Tense เป็นเรื่องที่ออกข้อสอบเป็นประจำ โดยเฉพาะในการเรียนระดับชั้น ม.4-5-6 ดังนั้นการจะเรียนภาษาอังกฤษให้ได้คะแนนดี นักเรียนจึงจำเป็นต้องเข้าใจเรื่อง Tense เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม Tense เป็นเรื่องที่ค่อนข้างสับสนอยู่มากสำหรับนักเรียนไทย เพราะในภาษาไทยเราไม่มีการใช้Tenseที่แบ่งแยกกันอย่างชัดเจนเหมือนในภาษาอังกฤษ แต่อย่างไรก็ดี เราก็มีวิธีการสื่อสารความเป็นปัจจุบัน อดีต และอนาคตเหมือนกับผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษ ดังนั้น แทนที่ครูจะใช้วิธีการอธิบายทีละ Tense ครูจึงคิดว่าการอธิบายเรื่อง Tense ด้วยการอธิบายการใช้ Tense น่าจะเป็นประโยชน์กับนักเรียนไทยมากกว่า Tense คืออะไร Tense คือการใช้กริยาในรูป (form) ต่างๆ เพื่อบอกเวลา เช่น เมื่อกริยาอยู่ในรูปปัจจุบัน ก็จะแสดงให้รู้ว่าเป็นการกระทำที่เกิดในปัจจุบัน และเมื่อกริยาอยู่ในอีกรูปอดีต ก็จะแสดงให้รู้ว่าเป็นการกระทำที่เกิดในอดีต เป็นต้น
รูป (form) ของกริยาจึงเป็นสิ่งสำคัญในการเรียนเรื่อง Tense ไม่แพ้กับการทำความเข้าใจกับการใช้ Tense ดังนั้นตลอดบทเรียนนี้ ครูสมิทธิ์จะแสดงรูปกริยาของ Tense ต่างๆ ทั้งในแบบประโยคบอกเล่า ประโยคปฎิเสธ และประโยคคำถาม ตลอดจนรูปกริยาที่ใช้กับประธานบุรุษต่างๆ ทั้งที่เป็นเอกพจน์และพหูพจน์
ทำไมต้องเรียนเรื่อง Tense เนื่องจาก Tense สามารถบอกเวลาได้ ดังนั้น หากเราสามารถใช้กริยาที่อยู่ในรูปปัจจุบันหรือรูปอดีตแต่เพียงอย่างเดียว จะทำให้การสื่อสารเรื่องเวลากับเจ้าของภาษาเกิดความคลาดเคลื่อนได้ ดังนั้นการใช้ Tense ให้ถูกต้องกับการสื่อความหมายเรื่องเวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อเราต้องการให้การสื่อสารระหว่างเราและเจ้าของภาษามีความถูกต้องแม่นยำและมีความเข้าใจที่ตรงกันจริงๆ Tense มีกี่ Tense ตามหลักการใช้ภาษาแล้ว นักเรียนแทบจะไม่จำเป็นต้องทราบว่า Tense มีทั้งหมดกี่ Tense แม้ตำราบางเล่มอาจกำหนดว่ามี 12 Tense แต่ในความคิดของครูยังมีกริยาบางตัว (เช่น be going to) ที่สามารถบอก Tense ได้ในความหมายแบบอนาคตทั้งๆที่เป็น present continuous โดยสรุปแล้ว ครูสมิทธิ์จึงคิดว่าควรสอนให้เข้าใจการใช้ Tense ให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์มากกว่าที่จะให้นักเรียนท่องจำ รูป Tense แต่เพียงอย่างเดียว
| Tense ที่ใช้กับเหตุการณ์ในปัจจุบัน |
Tense สำคัญที่ใช้กับเหตุการณ์ในปัจจุบันได้แก่ Present Continuous, และ Present Simple นอกจากกฎการใช้แล้ว ครูยังได้บอกข้อควรระวังในการใช้ Tense ทั้งสองนี้ด้วย ซึ่งครูหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับนักเรียนนะครับ
เมื่อพูดถึงเหตุการณ์หรือการกระทำที่กำลังเกิดขึ้นในขณะที่พูด ให้ใช้ Present Continuous ซึ่งเราอาจเพิ่ม adverb of time (now, just now, right now, etc.) เพื่อบอกรายละเอียดของเวลาที่การกระทำนั้นเกิดได้อีกด้วย เช่น
- The children are just having breakfast.
