ผมให้ลำดับความสำคัญต่อการทำงาน (แบบไม่ทำ) แก่วงการศึกษา เพราะนี่คืออนาคตความเป็นความตายของชาติสยามของเรา ดังนั้น เมื่อ ดร. เจือจันทร์ จงสถิตอยู่ ผู้ประสานงานโครงการ LLEN ของ สกว. ชวนไปดูกิจการความก้าวหน้าของโครงการที่ จ. พัทลุงในวันที่ ๘ ส.ค. ๕๔ ผมจึงตอบรับทันที แม้จะรู้ว่าจะเป็นวันที่ยาว กลับบ้านดึก ทำให้เหน็ดเหนื่อยเกินกำลังคนแก่ ผมก็สู้
สิ่งที่ผมอยากรู้มากที่สุดคือ สภาพในห้องเรียนเป็นอย่างไร สภาพแรงบันดาลใจ (passion) ต่อการทำหน้าที่ครูในหมู่ครูเป็นอย่างไร
ไปเห็นแล้วผมก็สรุปว่า สิ่งที่ผมไปเห็นสะท้อนความล้มเหลวของการปฏิรูปการศึกษาทั้งในทศวรรษแรก และในทศวรรษที่สอง
การศึกษาไทยยังเป็นการศึกษาในศตวรรษที่ ๒๐ ไม่พบร่องรอยของความเข้าใจการศึกษาสำหรับมนุษย์ในศตวรรษที่ ๒๑ เลย
ห้องเรียนยังจัดเป็น classroom ครูสอนอยู่ที่หน้ากระดานดำ นักเรียนนั่งฟังครูพูด เหมือนที่ผมเป็นนักเรียนเมื่อ ๖๐ ปีที่แล้วไม่ผิดเพี้ยน แตกต่างกันที่มีโปสเตอร์สวยๆ และอุปกรณ์มากกว่าเท่านั้น แต่รูปแบบการเรียนรู้ที่ลดการสอน เพิ่มการเรียน (Teach Less, Learn More) ไม่ปรากฏเลย
แล้วจะไม่ให้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาไทยล้าหลังประเทศอื่นๆ ได้อย่างไร
ที่จริงข้อสรุปข้างบนอาจจะมองวงการศึกษาไทยในแง่ร้ายมากไปหน่อย เพราะจริงๆ แล้ว เราไปเห็นสภาพโรงเรียนที่มีสถานที่สะดวกสบายกว้างขวาง มีอาคารกีฬาหลังคาสูงติดไฟฟ้าให้เล่นบาสเก็ตบอลล์ หรือตีแบตเวลากลางคืน หรือเวลาฝนตกได้สบาย ห้องประชุมก็กว้างใหญ่ติดแอร์เย็นฉ่ำ ห้อง ผอ. ก็กว้างขวางเย็นฉ่ำและมีห้องน้ำกว้างใหญ่ในตัว และที่เตะตาที่สุดคือป้ายชื่อโรงเรียนอลังการ์มาก
สิ่งเหล่านั้นบอกเราว่า วงการศึกษาไทยก้าวหน้าทางวัตถุหรือเปลือกนอกของการศึกษา แต่ส่วนแก่นยังคงเดิม เรายังไม่ได้เปลี่ยนส่วนแก่นของการศึกษาให้ทันยุคสมัย ที่โลกเปลี่ยนไปแล้ว มนุษย์ยุคใหม่เปลี่ยนไปแล้ว สังคมเปลี่ยนไปมากมาย แต่การศึกษาไทยยังย่ำเท้าอยู่กับแนวคิด (กระบวนทัศน์ – mindset) เดิมๆ ของการศึกษาในศตวรรษที่ ๒๐ (และ ๑๙)
นี่คืออันตรายใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ เป็น “ภัยต่อความมั่นคง” ของชาติที่เรามองไม่เห็น เป็นภัยต่อสติปัญญาของชาติ เพราะการศึกษาตามแนวที่กำลังดำเนินการอยู่นี้จะก่อสภาพ “มืดบอดทางปัญญา” ของคนทั้งชาติในเวลาไม่เกิน ๒๐ ปี
เพราะการศึกษาที่จัดกันอยู่ในเวลานี้ ยังหยุดอยู่แค่การสอนวิชา ยังไปไม่ถึงการเรียน ทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑ และที่สำคัญ ครูยังไม่ตระหนักว่า ครูในศตวรรษที่ ๒๑ ต้องเรียนรู้ทักษะเหล่านี้โดยการรวมตัวกันเป็น PLC ครูยังรอ “เจ้าภาพ” มาจัด PLC ให้
