คุณครูแคท – คัทลียา รัตนวงศ์  เป็นคุณครูที่โรงเรียนเพลินพัฒนามา ๕ ปีแล้ว  เธอบอกว่าปีนี้เป็นปีที่มีความสุขกับการทำงานมากที่สุด เพราะเป็นปีที่ได้เห็นความงอกงามของเด็กในทุกวัน

 

ความงอกงามที่ว่านี้น่าจะเกิดขึ้นมาจากปัจจัยภายนอก คือการนำเอาวิธีการแบบ Open Approach เข้ามาเป็นแกนในการจัดกระบวนการเรียนรู้ ที่ทำให้การเรียนการสอนที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนมีทั้งการสร้างแรงบันดาลใจ และการเข้าสู่หัวใจของเนื้อหาที่แม่นยำมากขึ้น โดยมีผู้เรียนเป็นส่วนสำคัญในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งการนำเอกระบวนวิธีของชั้นเรียนแบบเปิดเข้ามาใช้นี้ได้ช่วยทำให้แนวทางการเรียนรู้แบบ “ก้าวพอดี” ของโรงเรียนบรรลุเป้าประสงค์ได้อย่างแม่นยำ

 

ที่นอกห้องเรียน ตัวครูแคทก็ได้เรียนรู้อะไรจากกระบวนเรียนการสอนรูปแบบใหม่ทั้งขณะเตรียมการก่อนสอน และการสะท้อนหลังสอน จากกระบวนการพัฒนาครูที่มีการจับกลุ่มเรียนรู้ในรูปของ Lesson Study ทำให้รู้สึกได้ว่าการเรียนรู้แบบมีคู่คิดทำให้ชีวิตการเป็นครูสนุกขึ้นมากทีเดียว

 

ปีนี้นอกจากจะมีคุณครูต้อง ที่เป็นคุณครูคู่วิชาที่ทำงานเข้ากันได้ดี และสามารถพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาได้ทุกเรื่องแล้ว  การทำงานของคุณครูในระดับชั้น ๒ ในปีการศึกษานี้ก็ยังมีการประสานงานกันอย่างราบรื่น

 

ส่วน ปัจจัยภายใน ก็คือความตั้งใจที่บอกกับตัวเองไว้ตั้งแต่เมื่อต้นปีการศึกษาว่าเราจะเป็นครูตัวเล็ก (ตัวตนเล็ก)  และเมื่ออยู่กับเด็กๆ ก็ได้เพียรพยายามทำเช่นนี้อยู่ตลอดเวลา  พยายามมีสติเมื่ออยู่กับเขา  ตั้งใจฟังในทุกคำพูดทั้งที่เขาพูดออกมา และที่เขาไม่ได้พูดด้วยการสังเกตกริยาอาการ  สีหน้าแววตา  กับความตั้งใจว่าจะไม่ละเลยทุกเสียงที่เด็กพยายามจะสื่อสารกับเรา 

 

ผลจากการตั้งใจทำเช่นนี้อยู่ทุกวันทำให้ความสัมพันธ์เปลี่ยนแปลงไป   รู้สึกถึงความใกล้ชิดกับเด็กมากขึ้นทุกวัน   จากเด็ก ๑ คน เป็น ๒ ๓ ๔ ๕ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

การมีตัวตนที่เล็ก และฟังให้มากขึ้นนี้  ส่งผลให้ปัจจัยที่ทางโรงเรียนเพิ่มให้ครูในภาคเรียนนี้ (Lesson study และ Open Approach) งอกงามได้ง่ายขึ้น กระบวนการนี้ต้องมีการเข้าสังเกตการณ์สอนของกันและกัน การสะท้อนซึ่งกันและกันหลังสอน ที่อาจส่งผลให้แผนการสอน หรือกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นชั้นเรียนต้องเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยออกแบบไว้

 