เด็กๆ กำลังทานอาหารเช้ากันอยู่พอดีเลย
- He is listening to the radio right now.
เขากำลังฟังวิทยุอยู่ในตอนนี้
- Please don't make so much noise. I'm studying.
กรุณาอย่าส่งเสียงดัง ฉันกำลังลังอ่านหนังสืออยู่
- "Where is Nitty?" "She's taking a bath."
"นิตตี้อยู่ไหน?" "หล่อนกำลังอาบน้ำอยู่"
- Let's go out now. It isn't raining any more
ออกไปข้างนอกกันเถอะ ฝนหยุดตกแล้ว (ในขณะนี้ฝนไม่ตก)
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ถ้าเป็นการกระทำที่ทำอยู่ในปัจจุบันก็ให้ใช้ Present Continuous ลองดูตารางต่อไปนี้
|
ชนิดของการกระทำ
|
ตัวอย่างประโยค
|
คำอธิบาย
|
|
การกระทำที่เกิดในขณะที่พูด
|
John is winning the game.
|
จอห์นกำลังชนะเกมส์นี้ ข้อความนี้แสดงว่าจอห์นกำลังนำอยู่ แต่เกมส์นี้ยังไม่จบ
|
|
It's raining outside.
|
ฝนกำลังตกอยู่ข้างนอก แสดงว่าขณะนี้ฝนกำลังตก (แต่อาจจะหยุดในไม่ช้า)
|
|
Soraya's working in the library.
|
โซราย่ากำลังทำงานอยู่ในห้องสมุด แสดงว่าในขณะที่ผู้พูดพูดประโยคนี้อยู่ โซราย่ากำลังทำงานอยู่ในห้องสมุด
|
|
Sihol is spending Christmas with his family.
|
ซิฮอลกำลังใช้เวลาในช่วงวันคริสมาสกับพ่อแม่ แสดงว่าปีนี้เขาอยู่กับพ่อแม่ในช่วงคริสมาส แต่อาจไม่ใช่นิสัยหรือสิ่งที่ซิฮอลทำอยู่เป็นประจำทุกปี
|
|
สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงบ่อย หรือ สภาพของสิ่งต่างๆ
|
Lora lives in Florida .
|
ลอร่าอาศัยอยู่ในรัฐฟลอริด้า การอาศัยอยู่ในที่ใดที่หนึ่งน่าจะเปลี่ยนแปลงไม่บ่อยนัก
|
|
Jean-Paul has red hair.
|
ณองปอลมีผมสีแดง สีผมเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง (สีผมธรรมชาติ)
|
|
Martin likes chocolate.
|
มาตินชอบช็อกโกแล็ต ความชอบเป็นนิสัยจึงไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงบ่อย
|
|
Anna believes in God.
|
แอนน่าเชื่อในพระเจ้า ความเชื่อมีน่าจะเปลี่ยนแปลงบ่อย
|
หมายเหตุ Present Continuous ยังสามารถใช้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดในอนาคตได้อีกด้วย
เมื่อพูดถึงเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ โดยมี adverb of frequency อยู่ในประโยคด้วย เช่น (always, sometimes) ให้ใช้ Present Simple Tense
- Janes sometimes drops in to see her parents.
เจนส์แวะไปเยี่ยมพ่อแม่ของหล่อนเป็นบางครั้ง
- She always cooks dinner at home.
หล่อนทำอาหารเย็นที่บ้านเป็นประจำ
- In the summer, Tom usually plays tennis twice a week.
