สรุปการจัดการความรู้

การจัดการความรู้  Knowledge Management   สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน โดยการนำสิ่งที่อยากจะรู้หรือการนำเอาความรู้ที่มีมาใช้ทักษะและกฎแห่งสามัญสำนึกของเรา หากจะให้ดีต้องมีประสบการณ์ ซึ่งเป็นความรู้ที่ได้ฝึกฝนมาควบคู่ไปกับพรสวรรค์ การที่จะทำอะไรสักอย่างนั้นจะต้องใช้สติจะทำให้เราเกิดปัญญาและสามารถนำไปปฏิบัติและสามารถอธิบายเหตุผลได้

ความรู้อยู่ในชีวิตประจำวันของเราตลอดเวลา เราสามารถเก็บเกี่ยวความรู้ได้นั้นมีทั้งการที่เราเรียนรู้ด้วยตัวของเราเองโดยการจดจำและนำสิ่งที่เราเห็นหรือทำมาวิเคราะห์ว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้นและหากเราต้องการข้อมูลเพิ่มเราก็สามารถหาข้อมูลเพิ่มได้ในหนังสือหรืออินเตอร์เน็ตในการจัดการความรู้มีทั้งความรู้โดยนัย จะเป็นความรู้ที่ใช้ไหวพริบหรือรู้ว่าต้องทำอย่างไรโดยอัตโนมัติ และความรู้ที่ปรากฏแจ้งอย่างชัดเจนเป็นความรู้ในตำราหรือความรู้ที่บอกขั้นตอนมาอย่างชัดเจนการจัดการความรู้ด้วยคนนั้นคิดเป็นร้อยละ  52   มากกว่าการจัดการความรู้ด้วยสิ่งอื่นๆ 

การบริหารความรู้นั้นไปยัง คน  งาน  แต่ละครั้งนั้นผู้บริหารต้องหาความรู้ใหม่ๆเข้ามาในองค์กรตลอดเวลาเพื่อนำมาพัฒนาองค์กร เพราะถ้าหากผู้บริหารไม่ศึกษาข้อมูลใหม่ๆเข้ามาก็จะทำให้องค์กรของเรานั้นล้าสมัย ไม่ทันเหตุการณ์ดังนั้นการบริหารขององค์กรควรทำได้ดังนี้

  • การบริหารจัดการองค์กรเพื่อมุ่งไปสู่การสร้างฐานความรู้  แห่งองค์กรใหม่อย่างต่อเนื่อง
  • การสร้างองค์การที่ให้การสนับสนุนความรู้
  • การอำนวยความสะดวกให้กับสมาชิกที่อยู่ในองค์กร
  • การสร้างเครื่องมือทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
  • การให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีม

ระบบวิธีการที่ช่วยให้สารสนเทศและความรู้เกิดขึ้น และมีการถ่ายทอดไปยัง บุคคลต่างๆที่เหมาะสม ในเวลาที่เหมาะสม เพื่อทำให้เกิดคุณค่าโดยมุ่งเน้นวิธีการที่องค์กร แยกแยะ สร้าง จับประเด็น แสวงหา ใช้ร่วมกัน และ จัดกลุ่มความรู้  ขบวนการที่เป็นระบบนี้จะสนับสนุนกิจกรรมเหล่านี้ก็ให้เกิดความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง  และสิ่งเหล่านี้เป็นวิธีเฉพาะที่องค์กรปฏิบัติเพื่อจัดการความรู้ของแต่ละองค์กร

รูปแบบการมองประเด็นของการจัดการความรู้อย่างง่ายของ ดร.ประพันธ์ ผาสุขยืด ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการสื่อสารพัฒนาการเรียนรู้ สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม(สคส.)

