23 .. 53 จากเชียงรายสู่เชียงใหม่ ณ ร.ร.อิมพีเรียลแม่ปิง จ.เชียงใหม่

กราบสวัสดีค่ะครู

     วันอังคารเป็นคิวที่ต้องไปเยี่ยม ศวก.เชียงใหม่ ครั้งที่เดินทางบนรถตู้มีสองคันเพราะทีมจาก ศวก.เชียงราย ไปด้วยรวมถึงรองอธิบดีที่ดูแล ตั้งใจเขียนบันทึกถอดบทเรียน พอขึ้นรถครานี้ติ๋วหลบมาขึ้นรถท่านรองฯ นั่งแถวหลัง  สบาย ๆ หยิบ iPad ขึ้นมาเขียนงานต่อ เขียนไปได้พอสมควร รถตกหลุม มือจิ้มไปโดนถังขยะ งานเข้าเลยค่ะครู งานเขียนถูกลบ พี่ข้างๆตกใจ อุปสรรคของชีวิตมีมากหลากหลายถ้าเราขาดสติก็พร้อมจะขุ่นมัวจริงๆค่ะครู วูบขุ่นบอกตนเองเฮ้ย ศีลข้อหนึ่งจะด่างพร้อย เอาใหม่ ๆ แต่รู้สึกไม่ค่อยดีนักตั้งแต่เมื่อคืนค่ะ ร่างกายมีความร้อน กลืนน้ำลายสะดุด ฟันซี่ที่ผุรอถอนนั้นมีอาการเหงือกบวม เป็นตัวชี้วัดกับตนเองถึงอาการร่างกายประท้วงค่ะครู ทริปนี้ป่วยกันหลายคน ดูจะเป็นหวัดรุนแรงทั้งนั้น แต่ทุกคนก็ทำหน้าที่

 ติ๋วทบทวนกับตนเองว่ามีอะไรผิดปกติ นอนดึก เมื่อเช้าทานไข่ ใช้ร่างกายเปลืองหลายอย่างดูจะเกื้อหนุนให้มีอาการป่วย ระลึกถึงครูว่า

“ก็ดูไป ดูเวทนา ถ้าเขาพอแล้ว เขาจะหายของเขาเอง”

จึงตั้งใจไม่กินยา แวะน้ำพุร้อนระหว่างทาง ได้เอาเท้าลงแช่น้ำ พับขากางเกงแช่ตลอดน่อง  เหมือนได้ระบายพิษไข้

การเดินทางดำเนินต่อไปค่ะ เขียนงานต่อได้บ้าง

พอใกล้ๆถึงรู้สึกเพลีย จึงปล่อยให้ตนเองได้หลับ มาตื่นอีกทีที่ร้านอาหาร จอดทานข้าว เป็นร้านน่ารัก ๆ อบอุ่บแบบชาวเหนือ แล้วก็เดินทางต่อมุ่งสู่ ศวก.เชียงใหม่ พอไปถึง นั่งฟังนำเสนองาน ที่นี่ทำงานได้สุดยอดเลยค่ะครู ผลงานสะท้อนศักยภาพคนทำ เสร็จการตรวจเยี่ยมประมาณสี่โมงกว่า ๆ มาถึงโรงแรมอยากพักมาก ๆค่ะ แต่งัดตนเองออกมาเดินออกกำลังกายแถวคูเมืองระหว่างทางแวะไหว้พระที่วัดพวกช้าง กับวัดทรายมูล แบบตั้งใจมาเดินคนเดียว การได้อยู่กับตนเอง ทำให้รู้สึกผ่อนคลายจึงขอปลีกตัวมาเงียบค่ะ

เดินๆอยู่นึกถึงสภาพศพของปู่ก่อนจากไป ใบหน้ามีรอยปูดเล็กน้อย เหมือนท่านนอนหลับ ปู่ไม่ได้ฆ่าตนเอง แต่ลื่นล้ม แล้วก็หมดลมหายใจ

นึกถึงคำพูดพี่ตุ๊กเมื่อเช้า ป้าแก้ว (พี่สาวคนโตของแม่ที่ป่วยมากว่า 5 ปี)