ในฤดูร้อน ทอมมักจะเล่นเทนนิสสัปดาห์ละสองครั้ง
เมื่อต้องการแสดงว่าเหตุการณ์หรือเรื่องราวที่เป็นความจริงตามธรรมชาติ หรือในทางวิทยาศาสตร์ ให้ใช้ Present Simple Tense
- The sun rises in the east and sets in the west.
ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตก
- The Nile is the longest river in the world.
แม่น้ำไนล์คือแม่น้ำที่ยาวที่สุดในโลก
- At sea level water boils at 212 degrees Fahrenheit .
ณ ความสูงระดับน้ำทะเล น้ำเดือดที่อุณหภูมิ 212 องศาฟาเรนไฮท์
เมื่อพูดถึงการกระทำที่เป็นนิสัยหรือเกิดขึ้นเป็นประจำในปัจจุบัน ให้ใช้ Present Simple Tense
- Jack often comes to work late.
แจ็คมาทำงานสายบ่อยๆ
- I watch television every night.
ฉันดูโทรทัศน์ทุกคืน
การกระทำที่ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นนิสัย เราไม่ควรใช้ Present Simple Tense เช่น
- Normally Sally drives to work but today she is taking a bus because she has her car serviced.
ตามปกติแล้ว ซาลลี่ขับรถไปทำงาน แต่วันนี้เธอขึ้นรถเมล์ เพราะว่าเธอได้นำรถไปเข้ารับบริการ
จากประโยคดังกล่าว drives อยู่ในรูป Present Simple Tense เพราะแสดงถึงว่าเป็นการกระทำที่เป็นนิสัยของ Sally แต่ is taking ใช้เป็น Present Continuous Tense เพราะว่า การที่ Sally ขึ้นรถเมล์นั้นไม่ได้เป็นเรื่องปกติ และไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นนิสัย แต่เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นเฉพาะครั้งนี้เท่านั้น |
| ข้อควรสังเกต Present Simple Tense |
แม้ว่าโดยทั่วไปเหตุการณ์ที่เกิดในปัจจุบันจะใช้กับ Present Tense แต่ความคิดในเรื่องความเป็นปัจจุบันของคนไทย และคนอังกฤษก็แตกต่างกัน ดังนั้นเหตุการณ์ที่ตามความคิดของคนไทย ไม่น่าจะใช้กับ Present Tense ก็สามารถใช้กับ Present Tense ได้ตามความคิดของคนอังกฤษ เช่นในเหตุการณ์ต่อไปนี้ เมื่อบรรยายเหตุการณ์ต่างๆ ได้แก่ บรรยายฉากในการแสดงละคร ภาพยนตร์ หรือนวนิยาย เป็นต้น ให้ใช้ Present Simple Tense
- Meanwhile the window opens and a masked man enters the room.
เมื่อหน้าต่างเปิดอยู่ ชายที่สวมหน้ากากก็เข้าไปในห้องนั้น
เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ในกรณีที่เป็นตารางเวลา เช่น ตารางการเดินทาง หรือต้องการแสดงว่าการกระทำนั้นจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคต ให้ใช้ Present simple tense
- The plane leaves at 5.00 tomorrow morning.
เครื่องบินจะออกตอนตีห้า
- Christmas Day falls on a Sunday this year.
ในปีนี้วันคริสมาสต์จะตรงกับวันอาทิตย์
สุภาษิตหรือคำพังเพย นิยมใช้กับ Present Simple Tense เช่น
- It is easier said than done
พูดง่ายกว่าทำ
- True love never dies.