  • ส่วน “หัวปลา” (Knowledge Vision-KV) หมายถึง ส่วนที่เป็นเป้าหมาย วิสัยทัศน์ หรือทิศทางของการจัดการความรู้
  • ส่วน “ตัวปลา” (Knowledge Sharing-KS) เป็นส่วนของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญ
  • ส่วน “หางปลา” ( Knowledge Assets-KA) เป็นส่วนของ “คลังความรู้” หรือ “ขุมความรู้” ที่ได้จากการเก็บสะสม “เกร็ดความรู” ที่ได้จากกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ตัวปลา” ซึ่งเราอาจเก็บส่วนของ “หางปลา” นี้ด้วยวิธีต่างๆ เช่น ICT ซึ่งเป็นการสกัดความรู้ที่ซ่อนเร้นให้เป็นความรู้ที่เด่นชัด นำไปเผยแพร่ และแลกเปลี่ยนหมุนเวียนใช้พร้อมยกระดับต่อไป

หลักในการจัดการความรู้

1) ให้คนหลากหลายทักษะ หลากหลายวิธีคิดทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์

2) ร่วมกันพัฒนาวิธีทำงานในรูปแบบใหม่ๆ

3) ทดลอง / เรียนรู้

4) นำเข้า Know How จากภายนอก

คลังความรู้นั้นทั้ง TK และ EK จะ ต้องใหม่ สดเสมอ ไม่เก่า เก็บทุกเวลา ทุกที่ ทุกคนเข้าถึงง่าย ใช้ง่าย      “พื้นที่” สำหรับการเลือกเปลี่ยนเรียนรู้จะต้องมีอิสรภาพ ความเอื้ออาธร เชื่อถือ ไว้วางใจ คนที่จะถามจะต้องไม่อายที่จะถาม คนที่จะตอบไม่หวงที่จะบอก บอกแม้สิ่งที่ไม่แน่ใจ

ข้อควรระวังในการจัดการวามรู้  คือ การดำเนินการแบบมีระบบ ไม่มีโครงสร้าง ไม่มีหลักเกณฑ์การตัดสินใจมักกระทำโดยไม่ได้ใช้ความรู้ที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในไม่องค์กร  ความรู้ที่มีอยู่ไม่ได้ถูกใช้ซ้ำ ไม่ได้มีการแลกเปลี่ยน สมาชิกองค์กรต้องสร้างความรู้ใหม่ขึ้นใช้เองโดยไม่     ซึ่งจำเป็น ทำให้มีการทำงานซ้ำกับงานที่คนอื่นภายในองค์กรที่เคยทำไว้แล้ว  ทำให้สมาชิกในองค์กรอยู่ภายใต้สภาพที่สารสนเทศท่วมท้นจนเกิดความสับสน มากกว่าที่สารสนเทศจะช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้นส่วนการปกปิดความรู้ระหว่างองค์กรเป็นเรื่องปกติ  และไม่มีความสนใจในกลุ่มสมาชิกขององค์กรที่จะช่วยกันเพิ่มพูนความรู้

กฎในการจัดการความรู้  คือ  ต้องใช้การสมัครใจ ไม่ใช่กะเกณฑ์   “การรู้” เกิดเมื่อต้องการใช้ความรู้ “รู้” มากกว่าที่เราเขียนได้ หรือ พูดได้ มีสารสนเทศหรือความรู้เพิ่มเติม

การจัดการความรู้

ทำเพื่อพัฒนาตนเอง  ทำเพื่อพัฒนาองก์กร  ทำเพื่อพัฒนาฐานความรู้  ทำเพื่อพัฒนาส่วนรวมและทำเพื่อให้สามารถปฏิบัติได้

ทำเพื่อใช้ความรู้ และ สร้างความรู้ ณ จุดใช้งาน  ร่วมกันแลกเปลี่ยน เรียนรู้เพื่อช่วยยกระดับความรู้  TK และ EKซึ่งการจัดเก็บเป็นเอกสาร   และนำความรู้ที่ได้ไปแบ่งปันความรู้เพื่อการสร้างความรู้ใหม่ๆ