กรอบ

 

 

...

เราจะเขียน บทกวี เพราะอยากเขียน
ไม่ได้เรียน มาทางนี้ ก็เขียนได้
ด้วยอารมณ์ ความรู้สึก ด้วยหัวใจ
ในบางครั้ง ไม่ต้องไป ใช้กรอบเดิม

คุณรู้ไหม จินตนาการ สำคัญสุด
กรอบมันฉุด ให้คุณขาด การริเริ่ม
กว่าจะใช้ ความคิด เข้าต่อเติม
คำเดิมเดิม กรอบเดิมเดิม ก็ออกมา

...

ที่ญี่ปุ่น มีไฮกุ และแคนโต้
ทวิตเตอร์ มันก็โชว์ บทกลอนได้
มีบางคน เรียกที่ว่าง เรียกใบไม้
ส่วนนิ้วกลม นั้นไซร้ เรียกอุนนุน

ประเทศไทย เรามีกลอน สี่สุภาพ
กลอนสักวา ตามระนาบ ดูอบอุ่น
สารพัดกลอน กาพย์เห่ ดูเจือจุน
น่าขอบคุณ ที่คิดเขียน พากเพียรทำ

...

คนเรามัก ใช้มุมมอง ที่คุ้นเคย
เรียนอะไร มาเลย ก็ใช้นั่น
มันทำให้ ความคิด ดูผิดพลัน
ความไม่รู้ ดูนั่น อีกมากมาย

เคยคิดไหม จุดเริ่มต้น ทำนอกกรอบ
ไม่ต้องตอบ ปัญหา ภาษาไหน
ใช้อารมณ์ ความคิด และหัวใจ
ค่อยเขียนไป แล้วขยับ อาจกลับดี

...

มนุษย์เรา ชอบเอากรอบ ตัวเองวัด
ไปขจัด ความเชื่อ คนอื่นเขา
ใครคิดได้ ไม่เหมือน ปัญญาเบา
แล้วค่อยเอา กรอบตัวเอง ไปวางแทน

หากคนเรา ทำสิ่ง ไม่เหมือนใคร
เราต้องค่อย ดูไป ไม่หวงแหน
มันอาจจะ ดีกว่าเดิม ไม่ใช่แบน
ให้เวลา ทดแทน พิสูจน์ดู

...

 

 

 

บ้านปลายดง ณ หางดอย

ณ เชียงใหม่

๕ กันยายน ๒๕๕๔

๐๐.๓๓ น.

 

 

......................................................................................................................................................................

อารมณ์ละทิ้งกรอบ ...

จริง ๆ เขียนเรื่อง "กรอบ" แต่ "กรอบ" ที่สามารถยกตัวอย่างได้ง่ายมากที่สุด คือ

"กรอบ" ของการเขียนกลอน บทกวี ที่นักภาษาหลาย ๆ คนยึดถือจนกลายเป็นกรอบของตัวเอง แล้วเชื่อมั่นว่า หากเขียนตาม "กรอบ" นั้นแล้ว จะอ่านแล้วไพเราะหรือเพราะอย่างที่ตนเองคิด หรือยึดตามที่ตนเองร่ำเรียนมาจะดีที่สุด ... เอ แล้วเคยคิดนอกกรอบไหมครับว่า มันมีวิธีการหรือหลักการที่ทำให้เพราะได้เหมือนกัน ?

โยงไปถึงเรื่อง "กรอบ" ของการเขียนบันทึกที่หลายคนกังวลใจว่า มีหลักการอะไรบ้างที่เราต้องคำนึงถึง ซึ่งจะยังผลให้มือใหม่ขยาดต่อเรื่องของการเขียน ถึงแม้จะเป็นการเขียนถึงเรื่องของตัวเองที่ประสบพบมาก็ตาม ... หากไปกังวลใน "กรอบ" ก็เป็นอันไม่ต้องเขียนอะไรกันอีก เพราะตายไปตั้งแต่ตอนคิดถึงแล้ว

นี่เราไม่ได้พูดถึง "กรอบ" อื่น ๆ ที่เป็นหลักการทฤษฎีที่เราในฐานะที่เป็นสารพัด "นัก..." ต่าง ๆ ยึดถืออยู่ วันนี้ "กรอบ" นี้อาจจะถูก เมื่อใดก็ตาม "กรอบ" ใหม่เกิดขึ้น ก็เป็นอันถูกหักล้างถากพงกันไป

โลกนี้ยังมีสิ่งที่มนุษย์ยังหาคำตอบไม่ได้อีกตั้งเยอะ แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่า สิ่งที่เราเชื่อ เราคิด เราทำ มันดีจริง ?

 

 

เห็นภาพนี้ไหมครับ เห็น "มนุษย์" ไหมครับ อยู่ใน "กรอบ" ไม่รู้กี่อัน ต่อกี่อัน

หาก "มนุษย์" คนนี้ ไม่เดินออกมาจาก "กรอบ" บ้าง แล้วย้อนกลับไปมองดูสิ่งที่เราเดินจากมา แล้วความรู้ใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นได้อย่างไรกันครับ

"มนุษย์" คนนี้คงเชื่อใน "กรอบ" เดิมไปจนตายกันไปข้างหนึ่ง

 

"กรอบ" คือ "อัตตา" ตัวกู ของกู นี่กู ของมนุษย์เราที่ยึดมั่นถือมั่นครับ

ใครที่มี "อัตตา" เยอะ ๆ ตาเขาจะบอดสนิท หูเขาจะหนวกไม่ได้ยินสิ่งใด อยู่ในโลกของตัวเองไปอีกนานแสนนาน

เมื่อมีใครมาทำลายความเชื่อของเขา เขาก็จะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ พาลเลิกคบหาสมาคมคนนั้นไปในทันที

การลดอัตตา จะทำให้เรายังเหลือความเป็นมนุษย์ที่ดีมากขึ้นกว่าเดิมนะครับ

ตาเราจะเริ่มเห็นแสงสว่างมากขึ้น หูเราจะน้อมเราฟังคนอื่นมากขึ้น

ความสุขจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จะผลที่ตามมา

"การลดอัตตา" คือ "การลดกรอบ"

 

เดี๋ยวก็มีคนเถียงผมว่า หากไม่มี "กรอบ" สังคมก็จะวุ่นวายสิ

เออ กรุณาเลือกใช้กรอบให้เหมาะสมกับสถานการณ์สิครับ

บางเรื่อง ไม่ใช้แล้วอาจจะเป็นผลดี ลดอัตตาของตัวเองไปด้วย แบบนี้ไม่ควรใช้

บางเรื่อง ใช้แล้วเกิดผลดี มีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้น แบบนี้ก็ควรใช้

 

ผมก็แค่คิดแล้วบอกดัง ๆ อย่างนี้ เพราะหลายครั้งผมพบว่า "กรอบ" มันทำลายความรู้ใหม่ และความพยายามของคนที่กำลังพยายามทำอะไรใหม่ ๆ ครับ

หากเราดันไปใช้ "กรอบ" ไปเบียดเบียนผู้อื่น แบบนี้บาปนะครับ

 

โปรดละทิ้ง "กรอบ" ของท่าน แล้วมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ กันดีกว่าครับ

 

บุญรักษา ทุกท่านครับ ;)

 

......................................................................................................................................................................