รักแท้ไม่มีวันตาย
| กริยา Stative กับ Dynamic |
กริยา Stative คือ กริยาที่ใช้บอกสภาพซึ่งเกิดอยู่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และแม้ว่าจะมีความหมายว่ากำลังเกิดขึ้นอยู่ ก็ไม่นิยมทำเป็น รูป progressive หรือที่บางโรงเรียนเรียกว่า continuous tense (กริยาที่เติม ing) ดังนั้นเราจึงใช้ Present Simple Tense มาแทนเมื่อต้องการใช้กริยาเหล่านั้นแสดงการกระทำในปัจจุบัน ตัวอย่างของกริยา Stative ได้แก่ like, love, hate, dislike, want, need และ see เช่น
- He hates sports,especially football.
เขาเกลียดกีฬาโดยเฉพาะฟุตบอล
- He doesn't like school.
เขาไม่ชอบไปโรงเรียน
- He doesn't understand the problem.
เขาไม่เข้าใจปัญหา
- Do you have a car?
คุณมีรถไหมครับ
- These shoes belong to me.
รองเท้า (คู่นี้/เหล่านี้) เป็นของฉัน
- What do you think I will do?
คุณคิดว่าฉันจะทำอะไร?
- He feels happy.
เขารู้สึกมีความสุข
- Belgian Chocolate tastes nice.
ช็อกโกแล็ตเบลเยี่ยมมีรสชาติอร่อย
- His plan sounds exciting.
แผนการณ์ของเขาน่าตื่นเต้น
ระวัง taste, smell อาจไม่ใช้กับ present simple ก็ได้แม้ว่าจะเป็นการพูดถึงเห็นการณ์ในปัจจุบัน ดังนั้นเมื่อกริยาเหล่านี้พูดถึงการกระทำ จะใช้กับ present continuous แทน
- He's tasting the soup to see if it's cooked.
เขาชิมซุปเพื่อดูว่ามันสุกหรือยัง
- Maria is smelling the roses in the garden.
มาเรียดมดอกกุหลาบในสวน
กริยา Dynamic หรือที่บางโรงเรียนเรียกว่ากริยา action คือกริยาแสดงว่าการกระทำหนึ่งเกิดขึ้นภายในเวลาหนึ่งๆ โดยมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดการกระทำนั้น เช่น come, bring, buy, get, learn, listen และ watch โดยกริยาประเภทนี้จะอยู่ในรูป simple หรือ progressive ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความหมาย
- Phillipe watches television after dinner.
ฟิลลิปดูโทรทัศน์หลังอาหารเย็น
- Joseph is watching television with his girlfriend.
โจเยฟกำลังดูโทรทัศน์กับแฟนของเขา
| Tense ที่ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต |
Tense สำคัญที่ใช้กับเหตุการณ์ในอดีตมีสอง Tense ที่สำคัญและใช้กันอยู่บ่อยๆ คือ 1) Present Perfect Tense 2) Past Simple Tense อย่างไรก็ตามยังมี Tense อื่นๆอีกที่สามารถใช้สำหรับการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต แต่ในหน้านี้จะกล่าวถึงเฉพาะสอง Tense นี้เท่านั้น
การใช้ที่ 1
ใช้เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ยังดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน และในประโยคที่ใช้ Present Perfect Tense มักมีคำว่า for เพื่อบอกระยะเวลาของการกระทำ หรือ since เพื่อบอกเวลาที่การกระทำนั้นเริ่มต้น
|
He has lived in Canada for five years.
|
|
เขาอาศัยในประเทศแคนนาดาเป็นเวลาห้าปี (เขาเริ่มอาศัยในประเทศแคนนาดาเมื่อห้าปีที่แล้ว และเขาก็ยังอยู่ที่นั่นในตอนนี้)
|
|
She has worked at the University since 1994.
