ประธานสภาวัฒนธรรม : คนพะเยาไม่ใช่คนขี้ขลาด ชาวพะเยาไม่ต้องการเอานามสกุล ณ พะเยา เมื่อกี้ได้เดินการแยกกลุ่มย่อยได้ยินว่าอีก ๔ ปี คนพะเยาจะจัดการตนเอง ทำให้ชื่นใจและเชื่อว่าคนพะเยาต้องทำได้ โดยกำหนดเอาไว้ใน ๒ ระดับคือ ระดับตำบลและระดับจังหวัด
ช่วงเกือบครึ่งเดือนที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ติดค้างงานหลายอย่าง ทั้งงานราษฎร์และงานหลวง เรียกได้ว่ามีกิจกรรม แต่ไร้ซึ่งการบันทึก (ขออภัยจริง ๆ เขียนบันทึกไม่ทัน) หรือจะเรียกว่า มีแต่ Knowledge แต่ไม่มีเวลา Management ตั้งแต่วันที่ ๒๓ สิงหา งานสัมมนา ๔ ประเทศ, ๒๗ สิงหา งานฮอมผญา, ๒ กันยา งานวิพากษ์หัวข้อวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกรุ่นน้อง, งานอบรมวิทยุบุคลากร มหาจุฬาฯ, ๓-๔ กันยา งานถอดบทเรียนดอกคำใต้เมืองน่าอยู่ สู่ความยั่งยืน, ฯลฯ..........มาจนถึง วันที่ ๙ กันยา ร่วมขบวนพาญาติโยมกราบพระ ๙ วัด...ฯลฯ ซึ่งแต่ละประเด็นน่าเขียนทั้งนั้น วันนี้ผู้เขียนพอมีเวลาจึงได้ทะยอยออกมา ดังนี้.......
..............................................................................................................
จากลานเสวนา วันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา เรื่อง "เลียวหลังแลหน้า คนพะเยากำหนดอนาคตเมืองพะเยา" ซึ่งผู้เข้าร่วมเสวนาจำนวน ๗ ท่าน ซึ่งดำเนินรายการโดยอดีตประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัด ซึ่งมีความน่าสนใจไม่น้อย ดังจะนำเสนอต่อไปนี้
วัฒนธรรมจังหวัดพะเยา(มงคล) : จะทำให้คนพะเยา รู้จักพะเยาได้ดีที่สุด ว่าพะเยาเป็นเมืองทางด้านวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่มาก
ประธานสภาวัฒนธรรม(วิมล) : วัฒนธรรมพะเยาส่วนหนึ่งคือพระภิกษุ เช่น พระธรรมปาละ ในยุคของพระเจ้าบุเรงนอง ท่านหนีไปอยู่กรุงเวียงจันทร์ประเทศลาว กลัวว่าประวัติศาสตร์ทางด้านศาสนาจะสูญหาย จึงได้ฝากประวัติพระเจ้าตนหลวงมาให้คนพะเยาได้ศึกษา ต่อมามีคนอย่างพระครูศรีวิราชวชิรปัญญา (ปินตา)ที่ได้บันทึกเรื่องราวขึ้น ส่งต่อมาจนถึงพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปวง) ได้รวบรวมวัตถุโบราณเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้ทำการศึกษา ซึ่งในอนาคตจะมีพระภิกษุชาวพะเยาสืบทอดเจตนานี้ต่อไปอีก
คุณสุทธิพงษ์ : บอกว่าเป็นคนพะเยา สมัยพ่อเป็นครูได้มาบรรจุที่พะเยาเมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว จึงขอเสนอประเด็น ดังนี้
๑.พะเยาจะเดินหน้าต่อไปได้ก็เพราะศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และการศึกษา
๒.ผู้นำไม่สามารถกำหนดทิศทางของจังหวัดพะเยาได้ ต้องพี่น้องประชาชนในจังหวัดพะเยาเท่านั้น
๓.ยกระดับการขับเคลื่อน หรือการจัดงานครั้งนี้ ให้เป็นวาระร่วมของจังหวัดให้ได้
