อาชีวเวชศาสตร์

Occmedman ล่ำลา

หายหน้าไปนาน ช่วงนี้มีฝึกอบรมมากหลายขนาน ดูไปแล้วไม่ควรมาอยู่ที่นี่เลย น่าจะไปอยู่มหาวิทยาลัย หรือสถาบันอะไรสักแห่งหนึ่ง เพราะชอบอบรม ชอบสอน ชอบเขียนหนังสือ บรรยากาศตอนนี้ดี เนื่องจากพวกโจรไปสุมหัวกันหมดแล้ว เลยไม่มีใครออกมาอาละวาดให้เขียนบทความกันอีก

ในช่วงนี้ เป็นช่วงวิกฤติของชีวิตเลยล่ะ เป็นช่วงฮอร์โมนหมด รู้สึกเบื่อ จึงอยากจะหยุด blog นี้ไว้เท่านี้ ทำงาน occmed สนุกมาก ขอบอกว่าผมทำงาน occmed อย่างเต็มภาคภูมิ และเวลาออกไปให้ความรู้ก็ให้ความรู้ occmed ไม่เคยเกี่ยวข้อง occhealth นะครับ แม้เป็นในทางป้องกันเช่นเดียวกัน ผมออกไปต่างจังหวัดปีนี้หลายจังหวัดมาก ผมเป็นโรงพยาบาลของรัฐบาลแห่งเดียวที่ออกไปให้ความรู้ ความช่วยเหลือ ในต่างจังหวัดทั่วประเทศครับ บางอย่างผมเป็น NATO แต่หลายอย่างผมก็เป็น AFTA ผมคงไม่ใช่คนบรรลุแล้วจึงจะเป็น AFTA ได้หมดหรอกครับ มีเรื่องให้ manage มีเรื่องให้คิดมาก

ออกไปต่างจังหวัด ทำให้เห็นจุดอ่อนของคลินิกโรคจากการทำงานซึ่งได้รับความช่วยเหลือบางส่วนจากกองทุนเงินทดแทน ผมคิดว่าบางส่วนจริงๆ แต่สำนักโรคฯ กลับฉวยโอกาสนำสิ่งที่กองทุนมอบให้ คือเป็นผู้ติดตามผล สำนักโรคฯ มีตัวชี้วัดคลินิก ซึ่งผมดูกี่ที กี่ที ก็เป็นตัวชี้วัดกลุ่มงานครับ สำนักโรคฯ สามารถ audit กลุ่มงานได้ แต่ไม่ควรให้ผลงานของกลุ่มงานเกิดจากเงินเพียงเล็กน้อยจากสปส เวลาครบปี มีการนำเสนอผลงานคลินิก ผมดูแล้วดูอีก ผมก็ว่าเป็นการเสนอผลงานของกลุ่มงานครับ ตัวชี้วัดจะต้องเป็นของคลินิก เขาจะได้นำเงินที่ได้ไปปรับปรุงคลินิก เรื่องการวินิจฉัยและรักษาโรค จากการทำงาน อ๊ะ บางคนบอกว่าอาชีวเวชศาสตร์ไม่มีเรื่องโรคจากการทำงาน ขอให้เปิดหูตา อ่าน internet หรือกลับไปที่ซึ่งตนเองจบออกมาสอบถามดูก็ได้ ยังไงก็มีเรื่องการวินิจฉัยและรักษาโรคจากการทำงานครับ การรักษามีได้หลายแบบ ที่ใช้กันคือ Return to work ครับ

