การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใสเสมอ...

บันทึกนี้ต่อจากตอนที่แล้ว

 

2 . 6 จุดหมายชีวิตคิดตามแง่พุทธ

 

ทางชีวิตอันเป็นความจริงสูงสุดในแง่พุทธคือการเข้าสู่นิพพาน  อันเป็นเรื่องที่ต้องไต่ตรองมองหลักอย่างถี่ถ้วนด้วยการปฏิบัติตนในระดับสูงตามสาระคำสอนในหลักพุทธธรรม

 

เราอาจแยกอธิบายจากง่ายไปหายากหรือจากระดับปุถุชนไปสู่อริยชนเพื่อดำเนินชีวิตให้บรรลุประโยชน์เรียกว่า  อรรถะ  3 ( ขุ.จู. 30 / 673 ) คือ

 

1 . ทิฏฐธัมมิกัตถะ  จุดหมายชีวิตเพื่อประโยชน์ในปัจจุบัน  คือ  การมีชีวิตอยู่พอมีพอกินไม่เป็นหนี้ไม่มีสินไม่เบียดเบียนใคร

 

2 . สัมปรายิกัตถะ  จุดหมายชีวิตเป็นประโยชน์ในเบื้องหน้า  คือความมีจิตใจงดงาม  งามนอกงามใน  มีคุณธรรมจริยธรรม  มีความมั่นใจในความดีงามในจิตใจตนเองเคารพตนเองได้

 

3 . ปรมัตถะ  จุดหมายชีวิตเพื่อประโยชน์สูงสุด

 

เป็นวาระท้ายสุดที่ชีวิตควรเข้าถึง  คือการรู้แจ้งสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความจริง รู้เท่าทันของสังขารธรรม  ไม่ตกเป็นทาสของโลก  ไม่ถูกบีบบังคับให้ยึดติด  มีจิตใจเป็นอิสระ  ผ่องใส  สะอาด  สว่าง  สงบ  มีความสุขปราณีตละเอียดคือ นิพพาน

 

แม้จุดหมายของชีวิตถ้าแบ่งเป็น 2 ระดับ  คือ

 

1 . ระดับโลกียะธรรม  ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่ในวิสัยของโลก  รับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

 

2 . ระดับโลกุตรธรรม  อันพ้นวิสัยของโลกเป็นสภาวะที่ดับกิเลสและกองทุกข์  เป็นสภาวะที่พ้นไปจากวิธีการรับรู้ทางประสาทสัมผัสธรรมดาของปุถุชนแล้ว

 

2. 7 วิถีทางเข้าถึงเป้าหมายสูงสุดของชีวิต

 

ในทางพุทธมีหลักคำสอนที่เปิดโอกาสให้คนเราเข้าใจตนเอง  เดินตามมรรค 8 ( ที.ม. 10 / 299 ) ซึ่งเป็นทางนำแห่งการปฏิบัติตนเพื่อเข้าถึงเป้าหมายชีวิตสูงสุดคือ

 

1 . ความเห็นชอบ  สัมมาทิฏฐิ

 

2 . ความดำริชอบ  สัมมาสังกัปปะ

 

3 . วาจาชอบ  สัมมาวาจา

 

4 . การงานชอบ  สัมมากัมมันตะ

 

5 . การเลี้ยงชีวิตชอบ  สัมมาอาชีวะ

 

6 . ความพยายามชอบ  สัมมาวายามะ

 

7 . ความมีสติชอบ  สัมมาสติ

 

8 . ความตั้งใจมั่นชอบ  สัมมาสมาธิ

 

เมื่อคนเราสามารถทำตนตามวิถีทางนี้ได้  ต้องพัฒนาตนรู้จักคิดใคร่ครวญให้ถ่องแท้    สิ่งสำคัญทางพุทธคือให้คนเรารู้จักใช้ปัญญาหาเหตุผลอย่างรอบคอบอย่าพึงเชื่ออะไรง่าย ๆ

 

ตามหลักเกสปุตตสูตรหรือ กาลามสูตร 10 ข้อ ( องฺ. ติก. 20 / 505 ) ดังนี้

 

1 . อย่าพึ่งปลงใจเชื่อด้วยฟังตามกันมา

 

2 . อย่าพึ่งปลงใจเชื่อด้วยการถือสืบต่อกันมา

 

3 . อย่าพึ่งปลงใจเชื่อด้วยการเล่าลือ

 

4 . อย่าพึ่งปลงใจเชื่อด้วยการอ้างคัมภีร์หรือตำรา

 

5 . อย่าพึ่งปลงใจเชื่อด้วยการอ้างตรรกะ

 

6 . อย่าพึ่งปลงใจเชื่อด้วยการอนุมาน

 

7 . อย่าพึ่งปลงใจเชื่อด้วยการคิดตริตรองตามแนวเหตุผล

 

8 . อย่าพึ่งปลงใจเชื่อด้วยการเข้าได้กับทฤษฎีที่คิดไว้

 

9 . อย่าพึ่งปลงใจเชื่อด้วยการเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้

 

10. อย่าพึ่งปลงใจเชื่อด้วยการนับถือว่าผู้นี้เป็นครูของเรา

 

        แต่ทางพุทธให้เชื่อด้วยการใช้วิจารณาญาณด้วยตนเองว่า  ธรรมทั้งหลายนั้นเป็นกุศลหรืออกุศล  มีโทษหรือไม่มีโทษเป็นต้นแล้ว  จึงควรละหรือถือปฏิบัติตามนั้น...

 

โดยเหตุที่คำสอนทางพุทธมุ่งเน้นคนและพฤติกรรมของคนเป็นสำคัญจึงมุ่งสอนหลักธรรมพุทธโอวาท 3 ข้อ ( ขุ. ธ. 25 / 24 )

 

1 . การละเว้นความชั่ว

 

2 . การกระทำความดี

 

3 . การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใสเสมอ

 

        ความดีและความชั่วของคนเรา  เป็นสิ่งที่ปรากฏและรับรู้ได้จากสภาพการดำรงชีวิตของคนเรา  การใช้สติปัญญาอย่ารอบคอบและลงมือกระทำการ  ทำให้คนเราแยกแยะความดีความชั่วได้  สิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นฐานคิดให้ดวงจิตปฏิบัติตามให้เกิดเป็นทางที่ชอบที่ควรนั้นแล.