๔.นโยบายของเมือง(นโยบายสาธารณะ) คนต้องมีส่วนร่วม
๕.เมื่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นนโยบายไปแล้ว ควรยอมรับ อย่าปฏิเสธว่าไม่ใช่เรื่องของตนเองหรือคนเป็นนโยบายของคนก่อน ไม่ควรรื้อทิ้ง
ประธานสภาวัฒนธรรม : จุดเด่นของพะเยา คือศิลปวัฒนธรรม ควรที่พะเยาจะเป็นเมืองศาสนา การศึกษาและวัฒนธรรม ถ้าคนพะเยาเอานิคมอุตสาหกรรมซึ่งอยู่หน้ามหาวิทยาลัยพะเยา ขณะที่ตนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเคยเสนอว่า ถ้าพะเยาเอานิคมอุตสาหกรรมมาอยู่ใกล้ ๆ มหาวิทยาลัย ควรไล่นักศึกษาออกหมด แล้วนำควายมาเลี้ยงแทน ซึ่งต่อมาทำให้เห็นว่าเมื่อเศรษฐกิจฟุบ เมืองการศึกษาเท่านั้น จึงจะอยู่ได้ ส่วนเมืองที่มีอุตสาหกรรมเดือดร้อนกันไป
นายกเทศมนตรีเมืองดอกคำใต้ (จีรเดช) : อยากเห็นเมืองพะเยาก้าวหน้าอย่างมีทิศทาง เพราะเมืองพะเยาเก่าแก่และรุ่งเรือง มีอาริยธรรมมาก่อน น่าเสียดาย เด็กและเยาวชนไม่รู้จัก เมื่อ ๒๕ ปีที่แล้ว ไปเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง เพื่อนไม่กล้าบอกว่าเป็นคนดอกคำใต้ หรือพะเยา เพราะอาย จึงทำให้คิดว่าดอกคำใต้ หรือพะเยานั้น ไม่มีอะไรดีหรืออย่างไร? ส่วนเรื่องศิลปะถามว่าปัจจุบัน มีวัดกี่แห่งที่ยังคงอนุรักษ์ฝีมือช่างหลวงพะเยาเอาไว้?
ประธานสภาวัฒนธรรม : ประเด็นแรก เด็กพะเยา ไม่รู้จักตนเอง อดีตนายกเทศมนตรี ไม่ใช่คนพะเยา ไปเที่ยวต่างประเทศมาแล้วอยากให้เหมือนในสิ่งที่เคยเห็นมา จึงไปขุดสนามโรงเรียนเทศบาล ๓ ลึกประมาณห้าเมตรเพื่อให้ดีดีมีสไตล์ ไม่รู้ว่าจะนำดินไปไว้ไหน จึงประกาศขายดั้มละ ๑๐๐ บาท ไม่มีใครกล้าซื้อ เพราะสนามนั้นเป็นสุสานเงี้ยว จึงมีคนแนะให้ไปถมหน้าลานพ่อขุนงำเมืองเป็นการแก้ปัญหาไป ประเด็นที่สอง พะเยาต้องเป็นเมืองการศึกษาเนื่องจากสามารถแก้ปัญหาเด็กเยาวชนและสังคมได้
ประธานสภาเด็ก : เพราะเด็กเป็นอนาคตของชาติ ทั้ง ๆ ที่มีการอำนวยความสะดวกมากมาย แต่มีผู้รู้จำนวนน้อยมาก เท่าที่เห็นคือพวกที่เป็นหน้อยและหนาน(ทิด) ที่ผ่านการบวชเรียนมาจากวัดเท่านั้น ซึ่งแยกปัญหาได้ ๒ ประการคือ ๑)ปัญหายาเสพติด (อบายมุข) ดังนั้นเมื่อจะแก้ ผู้ใหญ่ต้องช่วยกันตระหนักให้ดี ๒)ขาดคุณธรรมจริยธรรม ถ้าจะแก้ ก็ต้องปลูกจิตสำนึกรักบ้านเกิดให้กับเยาวชน
แพทย์หญิง : บอกว่าไม่ใช่คนพะเยา เมื่อคนพะเยาปฏิรูปความคิดเรื่องสวัสดิการ และคิดเรื่องสวัสดิการชุมชนก่อนรัฐบาล จึงควรดำเนินการดังนี้ คือปฏิรูปจิตสำนึก-ปฏิรูปวิธีคิด-จัดการตนเอง ตลอดจนถึงเข้าไปปฏิรูปนโยบาย จนสามารถเขียนแผนเสนอ เข้าไปมีส่วนร่วมนโยบายกับทางการได้
ศิษย์หลวงปู่ใหญ่ : ไม่ใช่คนพะเยา เป็นคนอำเภอป่าแดด แต่ว่าจบพินิตประสาธน์โรงเรียนของหลวงปู่ใหญ่ คนพะเยาใช้วิถีของตนเองโดยใช้ศาสนานำ โดยมีวัฒนธรรมเป็นฐาน
