เพื่อต้องการให้คนเรารู้จักพึ่งตนเองและหวังผลสำเร็จด้วยการลงมือทำ...

บันทึกนี้ต่อจากตอนที่แล้ว...

 

เกี่ยวกับความสับสนในเรื่องกรรม

 

        ตามทัศนะของพระพรหมคุณาภรณ์ ( ป.อ. ปยุตฺโต )นักปราชญ์ทางพุทธศานาได้ให้มุมคิดไว้  3 ประเด็นคือ

 

1 . ความสับสนคลาดเคลื่อนในความหมาย

 

        กรรมในแง่คนทั่วไปอาจมีความหมายไม่ตรงกันเช่น  ในสำนวนภาษาไทยว่า...ชาตินี้มีกรรม...คือชาวพุทธมองกรรมในแง่ตัวผล      ...เราทำกรรมมาไม่ดีก็ก้มหน้ารับกรรมไปเถิด...คือมองกรรมในแง่ไม่ดี  ล้วนเป็นเรื่องทุกข์  ...อะไร ๆ ก็สุดแต่บุญกรรมก็แล้วกัน...คือมองกรรมในแง่อดีต  ชาติก่อนเราทำมาไม่ดี...เป็นต้น

 

        ที่จริงแล้วคนเราควรมองกรรมในความหมายกลาง ๆ ตามความเป็นจริง

 

2 . มองกรรมในแง่ทัศนคติ

 

        เมื่อชาวพุทธมองกรรมแค่ผลรับที่สร้างกรรมมาแต่อดีตก็จะเกิดความท้อแท้น้อยเนื้อต่ำใจ

 

 เมื่อมองแง่ตนเองก็รู้สึกยอมแพ้ก้มหน้ารับกรรม  ในประเด็นนี้เราต้องแยกมองเป็น 2 อย่างคือ

 

1 . เราต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง

 

2 . เราต้องแก้ไขตนเองให้ถูกต้องต่อไป  คือไม่หยุดอยู่แค่เพียงการยอมรับเท่านั้น

 

เมื่อมองแง่คนอื่น  คือเมื่อเห็นคนอื่นประสบเคราะห์กรรมก็ว่าเป็นกรรมของเขา  เพราะทางพุทธว่าให้อุเบกขา  ตามที่จริงเราต้องแยกมองในประเด็นนี้คือ

 

1 . เราทำใจเป็นกลางว่าเขาสมควรได้รับกรรมนั้นเราควรอุเบกขาหรือวางเฉยเพื่อรักษาธรรมไว้

 

2 . เมื่อเขารับทุกข์แล้ว  เราควรช่วยเหลืออะไรเขาได้บ้าง  เพื่อให้กำลังใจเขากระทำดีต่อไป

 

 

        จากคำสอนของพุทธในเรื่องกรรมนี้มีเป้าหมายเพื่ออะไร..?  ตอบได้ว่า...เพื่อต้องการให้คนเรารู้จักพึ่งตนเองและหวังผลสำเร็จด้วยการลงมือทำจริงด้วยหนึ่งสมองและสองมือของตนเองนั้นแล.