อาการทรุด เริ่มเพ้อ ติ๋วเดินดูกายประหนึ่งใช้สติในการขับรถ เพียงแค่รถที่ขับคือ กายนี้ที่เคลื่อนไป ตาไปกระทบกับก้อนดำ ๆ เทา ๆ ที่ไม่น่าจะใช่ดิน เป็นนกนั่นเอง ที่คลุกบนผืนหญ้า แต่เขาเสียชีวิตแล้วค่ะครู

การตาย การพลัดพราก หมุนวนเข้ามาในจิต แล้วติ๋วทำบ้าอะไรอยู่ ไม่เร่งเพียรเล่า

 เดินไปเรื่อย ๆ เพียงเจริญสติกับตนเอง แล้วอาการหนัก ๆ อึ้ง ๆในหัวก็เบาลง จึงเดินกลับโรงแรมกะว่าจะไปพัก จะงีบสักหน่อยมีเสียงโทรศัพท์ตามให้ไปร่วมงาน ไปนั่งนิงๆ ดูจะผิดปกติวิสัยของติ๋ว

หลายคนเดินมาทักมาแซว แต่ก็ยิ้ม ๆคุย ๆ ทราบกันว่า

“อาการไม่ค่อยดี”

งานดูกร่อย ๆในความรู้สึก จนนายขึ้นไปร้องเพลง นายก็ไม่สบายหนักเช่นกัน แต่ด้วยความเมตตาของท่านก็มาร่วม ทุกข์ของอธิบดีเป็นแบบนี้เองค่ะครู

เห็นอย่างแจ่มแจ้ง สักพัก เริ่มมีการขยับกันบ้าง แต่ก็ยังดูกร่อย ๆ นายจึงเดินมาแซวแล้วบอกให้ขึ้นไปร่วมกับคู่แฝด พอดีมีพี่คนหนึ่ง มีบุคลิกคล้ายๆกัน พอได้ฮือฮาเล็กน้อย ประมาณสามทุ่มกว่า ๆ งานก็เลิก รู้สึกเพลีย หลับไป ศีลไม่ได้ฆ่าสัตว์ค่ะครู แต่ร่างกายถูกใช้เปลืองอาจจะต้องเร่งฟื้นฟู ไม่ได้ขโมยของใคร และดูเหมือนช่วงหลัง ๆมานี้ทำงานใช้คืนหลวงคุ้มสุด ๆ แทบจะตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เพราะงานตามนาย จะมีผู้คนมากมายที่เข้ามาดูแล การที่ต้องทำตัวให้พี่ ๆ ได้มาดูแล คือ หน้าที่ แปลกดีนะคะ รู้สึกว่า อิสระน้อยลง  

ไม่แย่งแฟนใครค่ะ ระลึกถึงคำสอนหลวงปู่ก่อนกราบลาครั้งล่าสุดหน้าพระพุทธเมตตาหลวงปู่บอกว่า

“เออ ดีแล้วที่ไม่มี มันไม่มีภาระ ก็ภาวนาอธิษฐานเอาเกิดชาติหน้าให้มาเป็นผู้ชายจะได้บวช”

เหมือนหลวงปู่รู้ คิดอยู่เสมอกับตนเองว่า

“ถ้าเป็นผู้ชายคงบวชไปแล้ว แต่นี่เป็นผู้หญิง”

แต่พอมาพิจารณาเหตุและผลแล้ว ไม่สำคัญที่เพศแต่ข้างในไม่ปล่อยเองค่ะครู แต่หลวงปู่ก็เมตตา เพราะครูก็พูดเสมอ ๆว่า การบวชไม่ใช่แบบนอก ๆ แต่เป็นอยู่ภายใน ศีลข้อสี่ ไม่โกหกจะ ๆ แต่กระปิดกระปรอย ทำตามคำพูดได้ไม่มากนัก ด่างพร้อยค่ะครู ข้อห้า ไม่ดื่มเหล้าค่ะ แต่ขาดสติบ่อย ยังน่าห่วง

รักครูนะคะ