ประธานสภาวัฒนธรรม : คนพะเยาไม่ใช่คนขี้ขลาด ชาวพะเยาไม่ต้องการเอานามสกุล ณ พะเยา เมื่อกี้ได้เดินการแยกกลุ่มย่อยได้ยินว่าอีก ๔ ปี คนพะเยาจะจัดการตนเอง ทำให้ชื่นใจและเชื่อว่าคนพะเยาต้องทำได้ โดยกำหนดเอาไว้ใน ๒ ระดับคือ ระดับตำบลและระดับจังหวัด คือ
๑)ต่อไปนี้ เมื่อจะพัฒนาตำบล ต้องให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วม คนในตำบลต้องเข้ามาร่วมกำหนดแผน โดยเป็นคณะทำงานที่ไม่เป็นทางการ
๒)วิธีทางงบประมาณ คนพะเยาที่มีแนวความคิดดี ๆ ต้องมีงบให้ เห็นหรือไม่คราวเมื่อเกิดกบฏเงี้ยว รัฐบาลกลางเอาผลประโยชน์ไป ๕๐% แต่ปัจจุบันนำไป ๗๐% ส่วนคนท้องถิ่นได้แค่ ๓๐%
๓)คราวเมื่อสงครามโลก ฝรั่งทิ้งระเบิดตามเมืองต่าง ๆ ยกเว้นพะเยา เพราะมืดไม่เห็นแสงสว่าง นี้เป็นการยืนยันว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์
ครูมุกดา : ตอนเรียนหนังสือ ได้ต่อสู้เพื่อคนพะเยา แม้ตอนนี้ก็ยังต้องต่อสู้เพื่อพ่อแม่พี่น้อง ยังต้องดำเนินต่อไป คนพะเยาฉลาด แต่ต้องทำสวัสดิการชุมชนไม่เฉพาะพะเยา แต่ทำเพื่อคนทั้งประเทศ เช่นเรื่อง 1:1:1 ไม่อยากให้ทำแบบปูพรม แต่เป็นการยกระดับเป็นเรื่องจิตวิญญาณ หรือคุณธรรม ถ้าจังหวัดจัดการตนเองมันลอย ๆ แต่ถ้าตำบลจัดการตนเอง จะเป็นเรื่องที่ทำได้เอง ทำได้ทันที่ ไม่ต้องรอราชการ กว่าจะมาจัดงานวันนี้ได้ ต้องมีการประชุมกันถึง ๑๒ ครั้ง โดยคุณแจส ได้วิ่งมาหา และถึงเวลาที่จะลุยแล้ว คำพูดของมหาศรีบรรดร
ประธานสภาวัฒนธรรม : สรุปตามแนวคิดของคุณหมอ คือ
๓ เรียน คือเรียนรู้อดีต เรียนรู้(กำหนด)ปัจจุบัน เรียนรู้(เพื่อมุ่งสู่)อนาคต
๓ เปลี่ยน คือเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนระบบองค์กร เปลี่ยนนโยบาย
๓ พื้นที่ คือพื้นที่จังหวัด พื้นที่ความคิด พื้นที่นโยบาย
นายกเทศบาลตำบลบ้านตุ่น : การขายสิทธิ์ เหมือนขายวัว เพราะเขาจะเลี้ยงหรือฆ่าก็ได้ และยิ่งถ้าเงินซื้อเสียงเข้ามา จะทำให้องค์กรอ่อนแอ ถูกเรียกร้องผลประโยชน์ ดังนั้นถ้าชุมชนไหนได้ผู้นำที่ดี ทุกอย่างจะพัฒนาไปได้เอง
เห็นความตื่นตัวของชุมชนคนเมืองพะเยาแล้ว
น่าชื่นชมอย่างมากเลยครับ
ดูเป็นรูปธรรมมากแล้วนะครับ
ขอบคุณครับหลวงพ่อมหาแล
พะเยาเป็นจังหวัดเล็ก ๆ ประชากร ๕ แสน
แม้จะมีความหลากหลาย แต่ก็พยายามรวมพลังกันครับ
นมัสการพระคุณ เจ้า พระมหาศรีบรรดร
คนพะเยา กำหนดอนาคต ตนเอง .....เพราะประธานสภาวัฒนธรรม : ประเด็นแรก เด็กพะเยา ไม่รู้จักตนเอง อดีตนายกเทศมนตรี ไม่ใช่คนพะเยา ไปเที่ยวต่างประเทศมาแล้วอยากให้เหมือนในสิ่งที่เคยเห็นมา จึงไปขุดสนามโรงเรียนเทศบาล ๓ ลึกประมาณห้าเมตรเพื่อให้ดีดีมีสไตล์ ไม่รู้ว่าจะนำดินไปไว้ไหน จึงประกาศขายดั้มละ ๑๐๐ บาท ไม่มีใครกล้าซื้อ เพราะสนามนั้นเป็นสุสานเงี้ยว จึงมีคนแนะให้ไปถมหน้าลานพ่อขุนงำเมืองเป็นการแก้ปัญหาไป)
เช่นเดียวกับร่วมสร้างเมืองลุงให้น่าอยู่ ด้วยการจัดการตนเอง กำหนดคุณสมบัติผู้ว่าเมืองตามตามวิสัยทัศน์ เมืองเกษตรยั่งยืน มิใช่ส่งผู้ว่ารอเกษียณมานั่งเอาตำแหน่ง
