์
จันทวงษ์ สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน
มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา
นางสาวณัฐพัชร์
ทองคำ สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล
ศาลายา
อ่านประโยคนี้แล้วกระตุกต่อมสนใจมากๆ คะ อาจารย์
โดยเฉพาะช่องว่างระหว่าง generation คะ
เชื่อว่าแต่ละคนอยากให้องค์กร "ดี" "ก้าวหน้า" แต่ ภาพในใจไม่เหมือนกัน ควรทำอย่างไร
ยอดเยี่ยมมากครับอาจารย์วิรัตน์
การเรียนรู้ที่นอกกรอบและไร้พรมแดน - ระดมจิตของผู้เชี่ยวชาญในแนวราบและลึกอย่างน่าประทับใจ
ขอบคุณค่ะ..หากนั่งคุยกันริมทะเลแทนห้องสี่เหลี่ยม..คงได้อีกบรรยากาศนะคะ..
สวัสดีครับอาจารย์หมอ CMUpal ครับ
Input ของกลุ่มที่ติดตัวมากับแต่ละคนนั้นสุดยอดมากครับ, วัฒนธรรมองค์กรและจิตวิญญาณความเป็นเลิศ ความเป็นผู้นำ ขององค์กรอันเก่าแก่ ที่เชื่อมโยงและจับต้องได้ เพราะอยู่ในครูอาจารย์อาวุโสและยังให้ใจกับคนรุ่นใหม่อย่างเต็มที่ ก็เข้มแข็งมาก
แต่ภาพในใจ ที่แต่ละคนก็สั่งสมมาบนความรู้ความเชี่ยวชาญของตนเอง อีกทั้งมีความหลากหลายสาขามากขึ้น และต้องเผชิญกับเงื่อนไขแวดล้อมต่างๆด้วยตนเองมากขึ้น ก็มีความสำคัญมาก ผมไม่กล้า Voice แทนประเด็นร่วมจากสังคมภายนอกเพื่อได้เชื่อมโยงความเก่งและความเป็นเลิศบางส่วนออกไปหาเครือข่ายการทำงานในวิถีทางใหม่ๆของสังคม เพราะเรามีเวลาสั้นไปที่จะต่อภาพฝันด้วยกัน
แต่ก็ออกปากชี้ช่องไว้ว่าความเป็นองค์กรของภาควิชาเพื่อสร้างคนและสั่งสมความเชี่ยวชาญด้วยวัฒนธรรมโรงเรียนแพทย์นั้นก็ดีมากอยู่แล้ว หากมีบางส่วนจะถ่ายทอดความรู้ความเชี่ยวชาญและสร้างคน ให้สังคมมีกำลัง เป็นแนวร่วมในการลงทุนผ่านสร้างเด็กอีก ผมก็เสนอให้เดินออกไปทำวิจัยในองค์กรที่รองรับการวิจัยแบบสหวิทยาการ ทั้งในมหาวิทยาลัยมหิดลเองและในการวิจัยที่ทำเป็นโปรแกรม-เครือข่ายการวิจัย แบบเป็นรายๆกันจะเหมาะสมกว่า เพราะดูจากสภาพความเป็นจริงของการทำงานแล้ว แม้แต่การทำวิจัยไปบนงานประจำก็ดูจะเป็นเรื่องที่กินเวลาและสร้างความยุ่งยากมาก
ขณะเดียวกัน ก็มีอาจารย์แพทย์รุ่นเก่ากล่าวถึงกองทุนและการรวมกลุ่มของครูอาจารย์แพทย์ศริริราชเพื่อส่งเสริมการออกไปทำวิจัยและหาประสบการณ์ในการทำงานเชิงสังคม ซึ่งในมุมมองผมแล้ว ก็นับว่าเป็นหนทางหนึ่งของการมุ่งไปสู่ความเป็นภูมิปัญญาของแผ่นดินได้มากยิ่งๆขึ้น
ส่วนที่พอมองเห็นและหยิบยกให้เวทีได้เรียนรู้ไปด้วยกันนี้ ผมเห็นว่าจะเป็นแง่มุมที่พอจะเติมมิติชุมชนและการบูรณาการกับการทำงานเชิงปฏิบัติการสังคม รวมทั้งการสร้างมิติวัฒนธรรม เข้าไปในงานของสาขากุมารเวชศาสตร์นี้ได้เป็นอย่างดีครับ ศริริราชในฐานะโรงเรียนแพทย์จะมีวิธีจัดการความรู้เพื่อถ่ายทอดพลังความรู้ไปสู่สังคม ให้สังคมมีกำลังปฏิบัติเชิงรุกด้วยตนเองไปด้วย ได้กว้างขวางมากยิ่งๆขึ้น
สวัสดีครับอาจารย์ดร.ขจิตครับ
พวกเรากล่าวถึงอาจารย์และหยิบโทรศัพท์มือถือมาเพื่ออยากจะกดปี๊ดไปหาอาจารย์อยู่หลายรอบเลยเชียวแหละ ผมนึกไปจนถึงน้องซึ่งเป็นหัวหน้าแผนกเวชศาสตร์ครอบครัวของโรงพยาบาลหนองบัว นครสวรรค์บ้านผม รวมทั้งกลุ่มเครือข่ายคุณครู กับคนทำงานสุขภาพชุมชนและคนทำงานเคลื่อนไหวชุมชนหลายท่านใน GotoKnow ที่มีแนวคิดเรื่องการพัฒนาเด็กกับการลงทุนทางสังคมไปที่การสร้างเด็ก อยากจะลากทั้งขโยงไปเชื่อมต่อให้เป็นเครือข่ายการเรียนรู้และเป็นเครือข่ายทางวิชาการกันไว้ให้ เพื่อที่ในอนาคต เมื่อต้องการสกัดบทเรียนและสร้างความรู้ ทำการปฏิบัติให้ลุ่มลึกในแนว Brain Based Learning ที่ต้องระดมพลังร่วมมือกันนับแต่ครอบครัวกับชุมชน โดยถือเอาเด็กเป็นศูนย์กลางแล้วละก็ ภาควิชาฯนี้แหละครับ เป็นหน่วยปัญญาที่เหมาะที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ
แต่ก็ไม่ได้ทำอย่างนั้น เพราะจะกลายเป็นยัดเยียดเอาโจทย์และความสนใจของตนเองเข้าไปสอดแทรกงานของผู้อื่นอย่างไม่รู้กาลเทศะ กระนั้นก็ตาม ผมนำมาโพสต์ไว้ให้เป็นแหล่งเพื่อสามารถเดินไปเสาะหากันเองต่อไปก็คงจะเหมาะสมดีนะครับ
สักครู่นี้ Advisee ผมที่กำลังทำวิจัยวิทยานิพนธ์กับสาขาจิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ส่ง MSM มาบอกว่าได้อ่านบันทึกนี้แล้วชอบและได้แนวคิดการทำวิจัยไปด้วยมาก ก็เลยเป็นการดีนะครับเนี่ย เป็น Advisee ที่กำลังไปทำกรณีศึกษา Characteristics Education กรณีโรงเรียนสัตยาไสย ของอาจารย์ศาสตราจารย์ ดร.อาจอง ชุมสาย ที่ลพบุรี และผมโค๊ชให้ลดการใช้วิธีสำรวจด้วยแบบสอบถามแล้วเขียนรายงานผลด้วยการสรุป เป็นการลงไปสัมผัสเพื่อเข้าถึงความเป็นจริงต่างๆด้วยตนเองให้มากที่สุด แล้วเขียนรายงานออกมาจากจุดยืนของคนที่เข้าถึงการปฏิบัติและมีจุดยืนร่วมกับคนที่เขาอยู่ในปรากฏการณ์ที่ศึกษา บันทึกนี้น่าจะพอเป็นตัวอย่างช่วยขยายความเข้าใจได้ไปด้วย ดีครับดี
สวัสดีค่ะ
แวะมาอ่านบันทึกนี้ค่ะ
พร้อมกับคิด และเรียนรู้ไปด้วยค่ะ
ขอบคุณสำหรับบันทึกนี้นะคะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับอาจารย์ ดร. Pop ครับ
อาจารย์กับทีม Gen.Ed. ของมหาวิทยาลัย ก็ประชุมระดมความคิดกันสำเร็จลุล่วงในเรื่องต่างๆได้เป็นอย่างดีนะครับ มีทีมที่ต้องแบ่งไปร่วมประชุมกับอาจารย์ เลยต้องไปลุยกันแบบไปด้วยใจเลยเชียว
เมื่อกลางวันนี้ เห็นหน้าเพจของมหาวิทยาลัยออนไลน์เรื่องทรานสคริปต์สำหรับนักศึกษาที่ทำกิจกรรมได้ครบ ๑๕ รายการและ ๑๐๐ ชั่วโมง ซึ่งจะเริ่มทำในภาคการศึกษานี้ เข้าท่ามากเลยละครับ ให้มีโดยหลักการไปก่อน ส่วนในรายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะการเรียนรู้ชุมชนและการเรียนรู้จากกิจกรรมต่างๆนั้น คงจะสามารถค่อยๆถอดบทเรียนและประมวลความรู้ที่มีอยู่อย่างหลากหลายมาทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆได้อีกเยอะเลยนะครับ
สวัสดีครับพี่ใหญ่ครับ
พี่ใหญ่พูดเหมือนหลายท่านในห้องประชุมเลย รวมทั้งผมด้วย ตอนเย็นและตอนเช้าที่ชายหาดนั้น บรรยากาศดีมากจริงๆครับ ได้นั่งคุยและนั่งตากลมอยู่พักหนึ่ง ในทีมผมมี อาจารย์ณัฐพัชร์ มือ Ukulele ถือ Ukulele ไปด้วย แต่ไม่ยอมเอามาดีดให้ร้องเพลงกลางแจ้งเลยสักทีครับ ดีดอยู่แต่ในห้อง ไม่อย่างนั้นก็คงได้ร้องเพลงโฟล์คในบรรยากาศแบบฮาวายไปด้วยกันแล้ว