|
|
หล่อนทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยตั้งแต่ปี 1994 (หล่อนเริ่มทำงานที่มหาวิทยาลัยในปี 1994 และตอนนี้หล่อนก็ยังทำงานอยู่ที่นั่น)
|
การใช้ที่ 2
ใช้เมื่อพูดถึงการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต แต่เราไม่รู้ว่าเวลาที่แน่นอนที่เกิดการกระทำนั้น หรือการรู้ว่าการกระทำนั้นเกิดเมื่อไรไม่สำคัญที่จะต้องรู้ หากใช้ Present Perfect Tense ในการใช้แบบนี้ ประโยคมักมีคำว่า already (เรียบร้อยแล้ว), still (ยังคง), yet (ยังไม่), never (ไม่เคย), ever (เคย) ซึ่งคำขยายเหล่านี้มักอยู่ก่อนหน้ากริยาช่อง 3 (Past participle) อย่างไรก็ตามคำเหล่านี้ก็สามารถวางไว้หน้าและท้ายประโยคได้ เมื่อต้องการเน้นความหมายบางอย่าง
|
I've already seen that film. I don't want to see it again.
|
|
ฉันดูหนังเรื่องนั้นแล้ว ฉันไม่ต้องการดูมันอีก (ฉันดูหนังเรื่องนั้นไปตอนไหนก็ไม่สำคัญ ดังนั้นฉันไม่บอกเวลาที่ดูลงไป บอกเพียงแต่ว่าดูแล้ว และไม่อยากดูอีก)
|
|
Have you ever been to Germany ?
|
|
คุณเคยไปประเทศเยอรมันหรือยัง? (คุณไปประเทศเยอรมันเมื่อไหรก็ไม่สำคัญ ฉันเพียงต้องการรู้ว่าเคยไปหรือไม่เคยเท่านั้น)
|
การใช้ที่ 3
ใช้เมื่อพูดถึงการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต แต่มีผลมาจนถึงปัจจุบัน การใช้แบบนี้ค่อนข้างสับสนอยู่สักเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ในสองแบบแรก เพราะนักเรียนก็สามารถเถียงอีกว่า อะไรๆในอดีตก็มีผลมาถึงปัจจุบันทั้งนั้นแหละ ในกรณีนี้ครูก็เลยต้องการให้นักเรียนลองเปรียบเทียบการใช้ Present Perfect Tense กับการใช้ Past Simple Tense กล่าวคือ Present Perfect Tense ใช้กับเหตุการณ์ในอดีตที่มีผลที่สำคัญมาจนถึงปัจจุบัน ส่วน Past Simple Tense ใช้กับเหตุการณ์ในอดีตที่ผลของมันหมดไปแล้ว
|
กาล
|
ประโยคตัวอย่าง
|
คำแปล/อธิบาย
|
|
Present perfect
|
I've lost my keys.
|
ฉันทำกุญแจหาย ฉันยังหากุญแจไม่เจอ มันยังคงหายอยู่
|
|
Simple past
|
I lost my keys yesterday.
|
ฉันทำกุญแจหาย ฉันอาจจะพบมันแล้ว
|
|
Present perfect
|
She's broken her arm.
|
หล่อนแขนหัก แขนของหล่อนยังไม่หาย
|
|
Simple past
|
She broke her arm.
|
หล่อนแขนหัก แขนของหล่อนอาจหายดีแล้ว
|
| Tense ที่ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต |
ดังที่บอกไปในหน้าที่แล้วว่า Tense สำคัญที่ใช้กับเหตุการณ์ในอดีตมีสอง Tense ที่สำคัญ คือ 1) Present Perfect Tense 2) Past Simple Tense ในหน้านี้ครูจะอธิบายการใช้ Past Simple Tense
การใช้แบบที่ 1
ใช้กับการกระทำที่ทำสมบูรณ์ในอดีต โดยการกระทำนั้นเริ่มในอดีต และจบไนอดีต บางครั้งผู้พูดอาจไม่ได้บอกออกมาว่าเหตุการณ์นั้นทำไปเมื่อไหร่ แต่จริงๆแล้วเขาทราบเวลาที่แน่นอนที่การกระทำนั้นเกิดขึ้น เช่น
- I saw a movie yesterday.
ฉันดูภาพยนตร์เมื่อวานนี้
- I didn't see a movie yesterday.