ขอบคุณที่ไปแลกเปลี่ยนครับ
กราบนมัสการ หลวงพี่ที่เคารพ
โยมเข้ามาอ่านบทความของหลวงพี่หลายเรื่อง ล้วนมีคุณค่าที่น่าเก็บไว้เป็นส่วนหนึ่งของบันทึกประวัติศาสตร์ล้านนาไทยและชนแถบลุ่มน้ำโขง สำหรับประเด็นนี้โยมเห็นด้วยกับ "โยมนเรศ" ว่านัการเมืองท้องถิ่นของพะเยาไม่ใช่คนพะเยาโดยแท้ ดังนั้นจึงไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาความเจริญให้กับพะเยาอย่างจริงจัง ทั้ง ๆ ที่เมืองพะเยามีประวัติศาสตร์ความสำคัญหลายด้าน เช่นประเพณีของไทลื้อ หรือความยิ่งใหญ่ทางพระพุทธศานาในสมัยโบราณก่อน แม้กระทั่งการทำเครื่องเงินของพะเยา โยมเชื่อว่าคนไทยหลายท่านคงไม่รู้ ...เมื่อครั้งที่โยมไปช่วยนัการเมืองบางท่านที่เป็นชาวพะเยาโดยกำเนิด ได้เข้าร่วมงานประเพณีของไทยลื้อหลายครั้ง และได้ทราบประวัติศาสตร์จากนักการเมืองท่านนั้น (อดีตเป็นผู้ประกาศข่าวประจำสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง) เราได้พูดคุยกันหลายครั้ง แต่บทสรุปก็จะลงท้ายที่..."เมื่อไม่มีอำนาจในการบริหาร...งบประมาณก็จะไม่มี..." นี่คือความจริงที่ต้องยอมรับ และได้เพียงแค่คิดว่า เสียดายที่โยมไม่ใช่คนในจังหวัดพะเยา ขณะเดียวกันคนในจังหวัดพะเยามีฐานรายได้ค่อนข้างต่ำ จึงทำให้การเลือกตั้งในแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับใครมีอำนาจทางการเงินสูงเพียงใดด้วยเช่นกัน...นักการเมืองบางท่านที่โยมรู้จักซึ่งเป็นทั้งอดีต สว. และ สส. มีคุณสมบัติที่จะลงรับสมัครเลือกตั้งในจังหวัดพะเยา...แต่บุคคลนั้นมีภูมิลำเนาที่แท้จริงอยู่ในกรุงเทพไม่เคยอยู่ในจังหวัดพะเยาเลย (เจ้าของโรงแรมระดับ 5 ดาวของเมืองไทย)...ดังนั้นจึงเป็นไปได้อยากที่จะทำงานอย่างจริงจังเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น... การเสวนาแต่ละครั้งอาจมีเพียงบทสรุปเท่านั้น...แต่มิได้นำไปปฎิบัติจริง...หากการทำงานของคนเมืองสามารถสร้งกลุ่มให้แข็งแกร่งได้เหมือนกลุ่มชาวเขา เมืองพะเยาก็คงพัฒนาได้มากขึ้น...น่าเสียดายจริงๆ...
ด้วยความเคารพยิ่ง
กาญจน์มุนี (ร้อยตะวัน)
นมัสการพระคุณเจ้า แวะเข้ามาอีกรอบ อ่านความเห็นของคุณ ร้อยตะวันแล้วเห็นจริงในเรื่อง "อำนาจไม่มี งบประมาณไม่มา"
เหมือนแผนพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ภาคประชาชนสู้กันมาหลายสิบปี ยังพัฒนาไม่ได้สักที (พัฒนาตามความหมายของชาวบ้าน ไม่ใช่ตามความหมายของรัฐ)
เจริญพรท่านผู้เฒ่า ผู้ว่าราชการอยู่ตามวาระ ตามเส้นสาย จึงทำให้การทำงานแบบรอเกษียณ
แต่บางยุคบางสมัย พะเยาก็เคยได้ผู้ว่าที่เก่งจริงเหมือนกัน จนสามารถสร้างตำนานให้กับคนท้องถิ่นมิใช่น้อย
จะทำอย่างไรให้ส่วนกลางหรือกระทรวงทบวงกรมต่าง ๆ กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจัดการตนเองเสียที