มุ่งให้เราเห็นถึงกรรมแต่ละอย่าง ทั้งกรรมดีและไม่ดีล้วนมีวิบากให้ผลเสมอ
บันทึกนี้ต่อจากตอนที่แล้ว...
กรรมในฐานะเป็นกฎธรรมชาติ
กฎธรรมชาติ ( The Law of Nature ) คือกฎที่เป็นไปอย่างสมเหตุผลของสิ่งต่าง ๆ ไม่มีใครสร้าง แต่มีความแน่นอนเช่น น้ำเมื่อถูกแดดเผาก็ระเหยไปเป็นไอน้ำ ไอน้ำก็รวมตัวเป็นก้อนเมฆแล้วก้อนเมฆก็จะกลั่นตัวตกลงมาเป็นน้ำฝน
กรรมในฐานะเป็นกฎธรรมชาติก็เช่นเดียวกันคือมีความแน่นอนในการให้ผล เรียกว่า กรรมนิยาม แปลว่าความแน่นอนแห่งกรรม ในจุลละนันทิยชาดกกล่าวถึงความแน่นอนแห่งกรรมว่า...บุคคลทำกรรมเหล่าใดไว้ เขาย่อมเห็นกรรมนั้นในตน ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้รับผลดี ผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น... ( ขุ. ชา. 27 / 294 )
ในวาเสฏฐสูตรว่า...โลกย่อมเป็นไปเพราะกรรม หมู่สัตว์ย่อมเป็นไปเพราะกรรม สัตว์ทั้งหลายถูกผูกไว้ในกรรม เหมือนลิ่มสลักของรถที่กำลังแล่นไปฉะนั้น...( ม. ม. 13 / 707 )
ในอภิณหปัจจเวกขิตัพพฐานสูตรว่า...สตรี บุรุษ คฤหัสถ?หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เรามีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใด ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น... ( องฺ. ปญฺจก. 22 / 57 )
ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาจึงถือได้ว่าความแน่นอนแห่งกรรมในกรรมนิยามนั้นเป็นกฎธรรมชาติด้วย
ประเภทกรรมในพระไตรปิฎก
ในพระไตรปิฎกแบ่งกรรมออกเป็นคู่ ๆ ได้ 4 คู่ ดังนี้
1 . กรรมดำมีวิบากดำ ถือเป็นกรรมชั่วส่งผลให้ไปเกิดในอบายภูมิ
2 . กรรมขาวมีวิบากขาว ถือเป็นกรรมดีส่งผลให้ไปเกิดในสุคติภูมิ
3 . กรรมทั้งดำและขาวมีวิบากทั้งดำและขาว ย่อมส่งผลให้ดีบ้างไม่ดีบ้าง
4 . กรรมไม่ดำไม่ขาวมีวิบากไม่ดำและไม่ขาว อันเป็นไปเพื่อสิ้นกรรมส่งผลให้เข้าสู่พระนิพพาน