ฉันไม่ได้ดูภาพยนตร์เมื่อวานนี้
- Last year, I traveled to Japan.
ปีที่แล้วฉันเดินทางไปญี่ปุ่น
- Last year, I didn't travel to Japan.
ปีที่แล้วฉันไม่ได้เดินทางไปญี่ปุ่น
- She washed her car.
หล่อนล้างรถของตัวเอง
- She didn't wash her car.
หล่อนไม่ได้ล้างรถของตัวเอง
การใช้แบบที่ 2
ใช้กับการกระทำหลายอย่างที่สมบูรณ์ไปหมดแล้ว โดยเราจะใช้ Past simple เพื่อบอกการกระทำต่างๆ ทำทำเสร็จแล้ว การกระทำเหล่านี้เกิดขึ้นตามๆ กันมาเป็นลำดับ เช่น
- I finished work, walked to the beach, and found a nice place to swim.
ฉันทำงานเสร็จ เดินไปชาดหาด แล้วก็พบสถานที่ที่ดีสำหรับการว่ายน้ำ
- He arrived at the airport at 8:00, checked into the hotel at 9:00, and met the others at 10:00.
เขามาถึงสนามบินตอน 8 โมง เช็คอินเข้าโรงแรมตอน 9 โมง และก็เจอกับคนอื่นๆตอน 10 โมง
การใช้แบบที่ 3
ใช้กับช่วงเวลาหนึ่งที่เกิดขึ้นในอดีต และจบลงในอดีต ช่วงเวลานั้นๆเป็นช่วงเวลาของการกระทำที่กินเวลานาน มักมีคำว่า for เพื่อบอกระยะเวลาว่าเหตุการณ์กินเวลานานเพียงใด เช่น for two year (เป็นเวลาสองปี), for five miniutes (เป็นเวลาห้านาที), all day (ตลอดทั้งวัน), all year (ตลอดทั้งปี) เช่น
- I lived in Brazil for two years.
ฉันอยู่ในบราซิลเป็นเวลาสองปี (เวลาไม่ได้อยู่ที่บราซิลแล้ว)
- Shauna studied Japanese for five years.
โชนาเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นเวลาห้าปี (ตอนนี้ไม่ได้เรียนแล้ว)
- They sat at the beach all day.
พวกเขานักอยู่ที่ชายหาดตลอดทั้งวัน (ตอนนี้ไม่ได้นั่งที่นั่นแล้ว)
- We talked on the phone for thirty minutes.
พวกเราคุยโทรศัพท์กันเป็นเวลาสามสิบนาที่ (ตอนนี้วางหูไปแล้ว)
- How long did you wait for them?
We waited for one hour. คุณรอเขาอยู่นานแค่ไหน? พวกเรารอเขาเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง (ตอนนี้ไม่ได้รอแล้ว)
การใช้แบบที่ 4
ใช้กับนิสัยที่ทำเป็นประจำในอดีต ซึ่งตอนนี้ไม่ได้ทำอย่างนั้นอีกแล้ว บางครั้งอาจมีความหมายเหมือนกับการใช้คำว่า used to (เคย) ดังนั้นถ้าเราต้องการเน้นว่าสิ่งที่พูดเป็นนิสัยที่ทำอยู่เป็นประจำในอดีต เราจะใช้คำต่อไปนี้ในประโยคที่ใช้ Past Simple ด้วย เช่น always (เป็นประจำ), often (บ่อยๆ), usually (โดยปกติ), never (ไม่เคย), when I was a child (ตอนที่ฉันเป็นเด็ก), when I was younger (ตอนที่ฉันอายุน้อยกว่านี้) เช่น
- I studied French when I was a child.
ฉันเคยเรียนภาษาฝรั่งเศสตอนที่ฉันเป็นเด็ก
- He played the violin.
เขาเล่นเปียโน (ตอนนี้เลิกเล่นไปแล้ว)
- She worked at the movie theater after school.
