“ลามะลิลา ขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อน พอแตกใบอ่อนเป็นมะลิลา...."
“ลามะลิลา ขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อน พอแตกใบอ่อนเป็นมะลิลา
ขึ้นต้นอะไรก็ได้....ขึ้นต้นอะไรก็ได้ แต่ให้ลงท้ายด้วยสระอา....”
 

 

พอเห็นมะลิที่กอมะลิออกดอกทีไรนึกถึงเพลงนี้ขึ้นมา โดยเฉพาะกอมะลิที่บ้านข้าพเจ้าซึ่งมีมะลิหลายๆ พันธุ์ปลูกรวมๆ กัน ทั้งมะลิลาและ มะลิซ้อน

 

 

 

 

 

ข้าพเจ้าปลูกมะลิมานานแล้ว ตอนแรกๆ ก็ปลูกในกระถางก่อน จำได้ว่าตอนเป็นเด็กข้าพเจ้าอ้อนขอให้คุณพ่อซื้อดอกมะลิมาปลูกเพราะข้าพเจ้าชอบกลิ่นหอมของดอกมะลิ....มะลิดอกเล็กๆ แต่ให้กลิ่นหอมเย็น...ได้กลิ่นแล้วสบายใจดี แถมยังมีสีขาวบริสุทธิ์เหมาะสำหรับการบูชาพระด้วย

 

 

เวลาที่คุณมะลิเค้าพากันออกดอกขาวเต็มต้นเป็นเวลาแห่งความสุข ตอนเช้าๆ แสงแดดอ่อนๆ กระทบกับน้ำค้างตามใบไม้ ดอกไม้ มะลิดอกน้อยส่งกลิ่นหอมตลบอบอวล...ข้าพเจ้าสุดแสนที่จะมีความสุขเวลาไปเดินเลือกเก็บดอกมะลิ ถ้ามีมาก ข้าพเจ้าจะเก็บมาร้อยพวงมาลัย บ้างก็เก็บมาเสียบทางมะพร้าวแล้วนำมาจัดแจกันถวายพระ หากออกดอกไม่มากนัก ก็จะเก็บเฉพาะดอกใส่พานบูชาพระ....เวลาสวดมนต์ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ให้ความรู้สึกสงบผ่อนคลาย น่าแปลกที่มะลิดอกเล็กๆ เพียงไม่กี่ดอกที่เราปลูกเอง หอมมากกว่ามะลิทั้งพวงที่ร้อยสำเร็จซื้อมาจากตลาดเสียอีก ^v^
 

 

  

  

ดอกมะลิมีประโยชน์หลายอย่าง ทั้งร้อยมาลัยถวายพระ ทั้งเอาไปทำเครื่องหอม ทำชาดอกมะลิ แล้วก็เอาไปลอยน้ำดื่ม หรือลอยน้ำทำขนมไทย จะว่าไปชีวิตคนไทยเราก็ผูกพันกับมะลิไม่ใช่เล่นจนข้าพเจ้าคิดว่า ดอกมะลิเป็นดอกไม้ของไทย แต่จริงๆ แล้วแรกเริ่มเดิมทีนั้นเค้าว่ามะลิมีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย และแถบอาหรับ  
 

 

วิธีการปลูกและรักษานั้น มะลิชอบดินร่วนซุย แสงแดดครึ่งวันถึงตลอดวัน ต้องการน้ำและความชุมชื้นปานกลาง ควรมั่นพราวนดิน รดน้ำ ใส่ปุ๋ย คอยระมัดระวังเพลี้ย และแมลงสัตรูพืชอย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญหากต้องการให้ดอกดก ควรใช้น้ำซาวข้าวรดทุกวัน รวมถึงต้องตัดใบออกบ้าง ต้องมั่นตัดแต่งกิ่งเสมอ
 
มะลิจะให้ดอกสวยตลอดปี แต่มักให้ดอกดกมากเป็นพิเศษในฤดูร้อนถึงต้นฤดูฝน เพราะชอบอากาศร้อนชื้น ขยายพันธุ์โดยการตอน ปักชำและแยกกอ
 
ประโยชน์ของมะลินั้น ใช้น้ำแช่ดอกสดใช้กินบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น ส่วนดอกแห้ง นำมาต้มน้ำ หรือชงน้ำร้อนดื่มปรุงเป็นยาหอม จัดอยู่ในเกสรทั้งห้า ใช้ถอนพิษไข้ ดับพิษร้อน แก้ร้อนในกระหายน้ำ บำรุงครรภ์ แก้บิด ปวดท้อง ผิวหนังผื่นคัน แผลเรื้อรัง
 
