จากประเด็นที่กล่าวมา ทำให้ผู้เขียนคิดว่า พะเยาขึ้นชื่อในเรื่องของแหล่งอารยธรรมประวัติศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ มีศาสนวัตถุและศาสนทายาทสืบต่อกันมาแล้ว ดังนั้น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา ต้องเด่นในด้านการสร้างนิสิตให้เป็นทายาททางด้านศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น และนักประวัติศาสตร์ล้านนาอย่างปฏิเสธไม่ได้
วันนี้เป็นวันทำบุญครบรอบ ๒๐ ปี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา ปกติจะมีขึ้นทุกวันที่ ๒๐ สิงหาคม แต่ปีนี้เห็นว่า วันที่ ๒๓ สิงหาคมพร้อมที่สุดจึงได้จัดทำขึ้น ๒ ช่วงด้วยกันคือ ภาคเช้า-พิธีกรรมทางศาสนา จัดที่มหาวิทยาลัยฯ มจร.แม่กา และภาคบ่าย-เสวนาทางวิชาการ จัดที่โรงแรมเกทเวย์ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
ภาคเช้า มีพิธีกรรมทางศาสนาและวางศิลาฤกษ์อาคารหอสมุดและเทคโนโลยีฯ หลังจากนั้นพระธรรมราชานุวัตร เจ้าคณะภาค ๖ วัดพระแก้ว จังหวัดเชียงราย ประธานสภาวิทยาเขตพะเยา ได้กล่าวสัมโมทนียกถา ดังนี้
ก่อนนี้พระภิกษุสามเณร เมื่อบวชเข้ามาแล้วเรียนเฉพาะนักธรรมบาลีเท่านั้น ซึ่งประเด็นนี้ทำให้ผู้เขียนนึกถึงสมัยก่อนโน้น ที่พระสงฆ์ไทยโดยเฉพาะพระเถระผู้ใหญ่ สั่งห้ามให้พระภิกษุสามเณรเรียนวิชาการทางโลก โดยถือว่าเป็นเดรัจฉานวิชา บางยุคบางสมัยพระภิกษุสามเณรที่แอบเรียนภาษาอังกฤษถึงกับถูกไล่ออกจากวัดก็มี แท้ที่จริงเมื่อพระภิกษุสามเณรเข้ามาบวชแล้ว จะมีธุระในพระศาสนาอยู่ ๒ ประการ คือคันถธุระ ได้แก่การศึกษาเล่าเรียนพระธรรมและพระวินัย ส่วนวิปัสสนาธุระ ได้แก่การฝึกอบรมตนด้านจิตภาวนา
หากดูตามนี้แล้ว ในยุคก่อนรัชกาลที่ ๕ วัดก็มีการเรียนการสอนทุกแขนงวิชาการ เช่น วิชาภาษาไทย วิชากระบีกระบอง วิชามวยไทย วิชา...ฯลฯ ทำไมไม่ถือว่าเป็นเดรัจฉานวิชา? นั้นก็หมายความว่า สรรพสิ่งอยู่ที่ความเห็นของผู้นำในชุมชนนี้เอง เมื่อผู้นำมีความเห็นแบบนี้ก็ถ่ายทอดและแสดงทัศนะต่อสาธารณะ เมื่อมีกระแสเกิดขึ้น จึงเกิดการพัดไหลไปตามกระแสนั้น ๆ เนื่องจากคำว่า "สังคม" มาจาก สํ บทหน้าซึ่งแปลว่าพร้อม ทั่ว และ คม ธาตุ อ่านว่า คะมะ แปลว่าไป ดังนั้ คำว่าสังคม จึงหมายความว่า "ไปพร้อม" เมื่อกระแสความคิดไปพร้อมกันอย่างนี้แล้ว ดังนั้น สังคมที่เป็นตัวคนจึงมีทัศนะอย่างนั้นเช่นกัน
ท่านได้อธิบายต่อไปว่าพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ฟู) อดีตเจ้าคณะภาค ๕ จังหวัดเชียงใหม่ ได้คิดตั้งโรงเรียนเพื่อให้พระภิกษุสามเณรเรียนทางโลกและทางธรรมไปพร้อมกัน ระดับมัธยมขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาก็มีโรงเรียนสำหรับพระภิกษุสามเณรแบบนี้แพร่หลายขึ้นในจังหวัดลำพูน ลำปาง เชียงราย แพร่ น่าน และพะเยาขึ้น ส่วนจังหวัดพะเยาพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปวง ธมฺมปญฺโญ) ได้ก่อตั้งโรงเรียนพินิตประสาธน์ขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกชาวไร่ชาวนาได้มีโอกาสเรียนหนังสือ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การตั้งโรงเรียนพระภิกษุสามเณร ไม่เหมือนโรงเรียนชาวบ้าน ที่รัฐพยายามจัดสรรให้ โรงเรียนพระภิกษุสามเณร ต้องหาเงินมาจัดตั้งเอง เมื่อสร้างแล้วต้องหากุฏิ ผ้านุ่งห่ม อาหาร ฯลฯ ให้กับลูกชาวบ้านที่เข้ามาบวชเรียนด้วย
