เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม นาย อนุสรณ์ ไทยเดชา ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ และตราในพระราชกฤษฎีกา   ให้คู่สมรส บิดา มารดา และบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของครูโรงเรียนเอกชน ใช้บริการสาธารณสุขตาม    พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 และ พ.ศ. 2549 นั้น  ขณะนี้ครอบครัวครูโรงเรียนเอกชนยังใช้ บริการโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรคไม่ได้ เพราะตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่าด้วยการสงเคราะห์ครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชนในกรณีเจ็บป่วยและคลอดบุตรเดิม ระบุให้ครอบครัวครูเอกชนได้รับสิทธิรักษาพยาบาลด้วย ดังนั้น ถ้าจะเข้าโครงการ 30 บาท ต้องแก้ไขระเบียบใหม่โดยตัดคำว่า "ครอบครัวครูเอกชน" ออก   ซึ่ง สช. ได้เสนอระเบียบใหม่ให้กระทรวงการคลังในฐานะหน่วยงานที่ดูแลกองทุนสงเคราะห์ครูใหญ่ฯ เห็นชอบก่อน จากนั้นจะเสนอรัฐมนตรีว่าการ ศธ. ลงนามประกาศใช้ระเบียบ ศธ. ว่าด้วยการสงเคราะห์ครูใหญ่ฯฉบับใหม่ เพื่อให้ครอบครัว   ครูเอกชนใช้สิทธิโครงการ 30 บาทได้ "ระหว่างนี้ครอบครัวครูเอกชนยังใช้สิทธิในกองทุนสงเคราะห์ฯไปก่อน ซึ่งยอมรับว่าค่อนข้างมีปัญหาขาดเงินหลังดอกเบี้ยเงินฝากลดลงมาก เพราะกองทุนนี้ใช้เงินจากดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว โดยปีที่ผ่านมากองทุนสงเคราะห์ฯมีเงินประมาณ 9,000 ล้านบาท มีรายจ่ายเกินรายรับ 100 ล้านบาท   หลัง ศธ. ขยายวงเงินรักษาพยาบาลได้ถึง 100,000 บาทต่อปี จากเดิม 20,000 บาท สำหรับแนวคิดที่จะนำเงินกองทุนสงเคราะห์ฯ        ไปลงทุนในด้านอื่นนั้น คงลำบาก  เพราะการลงทุนด้านอื่นค่อนข้างเสี่ยง และเงินนี้หักจากเงินเดือนครูเอกชน 3% และรัฐสมทบอีก 6% ซึ่งต้องจ่ายให้ครูเมื่อออกจากงาน" นายอนุสรณ์กล่าว มติชน 19 ส.ค. 49