หล่อนทำงานที่โรงหนังหลังเลิกเรียน (ตอนนี้ไม่ได้ทำอย่างนั้นแล้ว)
- They never went to school, they always skipped.
พวกเขาไม่เคยไปโรงเรียน พวกเขาโดดเรียนอยู่เป็นประจำ
ระวัง ถ้าเรานำอนุประโยค When ... มาขึ้นต้นประโยค เราต้องใช้เครื่องหมายคอมม่าก่อนขึ้นประโยคหลัก อนุประโยค คือ ส่วนขยายประโยคที่มีประธานและกริยา แต่ยังเป็นประโยคที่ไม่สมบูรณ์ อนุประโยคบางประโยคจะขึ้นต้นด้วยคำว่า when เช่น When I dropped my pen ... (เมื่อฉันทำปากกาตก) หรือ When class began ... (เมื่อการเรียนเริ่มต้น) อนุประโยคแบบนี้เราเรียกว่า อนุประโยค when (when clauses) เช่น
- When I paid her one dollar, she answered my question.
เมื่อฉันจ่ายเงินให้หล่อนหนึ่งดอลล่าร์ หล่อนตอบคำถามของฉัน
- She answered my question, when I paid her one dollar.
หล่อนตอบคำถามของฉัน เมื่อฉันจ่ายเงินให้หล่อนหนึ่งดอลล่าร์
ที่ครูสอนการใช้อนุประโยค When ก็เพราะว่า อนุประโยค When มักวางอยู่หน้าประโยคเมื่อทั้งอนุประโยคและประโยคหลักอยู่ใน Past Simple ประโยคตัวอย่างข้างบนทั้งสองประโยคมีความหมายเหมือนกัน คือ ฉันจ่ายเงินก่อน แล้วหล่อนค่อยตอบคำถามของฉัน แต่สำหรับประโยคตัวอย่างต่อไปนี้จะมีความหมายที่ต่างออก กล่าวคือ หล่อนตอบฉันก่อน จากนั้นฉันค่อยให้เงิน (ให้สังเกตวิธีการใช้ when ในประโยค) เช่น
- I paid her a dollar, when she answered my question.
ฉันจ่ายเงินให้หล่อนหนึ่งดอลล่าร์ เมื่อหล่อนตอบคำถามของฉัน
Tense ที่ใช้กับเหตุการณ์ในอนาคต
will ใช้เมื่อผู้พูดต้องการสื่อความหมายดังต่อไปนี้
|
สถานการณ์
|
ประโยคตัวอย่าง
|
คำแปล |
| อาสาที่จะทำบางสิ่งบางอย่าง |
"Will someone open the window for me?" "I'll do it!" |
"จะมีใครช่วยเปิดหน้าต่างให้ผมไหมครับ" "ผมจะเปิดให้ครับ" |
ตัดสินใจที่จะทำบางสิ่งบางอย่าง (ในขณะที่พูดนั้นเอง) |
"I've made up my mind. I'll go to Whistler for my vacation." |
"ฉันตัดสินใจได้แล้วล่ะ ฉันจะไปเมืองวิสท์เลอร์ในช่วงพักร้อน" |
| บังคับให้ผู้อื่นทำบางสิ่งบางอย่าง |
"Dad, I don't want to clean my room!" "You'll do it, and you'll do it NOW!" |
"พ่อครับ ผมไม่อยากทำความสะอาดห้องของผม" "ลูกต้องทำ และทำตอนนี้ด้วย" |
be going to จะใช้กับเหตุการณ์ในอนาคตที่ผู้พูดวางแผนเอาไว้แล้วก่อนที่จะพูดออกมา หรือใช้กับเหตุการณ์ในอนาคตที่ผู้พูดคาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน อาจเป็นเพราะผู้พูดมีหลักฐานประกอบการคาดการณ์นั้น ลองเปรียบเทียบประโยคตัวอย่างแต่ไปนี้นะครับ