ส่วนในระดับมหาวิทยาลัย ทางส่วนกลางได้เริ่มมีวิทยาเขตในภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่ก่อนในปี ๒๕๒๗ ต่อมาได้สร้างวิทยาเขตแพร่ในปี ๒๕๓๐ และวิทยาเขตพะเยาในปี ๒๕๓๔ โดยอาศัยบารมีของพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปวง) เป็นผู้เสียสละในการเดินทางไปศึกษาต่อ ณ กรุงเทพมหานครซึ่งสมัยปี ๒๔๘๒ พะเยาและกรุงเทพฯ ไกลมากเหมือนกับอยู่คนละโลกเลยทีเดียว แต่เป็นเพราะพระอุบาลีฯ มีลักษณะ ๗ ข้องานต่าง ๆ จึงประสบความสำเร็จคือ ๑.ท่านสร้างสมอบรมบารมี ๒.ทวีประสบการณ์ ๓.นับนานพรรษา ๔.ศรัทธากล้าแกร่ง ๕.มีแรงหนุนส่ง ๖.จรรโลงการปกครอง-การศึกษา ๗.มหาวิทยาลัยฯ วิทยาเขตพะเยา โดยมีรายละเอียด ดังนี้
๑.สั่งสมอบรมบารมี หมายความว่าพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปวง) ได้สั่งสมบารมีด้านการศึกษามามาก จนมีลูกศิษย์แทบทุกวงการและมีภูมิรู้ภูมิธรรมจนได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์ล้านนาเป็นต้น
๒.ทวีประสบการณ์ หมายความว่าพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปวง) ได้ใช้ประสบการณ์ทั้งจากชนบทและกรุงเทพฯ ด้านการศึกษาและข้อวัตรปฏิบัติ มาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดให้กับคนพะเยา ซึ่งเสมือนลูกหลานของท่านเอง
๓.นับนานพรรษา หมายถึงการทำงานแต่ละอย่างไม่ได้ใช้ระยะเวลาสั้น ๆ แต่หมายถึงต้องมีความอดทนสูง จนสามารถรอความพร้อมในด้านต่าง ๆ ก่อนจึงจะสามารถพาองค์กรไปสู่เป้าหมายได้ ซึ่งการทำงานนั้นต้องใช้เวลานาน ต่อเนื่อง และทุ่มเทอย่างจริงจัง จึงจะปรากฏมรรคผลออกมาอย่างที่เห็น
๔.ศรัทธากล้าแกร่ง หมายความว่าท่านมีปณิธานที่มั่นคง ไม่ท้อถอย แม้จะเจออุปสรรค์มากมายในการปฏิบัติงาน และภารกิจก็เพียรสู้อย่างไม่ย่อท้อต่อชะตาชีวิต
๕.มีแรงหนุนส่ง หมายความว่า เมื่อท่านทำจริงแล้ว ประชาชนก็ให้การสนับสนุนในด้านต่าง ๆ เช่น เงินสนับสนุน วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ มากมาย แม้คณะสงฆ์เองก็ยกย่องให้ท่านได้ก้าวสู่ตำแหน่งทางด้านการปกครองอย่างแข็งขัน ตามคติโบราณว่า "น้ำขึ้น บัวขึ้น" คือจากการเป็นเจ้าอาวาส สู่เจ้าคณะอำเภอ เป็นรองเจ้าคณะจังหวัด เป็นเจ้าคณะจังหวัด เป็นรองเจ้าคณะภาค และเป็นที่ปรึกษาภาค ๖
๖.จรรโลงการปกครอง-การศึกษา หมายความว่า ท่านสร้างตำนาน โดยการวางรูปแบบและแนวทางในการบริหารจัดการคณะสงฆ์ ในหลากหลายมิติ
๗.มหาวิทยาลัยฯ วิทยาเขตพะเยา หมายความว่าท่านเป็นผู้ริเริ่มและให้ความอุปถัมภ์ให้ วิทยาเขตพะเยาเกิดขึ้น จาก ๒๕๓๔ จนถึงปัจจุบันครบ ๒๐ ปีแล้ว
นอกจากนี้แล้ว พะเยายังมีจุดแข็งอีก ๒ ประการคือ
๑.พะเยา มีพ่อขุนงำเมืองมหาราช ได้สร้างสมอารยธรรมให้กับเมืองพะเยา ด้านศิลปวัฒนธรรมอย่างมากมาย