ในการไปเยี่ยมชื่นชมนี้ เราเปลี่ยนวิธีการประชุม จากผู้ใหญ่ไปให้โอวาทหรือแนะนำ เป็นผู้ใหญ่ไปนั่งฟังและเชียร์การลงมือทำสิ่งดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของศิษย์ ครูเปลี่ยนบทบาทจากการนั่งฟังหลักการหรือนโยบายจากผู้ใหญ่ เป็นครูเป็นผู้เล่าว่าตนทำอะไรอย่างไร ด้วยความมุ่งหมายอะไร มีผลงานที่ภาคภูมิใจอย่างไร หรือมีข้อสังเกตผลที่เกิตต่อศิษย์อย่างไร
เป็นการประชุมที่ประดักประเดิดอยู่สักหน่อย เพราะครูไม่คุ้นเคย
ในการประชุมที่ทั้งสองโรงเรียน (สตรีพัทลุง และตะโหมดวิทยา) เราเปลี่ยนครูจากเป็น “กรรม” (ผู้ถูกกระทำ) มาเป็น “ประธาน” คือผู้กระทำ แล้วผมและคณะกรรมการกำกับทิศของ LLEN นั่งฟัง
ผมใช้ fire detector สำรวจหา “ไฟ” ในตัวครู ที่เป็นตัวชี้วัดหนึ่งของการเป็น “ครูเพื่อศิษย์” และผมมีความยินดีที่จะรายงานว่าผมพบร่องรอยครับ ผมได้ยินครูหลายคนเอ่ยถึงพฤติกรรมของลูกศิษย์ของตน ด้วยน้ำเสียงและเรื่องราวที่สะท้อนความเอาใจใส่นักเรียนอย่างจริงจัง
สภาพการบริหารระบบการศึกษาแบบใช้อำนาจ top down ของกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้ครูไม่กล้าคิด ไม่ได้ฝึกคิด รอแต่รับคำสั่ง ทำตามสั่ง ขาดความริเริ่มสร้างสรรค์ ไม่กล้าคิดทำแตกต่างจากคำสั่ง คืออุปสรรคต่อการปฏิรูปการศึกษา ไปสู่การเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑
แต่เราก็ยังมีครูจำนวนน้อยๆ ที่ยังกล้าคิด กล้าลอง เพื่อจัดการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ให้แก่ศิษย์ จุดเริ่มต้นของการปฏิรูปน่าจะเริ่มที่ “ครูเพื่อศิษย์” เหล่านี้ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องแยกตัวเขาออกมาจากกลุ่ม แต่ควรส่งเสริมให้เขาได้ทำงานตามความใฝ่ฝันของตัวเอง เพื่อการเรียนรู้ของศิษย์ และทำงานเป็นทีมและเครือข่าย PLC
ผมได้พยายามชี้ให้ที่ประชุมเห็นเป้าหมายที่แท้จริงของ LLEN ว่าต้องการมาจุดประกายการรวมตัวกันในพื้นที่ เพื่อร่วมกันดำเนินการพัฒนาคุณภาพของการศึกษาส่วนที่ตัวนักเรียนได้ประโยชน์โดยตรง คือยกระดับ Learning Outcome ให้มีการดำเนินการในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง ไม่ต้องรอทรัพยากรจากส่วนกลาง
มหาวิทยาลัย (ในกรณีนี้คือ มทษ.) เป็นภาคีสำคัญในพื้นที่ แต่ในพื้นที่ยังมีภาคีสำคัญอีกลายฝ่าย ที่มีทรัพยากร และมีหน้าที่โดยตรงที่การสนับสนุนให้การศึกษาในพื้นที่มีคุณภาพ เช่น อบจ., เทศบาล, อบต., เขตพื้นที่การศึกษา, และอื่นๆ
ผมฝันเห็นภาคีเหล่านี้รวมตัวกันในพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาในพื้นที่ ให้ผู้เรียนมี Learning Outcome ในระดับที่บรรลุ 21st Century Skills
วิจารณ์ พานิช
๙ ส.ค. ๕๔
ตราบใดที่มีการสอบโอเนต , เอเนต มีการแข่งขันเข้ามหวิทยาลัย
โรงเรียนกวดวิชาก็จะเพิ่มอีก2 เท่า
ตราบใดที่ผู้บริหารไม่ออกนอกกรอบ ก็ตราบนั้น ค่ะ อาจารย์
ขอบคุณค่ะ