ส่วนใบสดนำมาตำกับกากมะพร้าว หรือก้นกะลาพอก หรือทาแผลพุพอง แก้พิษเรื้อรัง แก้พิษฝีดาษ ยอดใบสด 3 ยอดนกมาตำพอกบริเวณรอยแผลเป็นทำให้จางลงได้
 
ขณะที่รากตำให้ละเอียด ใส่ใข่ไก่แดงต้มสุกแล้วอุดตามไรฟัน แก้เลือดออกตามไรฟัน หากนำรากสดๆ ผสมเหล้าพอกขมับ ช่วยแก้ปวดศีรษะ หากนำมาฝนต้มน้ำดื่ม แก้โรคปวดศีรษะ นอนไม่หลับ เครียด หลอดลมอักเสบ ควรใช้ปริมาณแต่น้อย เพราะหากรับประทานมากไปอาจทำให้สลบได้
 
นอกจากนี้ดอกมะลิ ยังสามารถนำไปสอยเป็นพวงมาลัย ซึ่งถือเป็นศิลปวัฒนธรรมเก่าแก่ และเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติไทย มะเป็นสัญลักษณ์แทนความรัก ความผูกพันระหว่างแม่-ลูกอีกด้วย แต่หากเป็นดอกมะลิซ้อนใช้ปักแจกันให้ความสวยงาม
 
พร้อมทั้งยังกล่าวกันว่า หากนำน้ำที่ลอยดอกลิมาล้างหน้าจะทำให้ตาสว่าง หรือนำไปผสมอาหารทำให้มีกลิ่นหอม นอกจากนี้ดอกมะลิยังเป็นส่วนผสมสำหรับแต่งกลิ่น หรืออบกลิ่นขนมให้หอม ใช้อบผ้า และแต่งกลิ่นใบชา เพียงแต่ชาดอกมะลิไม่ควรรับประทานติดต่อกันเป็นประจำ เพราะจะทำให้ความจำไม่ดี ดอกมะลิสกัดเป็นน้ำหอมระเหย ใช้ปรุงแต่งเครื่องประทินผิว และเครื่องสำอาง นอกจากนี้น้ำมันหอมระเหยจากดอกมะลิยังมีฤทธิ์ไล่หมัดได้ด้วย..
 
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.oknation.net/blog/print.php?id=294085
 
 
ตอนแรกข้าพเจ้าคิดว่ามะลิมีแค่สองแบบคือมะลิลา และมะลิซ้อน....อ้อ ที่เคยเห็นอีกก็มีมะลิเลื้อย  พอได้อ่านได้ดูเรื่องราวของดอกมะลิในช่วงวันแม่ที่ผ่านมาก ทำให้รู้ว่ามะลิมีหลากหลายพันธุ์กว่าที่คิดไว้มากทีเดียว
 

 

ดอกมะลิพันธุ์ต่างๆ

 

 
 

 

มะลิลา
        เป็นไม้รอเลื้อย กิ่งอ่อนและกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อนมีขน ใบเป็นใบเดียวออกเป็นคู่ตรงกันข้ามกัน ใบเป็นรูปไข่ขอบเรียบ ดอกออกเป็นช่อ มี 3 ดอก ดอกกลางบานก่อน กลีบดอกชั้นเดียว ปลายกลีบมน ดอกสีขาว มะลิชนิดนี้ จะใช้ในการเด็ดดอกขาย
 

 

 

 
 

 

มะลิลาซ้อน
        เป็นไม้พุ่มเลื้อย สูง 1-2 เมตร แตกกิ่งตำใต้ผิวดินจำนวนมาก เป็นพุ่มแน่น ปลายกิ่งตั้งขึ้น กิ่งเปราะ ใบเป็นใบเดี่ยว มักมี 3 ใบต่อหนึ่งข้อ เรียงตรงข้ามร ใบรูปไข่กลับ ปลายใบแหลม สีเขียวเข้ม ดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือดอกช่อ 1-3 ดอก สีขาว ออกที่ปลายกิ่ง โคนกลีบดอกติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็นกลีบจำนวนมาก ขอบกลีบเป็นคลื่น เมื่อบานเส้นผ่าศูนย์กลาง 3- 4 เซนติเมตร ดอกบานอยู่ได้หลายวัน มีกลิ่นหอมตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน ออกดอกตลอดปี
 