| ใช้ will |
I'll make the supper. ฉันจะทำอาหารมื้อดึก |
| ความหมาย |
เพิ่งตัดสินใจขึ้นมาว่าจะไปทำอาหารมื้อดึก หรือ ขันอาสาว่าจะไปทำอาหารมื้อดึก |
| ใช้ be going to |
I'm going to make the supper. ฉันจะทำอาหารมื้อดึก |
| ความหมาย |
วางแผนไว้ก่อนแล้วว่าจะไปทำอาหารมื้อดึก (ไม่ใช่เพิ่งคิดได้ว่าจะไปทำ) |
| วิธีเพื่อพูดถึงเหตุการณ์ในอนาคต |
ในภาษาอังกฤษ เราสามารถพูดถึงเหตุการณ์ในอนาคตได้หลายวิธี จนบางครั้งนักเรียนอาจสับสนว่าเหตุการณ์ในอนาคตแบบนี้จะต้องใช้วิธี ครูจึงรวบรวมเทคนิคพื้นฐานไว้ดังนี้ นักเรียนคงได้เรียนรู้ไปแล้วว่า will และ be going to สามารถใช้พูดถึงเหตุการณ์อนาคตได้ แต่ Tense อื่นๆ เช่น Present Continuous และ Present Simple ก็สามารถใช้กับเหตุการณ์ในอนาคตเช่นกัน ตารางต่อไปนี้จะช่วยให้นักเรียนเข้าใจวิธีการใช้ Tense ในเหตุการณ์ต่างๆได้ดีขึ้น
|
วิธี
|
ความหมาย/การใช้
|
ประโยคตัวอย่าง |
|
"Will"
|
อาสาที่จะทำ ตัดสินใจที่จะทำในตอนที่พูด |
Angelo: I need a pencil. แองเจโล: ผมต้องการปากกาสักด้าม Sarah: I'll lend you mine. ซาร่า: ฉันจะให้คุณยืม
|
|
"Going to"
|
พูดถึงสิ่งที่คิดไว้ว่าจะทำ |
Angelo: Have you registered for the class yet? แองเจโล: คุณลงทะเบียนวิชานั้นหรือยัง? Sarah: Not yet. I'm going to register tomorrow. ซาร่า: ยังเลย ฉันตั้งใจว่าจะลงทะเบียนในวันพรุ่งนี้
|
|
Present Continuous
|
พูดถึงเหตุการณ์ที่มีเตรียมการไว้แล้ว (เช่น นัดหมาย หรือจองตั๋วไว้แล้ว) |
Angelo: Do you want to go to the movies tonight? แองเจโล: คุณต้องการไปดูหนังในคืนนี้ไหม? Sarah: Sorry, I can't. I'm playing soccer. ซาร่า: ขอโทษค่ะ ฉันไปไม่ได้ ฉันมีนัดเล่นฟุตบอลแล้วค่ะ
|
|
Present simple
|
พูดถึงตารางเวลา |
Angelo: What time does the next bus leave? แองเจโล: รถเมล์คันต่อไปจะออกตอนก็โมง? Sarah: It leaves at six. ซาร่า: มันจะออกเวลาหกโมง
|
เมื่อคาดการณ์ หรือคิดว่าอะไรบางอย่างจะเกิดขึ้นในอนาคต นักเรียนจะต้องคิดเสียก่อนว่า นักเรียนมีความมั่นใจในการคาดการณ์ครั้งนี้มากเพียงใด
ถ้าไม่ค่อยมั่นใจเท่าไรนัก ให้ใช้ will แต่ถ้ามีความมั่นใจค่อนข้างมาก ให้ใช้ be going to
| will |
I think it will rain. ฉันคิดว่าฝนจะตก |
| ฉันไม่มั่นใจ แต่ฝนดูเหมือนว่าอาจจะตก |
| be going to |
It's going to rain. ฝนจะตก |
| ฉันมั่นใจว่าฝนจะตก ฉันเห็นเมฆดำมากมายในท้องฟ้า |
|
เก่งค่ะ