เวลาในการพักผ่อนและแสวงหาความสุข

                นัยว่าเทคโนโลยีถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยมนุษย์ประหยัดแรงและประหยัดเวลาเป็นหลักใหญ่ แต่น่าสังเกตว่าสังคมยิ่งมีเทคโนโลยีสูงมากเท่าใดผู้คนในสังคมก็ยิ่งมีเวลาเหลือเพื่อพักผ่อนน้อยลงเท่านั้น!!

 

                สังเกตได้จากชีวิตชาวชนบทไทยในอดีต รวมทั้งในปัจจุบันของพื้นที่บางแห่ง จะเห็นว่ามีเทคโนโลยีโบราณใช้เท่าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการทำมาหากิน ถึงฤดูทำนาก็ทำนากัน เสร็จจากไถหว่านและดำนาก็มีโอกาสพักผ่อนอยู่ช่วงหนึ่งนานสองสามเดือนทีเดียว จากนั้นก็ถึงฤดูเก็บเกี่ยว หมดฤดูเก็บเกี่ยว ก็ได้พักผ่อนกันอีกนาน

 

ในฤดูแล้งที่ว่างเว้นจากการทำไร่ไถนาพวกผู้ชายก็ออกหาปลากันอย่างสนุกสนาน พวกผู้หญิงก็พักผ่อน และ ทอผ้ากันตามแต่ความพอใจ ไม่ต้องรีบเร่งผลิตเพื่อค้าขายทำกำไร ดูเหมือนว่าทุกคนมีเวลาว่างในการแสวงหาความสุขตามอัธยาศัยมากทีเดียว

 

แต่ในปัจจุบันนี้ ชาวกรุง จากกรุงเทพ ผ่านโตเกียว ถึงนิวยอร์ค จำนวนมาก ทั้งที่มีเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกเพรียบพร้อมทุกย่างก้าว แต่ต้องตื่นนอนตั้งแต่ตีสี่ตีห้าเพื่อเดินทางไปทำงานที่ออฟฟิศหรือโรงงานให้ทัน ทำงานหนักทั้งวัน กว่าจะฝ่าการจราจรอันคับคั่งกลับถึงบ้านหรือห้องพักก็ได้เวลาประมาณเกือบสองทุ่ม ได้เวลาบริโภคข้อมูลด้วยการดูข่าวภาคค่ำจากโทรทัศน์พอดี อาจทานข้าวเย็น(ค่ำ)ไปพลาง  จากนั้นอาบน้ำ เข้านอน

 

ดูเหมือนว่าพวกเขาเหล่านั้นแทบจะไม่ได้มีเวลาพักผ่อนสนุกสนานนานๆตลอดปีเหมือนชาวไร่ชาวนาตามบ้านนอก หรือ ในอดีตเลย ในแต่และปีจะมีเวลาขอหยุดพักร้อน”นานนาน”ได้กันคนละ 2 สัปดาห์เป็นอย่างมากเท่านั้น

 

                สาเหตุสำคัญที่คนในสังคมปัจจุบันนี้มีเวลาน้อยในการเสวยความสุขจากเทคโนโลยี “ทุ่นแรงทุ่นเวลา”  ที่ตนได้สร้างขึ้นมาแต่แรกนั้น เป็นเพราะเวลาที่ใช้ในการเพิ่มปริมาณการผลิตไล่แซงเวลาที่ทุ่นลงไปได้นั่นเอง

 

จึงเป็นกระทู้ที่ชวนคิดเป็นอย่างยิ่งว่า ในภาพรวมแล้ว เทคโนโลยี “ช่วยเพิ่มหรือช่วยลด” คุณภาพชีวิตของมนุษย์กันแน่

 

เพราะ “คุณภาพชีวิต” นั้นถือได้ว่าเป็นการ”เสพ”อย่างหนึ่ง ที่ต้องการเวลาในการเสพ เช่น ในการทานอาหารที่อร่อยนั้นต้องทานอย่างช้าๆ อาหารจานอร่อยอย่างเดียวกันนั้นหากให้ทานอย่างเร่งรีบก็จะลดทอนความอร่อยลงไปได้มากทีเดียว

 

...คนถางทาง (กย. ๕๔)