  

 

 

 

มะลิถอด
        ลักษณะโดยทั่ว ๆ ไป ทั้งต้น ใบ การจัดเรียงของใบ รูปแบบของใบคล้ายมะลิลาซ้อน แต่ใบเป็นคลื่น ดอกเป็นช่อมี 3 ดอก ดอกซ้อนมากชั้นกว่า คือ 3-6 ชั้น ดอกสีขาว มีกลิ่นหอมมาก ขนาดดอก 2.5-3.5 ซม.
 
 

 

  

มะลิซ้อน
        ลักษณะทั่ว ๆ ไปคล้ายมะลิถอด และมะลิลาซ้อน แต่ใบมีลักษณะแคบกว่า ดอกออกเป็นช่อมี 3 ดอกเช่นกัน กลีบดอกซ้อน แต่ซ้อนกว่า 5 ชั้น แต่ละชั้นมีกลีบดอก 10 กลีบ ขึ้นไป ขนาดดอก 3-4 ซม. ดอกสีขาว กลิ่นหอมมาก
 

 

 

      

 
มะลิพิกุล หรือ มะลิฉัตร
        ลักษณะต่าง ๆ คล้ายกับ 4 ชนิดแรก ใบคล้ายมะลิซ้อนและมีคลื่นเล็กน้อย ดอกเป็นช่อ 3 ดอก ดอกซ้อนเป็นชั้น ๆ เห็นได้ชัด (คล้ายฉัตร) และดอกมีขนาดเล็กพอ ๆ กับดอกพิกุล ขนาดดอก 1-1.4 ซม. ดอกสีขาว กลิ่นหอม

 

 

 

 

 
 
มะลิทะเล     เป็นไม้รอเลื้อย ดอกเป็นกระจุก ๆ หนึ่ง มี 5-6 ดอก กลิ่นหอมฉุน

 

 

 

 

 

มะลุลี
        มะลุลีเป็นพันธุ์ไม้สกุลเดียวกับมะลิอีกชนิดหนึ่งที่มีดอกหอม มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น มะลิพวง มะลิเลื้อย [[มะลิซ่อม เป็นไม้รอเลื้อยกระจายพันธุ์อยู่ในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กิ่งอ่อนและกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อนมีขนเห็นเด่นชัดเช่นกัน ใบและรูปแบบตลอดจนการจัดเรียง คล้ายมะลิอื่น ๆ แต่ใบมีขนเห็นเด่นชัด เป็นใบเดี่ยว รูปไข่ ปลายใบแหลม ใบดกมาก จะออกดอกมากเป็นพิเศษประมาณ เดือนกุมภาพันธ์ จึงปลูกคลุมซุ้มไม้ได้ดี ดอกเป็นช่อ แน่นตามปลายกิ่งและซอกใบ มีสีขาว แต่ละช่อมีมากกว่า 10 ดอกขึ้นไป จึงเห็นเป็นช่อใหญ่สวยงาม มีขนนุ่มๆ โดยเฉพาะที่กลีบเลี้ยงซึ่งเป็นแฉกแหลมๆ ลักษณะของดอกคล้ายมะลิลา แต่กลีบแคบยาวและปลายแหลมกว่า ขนาด เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 2.5-3 ซม. ใช้ทั้งช่อเป็นดอกไม้บูชาพระ กลิ่นหอมตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน คล้ายกลิ่นมะลิวัลย์
 

 

 

 

 

มะลิเลื้อย
        ลำต้นเลื้อยไปตามพื้นดินยาวประมาณ 1 ฟุต ใบเล็กกว่าพันธุ์อื่นมาก

 

 

 

 

 
 มะลิวัลย์หรือมะลิป่า
        เป็นไม้เลื้อย ลำเถาเล็กเกลี้ยง ใบเดี่ยว รูปรี ปลายแหลม ออกเป็นคู่ตรงกันข้าม ดอกเป็นช่อเล็กเพียง 1-2 ดอก ตรงซอกใบ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอก 2-3 ซม. กลีบแคบและเรียวแหลม ดอกมีกลิ่นหอมแต่ร่วงเร็ว ขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่ง หรือปักชำกิ่ง ปลูกตามซุ้ม หรือพันรั้วก็ได้ มะลิวัลย์ชนิดนี้มีลำเถายาวและเลื้อยพันได้เป็นระยะทางไกลๆ แต่ดอกไม่ดก จึงไม่เป็นที่สะดุดตาเหมือนมะลิป่าชนิดอื่นๆ

