ท่านผู้อ่านเคยมีความรู้สึกแบบนี้ไหมครับเวลาที่พบเจอเหตุการณ์บางเหตุการณ์ หรือสถานการณ์บางสถานการณ์ที่เราเพิ่งพบเป็นครั้งแรกนั้น มีความรู้สึกเหมือนกับว่ามันได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วและตัวเราเองก็เป็นผู้หนึ่งที่ได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์หรือสถานการณ์นั้นด้วย รู้สึกลึกๆแต่จำไม่ได้ว่าเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไหร่ ในฝันหรือในอดีต ในบางครั้งเราอาจถึงกับสามารถคาดการณ์ถึงความเป็นไปหรือผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไปในช่วงระยะเวลาสั้นๆนั้นได้ด้วยซ้ำไป
ความรู้สึกแบบนี้แหละครับที่ฝรั่งเขาเรียกว่าเดจาวู (Deja Vu : Déjà vu/ฝรั่งเศส)
เมื่อตอนเด็กๆจนถึงวัยรุ่นเป็นนักศึกษาก่อนที่จะทำงานมีความรู้สึกแบบนี้หลายครั้งเหมือนกัน สมัยนั้นการค้นหาข้อมูลเรื่องราวต่างๆเพื่อเอามาอธิบายตามหลักทางวิทยาศาสตร์ไม่สะดวกรวดเร็วเหมือนตอนนี้ ความสงสัยในสิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้รับการอธิบายให้กระจ่างเท่าที่ควร เคยถามเพื่อนๆก็ไดัรู้ว่าพวกเขาเคยประสบกับความรู้สึกแบบนี้เหมือนกัน ส่วนมากก็จะบอกว่าเป็นเรื่องของการระลึกชาติได้บ้าง เป็นปาฏิหาริย์ต่างๆบ้างไปตามเรื่องซึ่งส่วนตัวก็ไม่ได้เชื่อถืออะไรอย่างนั้น จนเมื่อเป็นผู้ใหญ่ต้องทำงานต้องรับผิดชอบอะไรมากมายหลายเรื่องเหตุการณ์ความรู้สึกแบบนี้จึงได้ห่างหายและในที่สุดก็ไม่เคยปรากฏอีกเลยในช่วงสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา..จนกระทั่ง
วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมนั่งพักผ่อนอยู่กับบ้านพร้อมกับเปิดรายการโทรทัศน์ผ่านจานดาวเทียมช่องหนึ่งดูไปด้วย ช่วงบ่ายๆช่องนี้จะมีรายการประเภทไอทีบ้าง เอ็นเตอร์เทนเม้นท์บ้าง ก็ดูไปเรื่อยๆครับไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมายเป็นพิเศษนักเพราะอยากจะพักผ่อนมากกว่า ในช่วงหนึ่งเขามีรายการที่นำเอาภาพยนตร์ที่เข้าฉายใหม่ทั้งของไทยและต่างประเทศมาวิจารณ์พร้อมกับนำตัวอย่างมาให้ดูบางส่วน ก็เป็นเรื่องของการโฆษณาแฝงเล็กๆนั่นแหละครับ จะว่าไปแล้วภาพยนตร์ที่เอามาวิจารณ์ (ที่จริงก็เอามาเชียร์นั่นแหละ)ทั้งหมดนั้นก็เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของคนดูอยู่แล้วเนื่องจากเป็นหนังดังแล้วก็มีโฆษณาออกมาก่อนเปิดตัวเข้าโรงเป็นระยะๆอยู่แล้ว
เพราะไม่ได้ทุ่มเทสนใจเท่าใดนัก ดูทีวีบ้าง อ่านหนังสือบ้างจนเกือบจะถึงช่วงกลางของรายการแล้วเกิดมีความรู้สึกเหมือนเหตุการณ์ในหนังที่พิธีกรกำลังวิจารณ์ให้ได้ยินแว่วๆอยู่นั้น เรามีความคุ้นเคย คล้ายกับว่าได้เคยเห็น เคยได้ยิน หรือเคยอยู่ในเหตุการณ์นั้นอย่างไรบอกไม่ถูก เมื่อหันมาตั้งใจดูจริงๆจังๆยิ่งตอกย้ำความรู้สึกแบบนี้มากขึ้น โดยเฉพาะบทสนทนาของนักแสดงที่ร้อยเรียงต่อเนื่องกันนั้น มันคุ้นเคยมากเสียจนแทบจะสามารถบอกได้เลยว่าสุดท้ายแล้วบทสนทนาจะจบลงอย่างไร
จะว่าเป็นภาพยนตร์ที่เคยดูมาแล้วก็แน่ใจว่าไม่น่าจะใช่ แต่บริบทและสภาพแวดล้อมของเรื่อง เนื้อเรื่อง ตัวบุคคล และการดำเนินไปของเรื่องมันคุ้นมากเหลือเกินแต่ก็จำไม่ได้อยู่ดีว่าเคยพบที่ไหนและเมื่อไหร่
แล้วอะไรล่ะ Deja Vu อย่างนั้นหรือ ?
หลังจบรายการแล้วผมเองก็ยังคงสงสัยและก็ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ จะว่าเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาเพราะคล้อยตามกับเรื่องราวของหนังก็คงจะไม่ใช่ เพราะมั่นใจจริงๆว่าเรื่องนี้เราเคยพบมาก่อนแน่ๆ แต่จากการที่ไม่ได้ใส่ใจเรื่องราวตั้งแต่ต้น ประกอบกับเรื่องราวที่นำเอาตัวอย่างมาเสนอมันมีเวลาที่จำกัดเพราะมีคิวที่ต้องวิจารณ์อีกหลายเรื่องทำให้เราเองเก็บข้อมูลได้น้อยมาก เรียกว่าอาจจะไม่ถึงครึ่งของที่พิธีกรนำเสนอด้วยซ้ำไป จนถึงช่วงสรุปสุดท้ายก่อนจบรายการจึงได้ข้อมูลเป็นชื่อมาสองชื่อที่น่าจะเอามาค้นหาต่อ(ที่จริงมีหลายชื่อทั้งผู้กำกับและนักแสดงนำแต่ก็ไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับสิ่งที่ผมรู้สึก) คือภาพยนตร์เรื่องอุโมงค์ผาเมือง และชื่อของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งก็ยังไม่ทราบว่าเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้
ต้องขอนอกเรื่องนิดหนึ่งครับว่าผมเองเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก ยิ่ง ผ.บ.ท.บ.ของผมด้วยแล้ว คนนี้ยิ่งตัวกลั่นกว่าอีก เรียกได้ว่าถ้าเธอมีเงินจำกัดตอนหิวมากๆ เดินท้องกิ่วไปร้านอาหารแล้วบังเอิญเกิดมีร้านหนังสืออยู่ใกล้ๆให้เธอเห็นแล้วละก็
..วันนั้นคุณจะได้เห็นเธออดข้าว แต่จะมีหนังสือเล่มใหม่มาอ่านก็แล้วกัน !
เราสองคนอ่านหนังสือของนักเขียนทุกประเภทครับ ของอาจารย์คึกฤทธิ์นี่ถ้าเจอเป็นต้องซื้อเหมือนกัน ไอ้ประเภทจำไม่ได้แล้วซื้อซ้ำนี่เป็นประจำ ตอนซื้อไม่รู้หรอกครับจำไม่ได้ มารู้อีกทีก็ตอนเอามาจัดเข้าตู้นั่นแหละครับ ดังนั้นเมื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องมาเกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรีศิลปินแห่งชาติผู้ซึ่งยูเนสโกยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกผู้นี้ยิ่งทำให้ผมเองปวดหัวเข้าไปใหญ่เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องราวในอดีตของล้านนาโบราณซึ่งไม่คุ้นเลยว่าท่านได้เคยเขียนนิยายหรือตำนานที่คล้ายคลึงหรือใกล้เคียงกับหนังเรื่องนี้ไว้เมื่อไหร่
หรือว่ามีแต่เราไม่รู้เอง..
เพื่อให้หายสงสัยก็เลยจำเป็นต้องไปถามผู้รู้ทุกเรื่องมากที่สุด ก็ไม่พ้นพี่กู(Google)นั่นแหละครับในที่สุดจึงได้รู้ว่า
ภาพยนตร์เรื่องอุโมงค์ผาเมืองเป็นภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นใหม่ เข้าใจว่าเปิดตัวเมื่อวันพุธที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา ส่วนใครสร้างใครแสดงลองไปหาดูเอาเองนะครับ เนื้อเรื่องนำมาจากบทละครเรื่อง "ราโชมอน" หรือ "ประตูผี" จากนิยายเก่าแก่พันปีของญี่ปุ่นโดย ริวโนสุเกะ อากิตางาวะ ซึ่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชแปลและเรียบเรียงทำเป็นบทละคร
นั่นไง..
หนังสือบทละครเรื่องราโชมอนของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ผ.บ.ท.บ.ผมเธอก็มีครับเป็นของสำนักพิมพ์ดอกหญ้า จำไม่ได้ว่าซื้อมาตั้งแต่เมื่อไหร่ (หนังสือพิมพ์ตั้งแต่ปี พ.ศ.2543-2544) แต่ที่แน่ๆคือผมเองได้อ่านไปตั้งหลายรอบแล้ว อ้าว ! แล้วทำไมถึงจำไม่ได้จนเกิดอาการเดจาวูแทนล่ะ

ปกหนังสือราโชมอน

โปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่องอุโมงค์ผาเมือง
นี่เป็นส่วนหนึ่งของคำโปรยที่ได้มาจาก วิกิพีเดีย(ภาคภาษาไทย)ครับ
"อุโมงค์ผาเมือง เล่าเรื่องราวของนครผาเมือง นครสมมติในอาณาจักรเชียงแสน ซึ่งเกิดคดีฆาตกรรมขุนศึกเจ้าหล่าฟ้า โดยมีแม่หญิงคำแก้วผู้ภรรยา โจรป่าสิงห์คำ และร่างทรงวิญญาณของขุนศึกเป็นพยาน ถ่ายทอดเหตุการณ์ผ่านพระหนุ่ม พรานป่า และสัปเหร่อ"
แล้วนี่ก็เป็นเรื่องย่อจากที่เดียวกัน
"ในปี พุทธศักราช 2110 ณ นครผาเมืองแห่งอาณาจักรเชียงแสน อันรุ่งเรือง วันหนึ่งหลังจากเกิดวิบัติการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ทั้งอัคคีภัยครั้งใหญ่หลวง แผ่นดินไหวอันรุนแรง และโรคร้ายระบาดคร่าชีวิตประชาชนไปกว่าครึ่งนคร ก็เกิดคดีฆาตกรรมปริศนาที่น่าสะพรึงกลัวและซับซ้อนซ่อนเงื่อนสุดที่จะค้นหาความจริงได้ โจรป่าสิงห์คำ (ดอม เหตระกูล) ผู้โหดร้ายที่สุดในแผ่นดินถูกจับได้ในคดีฆาตกรรม ขุนศึกเจ้าหล้าฟ้า (อนันดา เอเวอริงแฮม) และข่มขืน แม่หญิงคำแก้ว (เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์) ภรรยาของขุนศึกในป่านอกเมือง ขณะที่สองสามีภรรยาเดินทางออกจากเมืองเพื่อไปเยี่ยมญาติที่นครเชียงคำ
จากคำให้การของโจรป่าและแม่หญิง สร้างความปั่นป่วนและพิศวงงงงวยให้แก่ เจ้าผู้ครองนคร (ศักราช ฤกษ์ธำรงค์) และประชาชนผู้มาฟังคำให้การเป็นอย่างยิ่ง เพราะทั้งคู่ต่างยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่าตนเองเป็นผู้ฆ่าขุนศึก เจ้าหลวงจึงเรียก ผีมด-ร่างทรง (รัดเกล้า อามระดิษ) มาเข้าทรงดวงวิญญาณของขุนศึกเพื่อค้นหาความจริง แต่แล้ววิญญาณของขุนศึกกลับให้การผ่านร่างทรงว่า ตนต่างหากที่ฆ่าตัวตายเอง!!!
เหตุการณ์ทั้งหมดถูกถ่ายทอดผ่านการพบเห็นและสนทนาของ พระหนุ่มอานนทภิกขุ (มาริโอ้ เมาเร่อ), ชายตัดฟืน (เพ็ชรทาย วงษ์คำเหลา) และ สัปเหร่อ (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) ภายในอุโมงค์ผีที่ผาเมือง ซึ่งไม่อาจเข้าใจได้เลยว่า เหตุใดทั้ง 3 คนจึงให้การปิดบังความจริงที่เกิดขึ้น"
บทประพันธ์เรื่องราโชมอนของริวโนสุเกะ อากิตางาวะและบทละครของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เนื้อเรื่องไม่ได้แตกต่างจากอุโมงค์ผาเมืองแต่อย่างใดอาจจะเรียกได้ว่าก๊อบปี้กันมาทั้งดุ้นเลยก็ว่าได้ (อ้างอิงตามภาพยนตร์ตัวอย่างที่ผู้เขียนได้ดู) เพียงแต่เรื่องราโชมอนเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น ไม่มีขุนศึกมีแต่ซามูไร ไม่มีแม่หญิงคำแก้วมีแต่เมียซามูไร ไม่มีโจรป่าสิงห์คำมีแต่ตาโจมารุ ส่วนผู้ที่ร่วมสนทนาทั้งสามนั้นที่เหมือนกันก็มี พระกับคนตัดฟืน แต่ไม่มีสัปเหร่อมีแต่คนทำช้อง
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ได้จากราโชมอน (และน่าจะได้จากอุโมงค์ผาเมืองเช่นเดียวกัน) นั่นก็คือเนื้อหาของเรื่องสามารถสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นจริงว่าทุกสิ่งมีหลายด้าน ขึ้นอยู่กับมุมมอง และความคิดเบื้องลึกในจิตใจมนุษย์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
หลังจากที่ได้นำเอาเรื่องราวจากข้อมูลทั้งหมดที่เสาะหามาได้เมื่อนำมาปะติดปะต่อแล้ววิเคราะห์แบบไม่ต้องวิจัย หาคำตอบว่าทำไมจึงเกิดความรู้สึกเหมือนเคยพบ เหมือนเคยเห็นแต่จำไม่ได้ สิ่งที่น่าจะเป็นคำตอบให้กับตัวเองก็คือสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดกับเรามาแล้วจริงๆ โครงสร้างของเรื่องอยู่ในความทรงจำของเราแล้ว แต่เมื่อเหตุกาณ์ที่ปรากฏขึ้นภายหลังแม้เป็นเรื่องใหม่ ผู้คนใหม่แต่โครงสร้าง บริบทและการดำเนินไปเป็นเรื่องเดียวกับประสบการณ์เดิมของเรา
เราจึงจำความรู้สึกได้..แต่จำเรื่องที่เป็นรูปธรรมไม่ได้เท่านั้นเอง
เป็นเดจาวู..เป็นความระลึกได้....แต่ไม่ใช่ปาฏิหาริย์อะไรเลย !
http://en.wikipedia.org/wiki/D%C3%A9j%C3%A0_vu
http://news.voicetv.co.th/entertainment/17838.html
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%9C%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87
http://hilight.kapook.com/view/61769
'ช้อง' นี่คืออะไรหรือครับ เป็นชื่ออาชีพหรือว่าเป็นชื่อสิ่งของครับ
สวัสดีค่ะ
เคยเป็นเหมือนกัน...บ่อยมาก...เพราะเป็นคนที่อ่านหนังสือทั้งไทยทั้งเทศมากๆ...และยังเป็นคนที่รู้จักคนอีกมากๆ มีทั้งลูกศิษย์ผู้ปกครอง ครู ผู้บริหารเกือบสิบโรงเรียนที่เคยทำงาน พยาบาลและหมออีกหลายโรงพยาบาล เพื่อนและเจ้านายอีกหลายสำนักงานเขต เพื่อนและอาจารย์ก็อีกหลายสถาบัน เมื่อไปที่ไหนมักมีคนรู้ทักทายกันตลอด...จนมีอยู่ครั้งไปนั่งกินอาหาร...เห็นหน้าแล้วคุ้นๆมาก...พยายามนึกเท่าไร?ก็นึกไม่ออก...เขามองมาและส่งยิ้มให้ก็รีบยิ้มตอบอย่างคุ้นเคย...เลยปรารภกับน้องสาวว่า...ผู้ชายคนนั้นจำไม่ได้ว่าใคร...คุ้นๆมากแต่นึกไม่ออก...น้องสาวหันไปดูและยิ้มๆบอกว่า...ก็ดาราละครไง แต่ก็จำชื่อไม่ได้เหมือนกัน...
ได้ระลึกถึงคำนี้ จากที่ ท่าน อ.นพ.สกล พูดถึง Mental Rehearsing การ "ทำและเกิดประสบการณ์ในใจ" ก่อนได้ทำจริง ว่า ข้อดีคือลดความตื่นเต้นในสถานการณ์จริง แต่ข้อเสีย คือ Deja vu..
Deja vu จึงอาจไม่ใช่สิ่งเหนือธรรมชาติ เพียงเป็นปรากฎการณ์หนึ่งของสมอง ซึ่งสะสมข้อมูลไว้มากมาย วันดีคืนดี หรือ มีปัจจัยภายนอก (เช่น สัญชาตญาณการเอาตัวรอด) เหนี่ยวนำให้เกิด spark ขึ้นมาเป็นเรื่องราว ก็ได้..
แต่ที่น่าแปลก คือ เด็กที่อ้างว่าระลึกชาติได้ คนนี้เคยเป็นสามี ภรรยา กันมาก่อน..น่าฉงน.. เชื่อว่า..เรื่อง mental คือ วิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจต่อไปในศตวรรษที่ 21
สวัสดีค่ะ
ท่านอาจารย์วิรัตน์ คำศรีจันทร์ :
ผมก็เคยสงสัยเหมือนกันครับตอนที่อ่านครั้งแรก แต่ก็ไม่ได้หาข้อมูลเพิ่มเติม ตอนนั้นคิดว่า"ช้อง"เป็นเครื่องมือหาปลาเข้าไปโน่น วันนี้ลองเปิดพจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 อธิบายไว้สั้นๆอย่างนี้ครับ
ช้อง น. ผมม้วนเป็นก้อนสำหรับหนุนทรงผมให้ใหญ่หรือสูงขึ้น
ค้นใน Google ก็ไม่พบคำนี้มีแต่ในส่วนของการดูผลการค้นหาที่แปลเป็นภาษาอังกฤษสำหรับ : ช้อง (Wig) ก็คงน่าจะเกี่ยวกับ"ผม"อะไรสักอย่างนี่แหละครับ
ท่านอาจารย์ ดร.พจนา แย้มนัยนา :
เป็นเพราะต้องพบปะผู้คนมากๆ เหตุการณ์หลายๆเหตุการณ์มากจนเราจำไม่ไหวหรือเปล่าครับ ?
ท่านอาจารย์หมอ Patama :
นั่นซิครับ บางเรื่องก็หาคำอธิบายไม่ได้เหมือนกัน แต่ในอนาคต(ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่)เราอาจจะไขปัญหาเหล่านี้ได้ก็ได้นะครับ
คุณ Krusorn :
ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมเยียนครับ
ขอบคุณสำหรับความเห็นของทุกท่านอีกครั้งครับ