สวัสดีครับคุณอุ้มบุญครับ
อันที่จริงผมทราบว่าเป็นกิจกรรม OD : Organizational Development ของภาควิชาซึ่งทำอย่างต่อเนื่องทุกปี เลยแปลกใจมากเลยครับว่าเขาไปกันพร้อมเพรียงและมีวัฒนธรรมองคืกร กับวัฒนธรรมการสืบทอดอาวุโสระหว่างรุ่นดีมากจริงๆ แต่ก็พอเข้าใจได้...เพราะวัฒนธรรมองค์กรของศิริรราชในเรื่องนี้นั้นเข้มแข็งมาแต่ไหนแต่ไรครับ คนไปทำก็ได้สัมผัสสิ่งดีๆไปด้วย
มีบางส่วนที่เป็นความประทับใจส่วนตัว คือ อาจารย์ทั้งอาจารย์เก่าแก่และอาจารย์ใหม่ๆหลายท่าน เป็นกลุ่มศึกษาและปฏิบัติธรรมอยู่ในชีวิต อาจารย์อาวุโสท่านหนึ่งถือศีลอุโบสถหรือศีลแปด ทั้งห้องรู้สึกได้ถึงความสงบเย็นและมีความรักความเมตตาเผื่อแผ่แบ่งปันกันอย่างกว้างขวางตลอดเวลา ประทับใจดีครับ
สวัสดีครับต้นเฟิร์นครับ
มีอาจารย์รุ่นใหม่หลายท่านยังอยู่ในวัยรุ่นพี่ของต้นเฟิร์น
สร้างความสนุกสนานและเป็นความสดใสให้กับเวทีมากอย่างยิ่ง
คนรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้เก่งมากครับ
กราบเรียน ดร.วิรัตน์ ที่เคารพ ค่ะ
ก่อนอื่นต้องขอประทานโทษที่ไม่ได้อยู่ร่วมฟังกิจกรรมของอาจารย์ในวันอาทิตย์และไม่มีโอกาสได้ร่ำลาอาจารย์ เพราะจะต้องไปจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก่อนเดินทางกลับค่ะ จึงขอกราบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูง ที่ได้กรุณามาให้ความรู้แก่พวกเรา ทำให้อาจารย์หลายท่านได้มีโอกาสในการแสดงความคิดเห็น ทุกคนต่างก็ประทับใจในการสัมมนาครั้งนี้ และมีข้อคิดนำกลับไปพัฒนาตนเอง พัฒนางานและพัฒนาการอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งหนูคิดว่าจะทำได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับลักษณะนิสัยของแต่ละบุคคลค่ะ
สุดท้ายนี้ ขอบารมีของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อาจารย์และครอบครัวเคารพนับถือ ได้โปรดคุ้มครองให้อาจารย์และครอบครัวประสบความสุขความเจริญรุ่งเรือง และมีสุขภาพร่างกาย-จิตใจ ที่แข็งแรง ได้มีโอกาสทำสิ่งดี ดี ให้กับสังคมตามที่อาจารย์ได้ตั้งใจไว้นะคะ
หวังว่า สักวันหนึ่งพวกเราจะได้ไปเยี่ยมเยี่ยนอาจารย์ ที่จังหวัดเชียงใหม่ค่ะ...หากอาจารย์จะกรุณา
ด้วยความเคารพ
จาก.... ปิยะธิดา...ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
สวัสดีครับพี่ปิยะธิดาครับ
ดีใจที่ได้รู้จักพี่และได้ทำงานให้พี่กับอาจารย์หมอนิรันดร์และคณะนะครับ
นอกจากดีใจที่ได้ทำงานนี้ให้กับหน่วยงานที่มีความสำคัญมากแล้ว ก็รู้สึกเป็นบุญมากจริงๆครับ เหมือนเป็นงานกราบไหว้พระคุณครูอาจารย์ แล้วก็ได้ร่วมกันใช้แรงกายแรงใจน้อมถวายเป็นเครื่องสักการะสมเด็จพระบรมราชชนก ทุกท่านที่ร่วมเวทีและครูอาจารย์ผู้ใหญ่ รวมไปจนถึงคณะทำงาน ทำให้รู้สึกประทับใจมากอย่างยิ่งเลยละครับ