 

 

 

 
พุทธชาด
        เป็นไม้รอเลื้อย ใบเป็นใบเดี่ยวแต่ใบด้านล่างลดขนาดลงมากจนมีลักษณะคล้ายหูใบ ดอกเป็นช่อ ออกที่ปลายกิ่ง และข้างกิ่ง ดอกสีขาว ปลายกลีบมน ก้านดอกยาว

 

 

 
 
ปันหยี
        ต้นเป็นไม้เลื้อยเช่นเดียวกับมะลิวัลย์ ใบเดี่ยว การออกของใบเช่นเดียวกันแต่ใบมีขนาดใหญ่กว่า ใบเป็นมันสีเขียวเข้ม หนาและแข็ง ดอกเป็นดอกช่อ สีขาวกลีบดอกใหญ่กว่ามะลิวัลย์ กลีบดอกกว้างและมน ดอกชั้นเดียว ขนาดดอก 4-4.5 ซม. กลิ่นไม่หอม

 

 

 

 

 

เครือไส้ไก่
        เป็นไม้รอเลื้อย กิ่งอ่อนและกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อนมีขน ใบเดี่ยว ปลายใบแหลม สีเขียวเข้มเป็นมัน ดอกออกเป็นช่อดอกกลางบานก่อน กลีบดอกขาว ชั้นเดียวปลายกลีบแหลม
 

 

 

 

 

 อ้อยแสนสวย
        เป็นไม้เลื้อย กิ่งอ่อนสีม่วงแดง ไม่มีขน กิ่งแก่สีน้ำตาล ใบเดี่ยว ขนาดใหญ่ก้านใบสีม่วง ดอกออกเป็นช่อมี 8 ดอก ดอกกลางบานก่อน ก้านดอกยาว กลีบดอกขาว ชั้นเดียวปลายกลีบมน

 

 

 

มะลิเขี้ยวงู(มะลิก้านยาว)
        เป็นไม้เลื้อย แตกกิ่งก้านมาก ไม่มีขน ใบออกเป็นช่อคล้ายใบแก้ว แต่บางกว่า ดอกออกเป็นช่อมี 3 ดอก ก้านดอกเป็นหลอดสีแดงอมม่วง กลีบดอกขาว กลิ่นหอมจัด
        ส่วนมะลิที่เกษตรกรนิยมปลูกกันก็คือ มะลิลา ที่เราเจอะเจอกันอยู่บ่อยๆซึ่งพันธุ์ที่มักส่งเสริมและนิยมปลูกมี 3 พันธุ์คือ พันธุ์แม่กลอง พันธุ์ราษฎร์บูรณะ และ พันธุ์ชุมพร

 

ขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B4
และภาพดอกมะลิสวยๆ จากอินเตอร์เน็ต
 

 

 มะลิที่บ้านข้าพเจ้า แม้จะไม่ได้มีดอกขนาดใหญ่ หรือใบมีสีเขียวสด(แถมยังมีแมลงและนอนเจาะ) แต่ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่า เค้าเป็นต้นไม้ใจดี แบ่งใบให้เหล่าหนอนและผีเสือกินด้วย

 

 

 

 

เจ้ามะลิ ผลิกลีบขาว พราวพิศุทธิ์

 

 

    

 

 

ผาดผ่องผุดดุจดวงมาลย์ในแดนสรวง

 

 

 

 

กำจายกลิ่นกรุ่นกำซาบซึ้งในทรวง

 

 

 

 

อยากเด็ดดวงมาลามาร้อยมาลัย

 

พระพายพริ้วพรมจูบมะลิแก้ว

 

 

 

 

หยาดพิรุณพรายแพรวแวววับไหว

 

 

 

หอมอบอวลติดตรึ่งซึ้งในใจ

 

 

 

 

 

โอ้หอมใด....ไม่เท่า หอมความรัก

 

ป.ล. ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะคะ ตอนแรกบันทึกยังไม่สมบูรณ์แต่ว่าตอนนี้นำภาพมาลงเพิ่มเติมเรียบร้อยแล้วค่ะ ^^