ถามว่าออกไปต่างจังหวัดได้อะไรบ้าง ได้เยอะครับ ผมบอกเลยทุกครั้งที่ผมพูด กว่า 90% จะต้องมีความภูมิใจ และถูกกระตุ้นให้อยากทำงานอาชีวเวชศาสตร์มากขึ้น ผมนำ toolbox ไปให้ครับ toolbox นี้เป็น toolbox ที่ผมได้นำเสนอมาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่หลายคนยังไม่ต้องการเล่นเรื่องวินิจฉัยโรค ผมไม่เคยเปลี่ยนเข็มมุ่ง ผมต้องการให้มีการวินิจฉัยโรคที่สอดคล้องเป็นแนวทางเดียวกันทั่วประเทศ การวินิจฉัยโรคแบบนี้จะช่วยพวกเราครับ พวกเราจะวินิจฉัยโรคจากการทำงานด้วยความสบายใจมากขึ้น เหมือนที่เขาบอกว่าเขียนเวชระเบียนให้ดีก็จะไม่มีปัญหา เช่นเดียวกันครับแนวทางของผมล่าสุด ถ้าเขียนตามนั้น ไม่มีปัญหาแน่นอน หลายปีก่อนผมเคยออกไปพูดเรื่องคลินิกเรื่องการวินิจฉัยโรค มีหมอคนหนึ่งยกมือบอกว่า ถ้ายึดแนวทางผมก็จะวินิจฉัยโรคได้ยาก ครับ ผมอยู่กรมการแพทย์คงต้องการเรื่องวิชาการเกี่ยวกับแพทย์ ผมต้องการ individual diagnosis ครับ อย่างน้อยก็มี Sensitivity และ Specificity ค่อนข้างมาก เร็วๆ นี้ เคยอ่านเรื่อง case definition ในการวินิจฉัยโรค เป็นการวินิจฉัยแบบหลวมๆ ใช้ใน public health  ผมต้องการincident จริงๆ ครับ ช่วยกันทำสิครับ อย่ามัวต้าน ถ้าช่วยกันทำ โอโฮ้ มันเกือบ 10 ปีแล้วนะ น่าจะได้โรคจากการทำงานมากมาก และช่วยในการสร้าง power ให้กับแพทย์อาชีวเวชศาสตร์มาก มากกว่าพูดว่ามีคนทำงาน 36 ล้านคน ดังนั้นโรคจากการทำงานจึงมีความสำคัญมาก พูดว่าโรงงานทอผ้ามีคนงานมากมาก คนงานควรเป็น bysssinosisเท่านี้ เอาตัวเลขมาคิด ผมรู้สึกว่าไม่ smart ครับ  สาขาอื่นเขาดูว่าอาชีวเวชศาสตร์มันอยู่ในทุกที่หมด แต่มันไม่ทำอะไรกับผู้ป่วย มันส่งผู้ป่วยมาให้เรารักษา แต่มันเอาผลงานไป ยากนะครับ ที่จะไม่ให้เขาคิดอย่างนี้

เวลาออกไป เป้าหมายจะเป็นแพทย์ พยาบาล แต่ 90%  เป็นพยาบาลครับ ทำให้คิด ว่าแพทย์เรามีการ updateความรู้บ้างหรือไม่ หรือคิดว่าอาชีวอนามัย เป็นงานที่ใช้สามัญสำนึกในการดำเนินงาน เพราะดูมันไม่มีหลักอะไรเท่าไร นอกจากค้นหาสิ่งคุกคาม ประเมินและจัดการความเสี่ยง จัดการเฝ้าระวัง จัดการรักษาพยาบาล และเหตุฉุกเฉิน รวมทั้งส่งเสริมป้องกัน ผมยอมรับว่าพยาบาลเก่งมากครับ บางครั้งเก่งมากกว่าแพทย์ เพียงแต่เขาเคารรพแพทย์ไม่กล้าพูดออกมามากเท่านั้น ดังนั้นพยาบาลที่มาฟังผมจะได้สิ่งใหม่ๆ ไปทุกปีครับ ผมสนุกในการสอน เพราะผมสอนสิ่งใหม่ทุกปี ไม่เคยซ้ำเลยนะครับ ท้าทายมาก

