ในประเทศไทย มีตัวอย่างของสภามหาวิทยาลัยที่ย่อหย่อนต่อหน้าที่ (ineffective board) ให้เรียนรู้มากมาย   ผมคอยสดับตรับฟังเรื่องราวของสภามหาวิทยาลัยต่างๆ   รวมทั้งเอาใจใส่เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของตนเอง   สำหรับเป็นการเรียนรู้ของตนเอง ให้ทำหน้าที่ดีขึ้น   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทำหน้าที่สำคัญๆ ของกลไกกำกับดูแลสมัยใหม่   ที่ไม่ใช่แค่ทำหน้าที่สภาคอยอนุมัติหรือไม่อนุมัติเรื่องที่ฝ่ายบริหารเสนอเข้าสภาฯ   แต่ทำหน้าที่สภาฯ ที่เป็น Governing Board   คือเป็น leader ขององค์กร   ทำหน้าที่กำกับดูแลแบบ proactive และทำหน้าที่ทั้ง Fiduciary Mode, Strategic Mode, และ Generative Mode 


         คือเมื่อไรก็ตาม มหาวิทยาลัยมีความยุ่งยาก ให้คิดไว้ก่อน ว่าเป็นเพราะสภามหาวิทยาลัยย่อหย่อนหน้าที่   และจำเลยที่หนึ่งคือ นายกสภา   ผมคิดอย่างนี้ ไม่ทราบว่าถูกหรือผิด



          สภามหาวิทยาลัยหลายแห่งมีนายกสภาที่เป็นผู้ใหญ่มากๆ ผู้คนเคารพยำเกรง   และท่านจะไม่ได้เอาใจใส่การทำหน้าที่สภามหาวิทยาลัยใน Strategic และ Generative mode   เพราะท่านคุ้นเคยกับการทำหน้าที่สภาแบบอนุมัติหรือไม่อนุมัติ คือแบบสมัยเก่า   วาระการประชุมเป็นไปตามที่ทีมงานฝ่ายบริหารเสนอเข้ามา โดยมีการอ้างอิงหน้าที่ พรบ. มาตรานั้นมาตรานี้   ว่าจะต้องเสนอให้สภาฯ พิจารณาอนุมัติ   บางครั้งมีคนขออภิปรายแสดงเหตุผลในประเด็นที่ควรพิจารณา ท่านก็คอยเตือนว่าเอาสั้นๆ อย่าให้เสียเวลา   เป้าหมายของท่านมีอย่างเดียวคืออนุมัติหรือไม่อนุมัติ



          เพราะความเป็นคนดี เป็นผู้ใหญ่ที่กรรมการเคารพยำเกรง   และท่านก็หลงลืมไปว่าสภามหาวิทยาลัยต้องทำงานเป็นองค์คณะ   โดยประธานต้องคอยส่งเสริมให้กรรมการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย   เพื่อให้สภาฯทำงานด้วยความรอบคอบระมัดระวัง   นายกสภาฯ ที่เป็นผู้ใหญ่มากๆ บางท่านจึงมักรวบรัดว่ามีมติตามที่เสนอ   ทำให้กรรมการสภาฯ ที่ไม่เห็นด้วย หรือมีมุมมองที่แตกต่าง หรือมีข้อมูลเพิ่มเติม ไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็น   บ่อยๆ เข้าก็เบื่อ ไม่ค่อยมาประชุม   สภามหาวิทยาลัยจึงมีสภาพเป็นสภาฯ ที่ทำงานแบบไม่ระมัดระวัง หรือไม่เอาใจใส่



          หลายครั้ง นายกสภาฯ แสดงท่าทีคล้ายๆ กับว่า นายกสภาฯ เป็นผู้รู้ดีที่สุด และคอยกล่าวสรุปหรืออธิบายเพื่อความรวดเร็วของการประชุม  ทำให้มีลักษณะที่ประธานชี้นำการประชุมมากเกินไป   จนกรรมการคนอื่นๆ ไม่กล้าเสนอความเห็นที่ต่าง   นำไปสู่ความย่อหย่อนการทำหน้าที่สภาฯ  



          ที่จริง ความย่อหย่อนของสภามหาวิทยาลัย เป็นเรื่องซับซ้อน   มักมีหลายสาเหตุประกอบกัน  และมักค่อยๆ เกิดขึ้นทีละเล็กทีละน้อย กัดกร่อนความเข้มแข็งในการทำหน้าที่กลไกกำกับดูแลลงไปเรื่อยๆ จนเกิดความยุ่งยากในที่สุด   นี่คือความเสี่ยงของสภามหาวิทยาลัย   และเป็นเหตุผลให้ต้องมีการประเมินตัวสภาฯ เอง   ว่าทำหน้าที่อย่างรัดกุมถูกต้อง และครบถ้วนตาม 3 mode หรือไม่



          ปัญหาข้างบนเป็นปัญหาที่ซับซ้อน มองเห็นยาก และมักค่อยๆ ก่อตัว

 

          แต่มีปัญหาที่ตรงไปตรงมา แต่คนมักไม่คิดว่าเป็นปัญหา   คือมีการสรรหานายกสภาฯ และกรรมการสภาฯ เพื่อเข้ามาร่วมกันผลักดันนโยบายบางอย่างกับฝ่ายบริหารหรือกลุ่มคณาจารย์บางกลุ่ม   แบบนี้ผมเรียกว่า การมีกรรมการสภามหาวิทยาลัยแบบกลุ่มผลประโยชน์   ที่เน้นผลประโยชน์ของกลุ่ม มากกว่าขององค์กร   มหาวิทยาลัยที่มีกรรมการสภาฯ ด้วยพฤติกรรมเช่นนี้  ย่อมหนีไม่พ้นความวุ่นวาย   เพราะจะมีการร่วมมือกันทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หรือทุจริต



          อีกกรณีหนึ่งคือ ฝ่ายบริหารมีวิธีการที่แยบยล ในการสร้างความไว้วางใจจากนายกสภาฯ ที่เป็นผู้ใหญ่และผู้คนเกรงใจ   จนนายกสภาฯ เป็นคล้ายหุ่นเชิดของฝ่ายบริหาร   เรื่องแบบนี้มักเป็นเรื่องที่ลือกันในที่มิดชิด   หาหลักฐานยืนยันยาก

 

 

วิจารณ์ พานิช
๘ ก.ค. ๕๔