๒.มีพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ที่ได้อนุรักษ์งานด้านประวัติศาสตร์พะเยาเอาไว้อย่างต่อเนื่อง จนพะเยาถือว่าเป็นแหล่งวัฒนธรรมที่มีหลักฐานทางด้านวัตถุและทางด้านเอกสารมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยในขณะนี้ ดังนั้น พะเยาควรสร้างทายาททางด้านประวัติศาสตร์คู่กับคุณธรรมจริยธรรมให้กับนิสิต มหาจุฬาฯ ให้ได้ แม้ มจร.พะเยา ในวัยเริ่มต้น ๑-๒๐ ปี ที่ผ่านมา จะล้มลุกคลุกคลานไปบ้าง ไม่เป็นไร ถือว่าเป็นธรรมดา ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป มจร.พะเยา ต้องระมัดระวังให้ดี เพื่อสร้างโอกาสในวันข้างหน้า
จากประเด็นที่กล่าวมา ทำให้ผู้เขียนคิดว่า พะเยาขึ้นชื่อในเรื่องของแหล่งอารยธรรมประวัติศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ มีศาสนวัตถุและศาสนทายาทสืบต่อกันมาแล้ว ดังนั้น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา ต้องเด่นในด้านการสร้างนิสิตให้เป็นทายาททางด้านศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น และนักประวัติศาสตร์ล้านนาอย่างปฏิเสธไม่ได้
ตอนนี้อยู่ที่มหาจุฬา วังน้อยครับ มาเชียร์ท่านที่พะเยาครับ
อยากให้รัฐเทียบให้
เปรียญ5 เท่ากับปริญญาตรี
เปรียญ7เท่ากับปริญญาโท
เปรียญ9 เท่ากับปริญญาเอก ทางด้านภาษาศาสตร์ ได้แล้วครับ
เจริญพร ท่านอาจารย์ขจิต ในวันนั้นได้ประเด็นหลากหลาย
ทั้งพระไทย พระจีน พระพม่า และพระลาว ซึ่งจะทะยอยนำเสนอเป็นตอนไป
ช่วงนี้ ภาระงานส่วนตัว งานราษฎร์ งานหลวงมากขึ้น จึงไม่ค่อยได้เข้ามาเขียน blog เท่าที่ควร
เจริญพรท่านอาจารย์โสภณ แนวคิดดังกล่าวยังเป็นปัญหาอยู่มิใช่น้อย
ฝ่ายหนึ่งก็ไม่ปล่อยภาระงานให้พัฒนา อีกฝ่ายหนึ่งยังไม่รับรองเพราะยังมีบริบทที่จะต้องปรับปรุงอยู่
อาตมาเห็นด้วย กับแนวคิดของอาจารย์
แต่ต้องมีกระบวนการในการฝึกอบรมหรือเพิ่มทักษะในการเรียนรู้ให้มากกว่านี้ โดยอาจเพิ่มรายวิชามากขึ้น(เท่าที่จำเป็น)
และกำหนดหลักสูตรให้สำนักเรียนวัดผลเองสัก ๔๐% แล้วไปสอบสนามหลวงอีก ๖๐ นอกจากนั้นแล้ว ต้องมีครูประจำแต่ละวิชา
ซึ่งปัจจุบันยังใช้ครูคนเดียวสอนทุกวิชา แบบจารีตโบราณอยู่ นั่นก็สะท้อนให้เห็นถึง การจัดระบบ การจัดการที่ยังถูกละเลยมากๆ
อาจารย์ขจิต คลิปภาษาอังกฤษที่ลิ้งค์มา
ได้ประโยชน์มากต่อการออกเสียง A-Z
เข้าบรรยาการไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนพอดีในอีก ๔ ปีข้างหน้า
กราบเรียนพระคุณเจ้าขอรับ
อยากให้มีข้อสอบมาตรฐานไว้สำหรับพระคุณเจ้า
ที่จะได้รับวุฒิปริญญาระดับต่างๆ เพื่อเป็นการประเมิน
เทียบโอนนะครับ กระผมมั่นใจว่า
พระคุณเจ้าทำได้แน่ และเป็นผลดีแก่พระศาสนา
ในวงกว้างต่อไป
ท่านอาจารย์โสภณ เรื่องดังกล่าวนี้ มหาจุฬาฯ มหามกุฏฯ เคยเสนอแนะโดยการร่างหลักสูตรให้ดู
มีวิชาเสริมให้เลือก มีระบบที่ดีขึ้น เมื่อจบแล้วได้เปรียญเหมือนเดิม
แถมยังได้ปริญญาจากมหาวิทยาลัยทั้ง ๒ แห่งอีกด้วย แต่ก็ต้องตกไป...น่าเสียดายโอกาส
ตอนนี้แม่กองธรรม และแม่กองบาลี ดูแลรับผิดชอบและออกข้อสอบกลางอยู่
แต่ก็ยังใช้ระบบแบบเมื่อเกือบ ๒๐๐ ปีที่ผ่านมาอยู่
เจริญพรขอบคุณท่าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วิไล ที่ได้ย้ำให้เห็นภาพดังกล่าว
การทำงานทุกระดับ สิ่งที่องค์กรต่าง ๆ ต้องคำนึงอีกอย่างหนึ่งคือ "ความแตกต่างและโดดเด่น"
หากไม่แล้ว จะไม่มีที่ยืนสำหรับองค์กรนั้น ๆ อีกต่อไป ไม่เว้นแม่แต่องค์กรทางพระพุทธศาสนา