แพทย์อาชีวเวชศาสตร์คงรวมตัวกันไม่ติด มีช่องว่างมาก หลักสูตรแพทย์อาชีวเวชศาสตร์สองเดือน ทำให้แพทย์อาชีวเวชศาสตร์สนิทกันที่สุดครับ หลังจากนั้นไม่มีหลักสูตรที่สนิทกันอย่างนี้อีกแล้ว หลักสูตรแพทย์ประจำบ้าน เรียนปีหนึ่งอยู่ตาม ward ต่างๆ ไม่มีคนไข้โรคจากการทำงาน ก็แล้วแต่ specialist ต้องการให้เรียนอะไร ใครมานพรัตนฯ ก็เตรียมอยู่เวรได้ ขอบอก (เป็นความเห็นแก่ตัว ของแพทย์) แต่ในแผนกต่างๆ เขาช่วยสอนเรื่องการทำงานนะครับ ผมคิดว่าปีหนึ่งที่นพรัตนฯดีที่สุด ปีสองก็เรียนปริญญาโท จริงแล้ว การเรียนปริญญาโทไม่ควรมาเกี่ยวข้องกับแพทย์ประจำบ้าน ควรเรียนหลังจบ หรือก่อนเรียน หลักสูตรควรเป็น 4 ปี ครับ เพราะว่าพอเรียนปริญญาโทเสร็จ ก็ต้องออกไปโรงงาน โรงพยาบาลต่างๆ เอ ภาควิชาอาชีวเวชศาสตร์นี้จะได้อะไรในการฝึกฝนล่ะ ได้หน้า ได้ความเป็นเลิศ?  ไม่เคยพบ resident ตัวเองเลยครับ ขอบอก ช่องว่างเลยกว้างครับ ยิ่งมีแพทย์บางท่านต้องการสร้างชื่อเสียง จับกันเป็นกลุ่มก้อน  ใช้ชื่อสวยๆ ดึงแพทย์รุ่นน้องไปเป็นพวก ผมไม่รู้ว่าเขาทำทำไม  ผมไม่รู้ว่าวงการแพทย์เราเป็นแบบนี้ไปแล้วหรือ intrend มากเหมือนสังคมตอนนี้เลย ต่อไป คนจะต่างจากสัตว์ก็เพียงคนพูดกันได้เท่านั้นครับ พันธะทางสังคมถูกทิ้งหมด

ในช่วงสองปีนี้ผมพยายามทำตำรา ห้าหกเล่ม โดยตำรานี้ใช้เงินงบประมาณของรัฐบาลทำ เลยออกมาช้ามาก ไม่ทันใจ ถ้าออกมาเร็ว เดี๋ยวก็จะมีคนมาด่า มาว่า ให้เสียกำลังใจ คนส่วนใหญ่เลยอยู่เฉยๆ รับจ๊อบกินเงินเงียบๆ ดีกว่า อะไรอะไร เกี่ยวกับอาชีวเวชศาสตร์เลยค่อนข้างจะซบเซา ความพยายามในการเชิญประชุมของสมาคม ของกรมการแพทย์มีถี่มากครับ แต่พวกเรามากันไม่มาก ติดโน่น ติดนี่ แต่ถ้าเป็นงานระดับชาติ หูย ไม่เคยติดอะไรเลย ผมก็เลยอึ้ง ทึ่ง เสียว สรุป หลังจากนี้ ผมจะอยู่เฉยๆ บ้างแล้วครับ หากินดีกว่า แก่แล้ว จะเกษียณแล้ว เตรียมตัวไว้ก่อน ซื้อ IMF LTF  ประกันชีวิต รอแก่ ก็คงจะมีเงินกินไปเรื่อยๆนะ

เปลี่ยนรัฐมนตรีไหม่ไม่รู้เปลี่ยนนโยบายใหม่หรือเปล่า ใครบางคนที่เตรียมจะทำอะไร ก็อาจจะฝันสลาย ถ้ารมต ท่านไม่เอา อาจต้องวิ่งมากหน่อย ถ้ามันดีจริงรอเดี๋ยวให้มัน shape up  แล้ว มันก็จะออกมาเอง ไม่รู้แต่ละคนรีบร้อนทำไม แปลกดี เขาต้องการอะไร เขาบอกว่าไม่มีอะไรในใต้หล้าที่เขาไม่รู้เรื่อง ไม่มีอะไรในใต้หล้าที่เข้าไม่สามารวสอดเท้าเข้าไปได้ รู้ได้รู้ไป สอดได้ สอดไป ครับแต่ขอให้มีความจริงใจก็พอ

สบายใจแล้ว ขอแถมบทด้านอาชีวเวชศาสตร์และอาชีวอนามัยให้สองบท มีงานวิจัยเรื่องหนึ่งออกตั้งแต่ปี 52 แต่ไม่มีโอกาสพิมพ์แจกคือเรื่องสถานการณ์แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ ซึ่งอยู่ใน occmednop.org ดึงลงมาได้เลยครับ

ขอขอบคุณที่ติดตามอ่าน Blog นี้มาด้วยดี ตอนนี้เขียน facebook ง่ายกว่า เพราะสั้น intrend (สมาธิสั้น)