การพัฒนาไปงานและคนไปบนกระบวนการที่มีความเสี่ยงต่อการขัดแย้งเช่นนี้  ต้องการการรับฟังจากผู้ที่มีใจที่เปิดกว้าง  เมื่อเราตั้งตัวเองให้เป็นคนตัวเล็ก  และฟังคนอื่นอย่างตั้งใจจริงๆ แล้ว  การทำงานเช่นนี้ก็ง่ายขึ้น   การพัฒนางานสอนก็เป็นไปได้ง่ายดาย  เพราะพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนได้เสมอ  ฉะนั้นเราจึงได้แผนการสอนที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยใช้เวลาทำงานไม่นานนัก

 

ประเด็นการเรียนรู้ที่เด่นชัดเป็นพิเศษก็คือ ปีนี้เป็นปีแรกที่ครูแคทพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างครูและศิษย์เป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง ความไว้วางใจกัน และมิตรภาพระหว่างกัน ทำให้ทุกวันผ่านไปอย่างมีความหมาย  ครูกับศิษย์จึงมีพลังเหลือเฟือที่จะชวนกันไปเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

 

ตัวอย่างเช่น เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทางช่วงชั้นได้นิมนต์พระมาเทศน์เรื่องความสำคัญของวันแม่ ทำให้เวลาในการเรียนคาบแรกหายไปครึ่งช่วงโมง  แผนที่เตรียมไว้ว่าจะพูดคุยทบทวนการเรียนในครั้งก่อน  แล้วจะออกไปสำรวจโรงเรียนเพิ่มเติมในช่วงท้ายคาบก็เป็นอันต้องล้มเลิกไป  เพราะเวลาไม่พอ 

 

เด็กคนหนึ่งจึงเสนอว่า “ทำไมเราไม่ไปสำรวจตอนเที่ยงกันล่ะ” นั่นเป็นความคิดที่ดี แต่เด็กบางคนก็ไม่ว่าง ต้องไปซ้อมฟุตบอลบ้าง ไปพบคุณครูท่านอื่นๆ บ้าง ครูแคทจึงแก้ปัญหาโดยการให้เด็กเลือกเองว่าจะไปสำรวจเวลาไหน เวลาเที่ยงของวันนี้ หรือในเช้าของวันรุ่งขึ้น ซึ่งเด็กชมรมมาเช้าก็จะเลือกเวลาเช้า จะได้เอาเวลาตอนเที่ยงไปวิ่งเล่น ส่วนคนที่รู้ตัวเองว่ามาไม่ทันแน่ๆ ก็จะขอใช้เวลาเล่นในช่วงเที่ยงของวันนี้ออกไปสำรวจกัน 

 

กับเด็กๆ กลุ่มนี้ เวลาเรียนของเด็กไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในชั่วโมงเรียนเท่านั้น  แต่ยังไปปรากฏในหลายที่หลายเวลา  ไม่ว่าจะเป็นเช้า  กลางวัน  หรือเย็น หรือจากคำบอกเล่าของคุณพ่อคุณแม่ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของลูก ๆ ที่มักจะพูดคุยเล่าเรื่องที่ได้เรียนให้ฟังอยู่ตลอด  นอกจากนี้ครูยังสังเกตเห็นความพยายามในการทำชิ้นงานต่างๆ ที่มีมากขึ้นกว่ารุ่นที่แล้วอย่างผิดหูผิดตา  และไม่ว่าจะเพาะอะไรลงไปในตัวเด็กๆ  ก็ล้วนงอกงามให้ได้ชื่นชมในเวลาอันรวดเร็ว 

 

สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในปีนี้อาจเป็นเพราะว่า  ครูได้ทำทุกเรื่องให้กลายเป็นการเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งในมิติของความเป็นมนุษย์ และในมิติของมานุษกับโลก ตัวหน่วยวิชาที่ช่วยเชื่อม เราทั้งหลาย กับ สรรพชีวิตบนโลก  ด้วยการรู้จักยืดหยุ่นและพร้อมปรับตัวเข้าหากันเสมอ