''สายฝน'' หรือ ''สายลม'' ที่มาสัมผัสใบหน้าของเราอยู่ทุกวี่ทุกวัน บางทีอาจจะมีความลับ ความหมายซ่อนไว้อยู่

วันนี้ก็เป็นวันที่ฝนตกอีกเช่นเคย ไม่รู้ว่าทุกคนจะเป็นยังไงบ้างนะ กลับบ้าน กลับหอพัก กันปลอดภัยหรือเปล่า ? ผมคนหนึ่งแหละที่กลับหอพักลำบากมาก ทุกครั้งที่ฝนตกฟ้าร้อง ต้องขี่มอเตอร์ไซด์พร้อมกับคนคู่ใจฝ่ากลางสายฝนกลับทุกที บ่อยครั้งที่รู้สึกหงุดหงิด กับเม็ดฝนที่อาบใบหน้า จนทำให้ผมมองไม่เห็นทางข้างหน้าที่จะขี่ไป แต่วันนี้มันมีความแปลกและความพิเศษ รู้สึกว่า ใจที่โล่งๆสบายๆ เสมือนว่าปริมาณเม็ดฝนที่ตกลงมามากเท่าไหร่ ก็ไม่ได้ทำให้ใจของผมเหนื่อยล้า ขุ่นหมองไป ทั้งที่บรรยากาศ สภาวะรอบตัว ในปัจจุบัน ไม่เอื้ออำนวยสักเท่าไหร่ ทั้งเวลาสอบที่กระชั้นชิด แลปที่ยังไม่ได้เริ่มทำ งานกิจกรรมที่มีเข้ามาให้ได้ครุ่นคิดทุกวัน แต่มันเพราะอะไรกันละ ที่ทำให้ใจของผม มันหลุดลอยออกไปจากสภาพที่บีบบังคับเช่นนี้

 

พอได้ครุ่นคิดขณะนั่งอยู่ในร้านอาหารมื้อเย็นที่สุดแสนอร่อย นึกย้อนกลับไปตอนที่ขี่มอเตอร์ไซด์กลับเมื่อตะกี้ ฝนอาบลงบนใบหน้า และลมก็ตีจนแทบมองไม่เห็นทาง แต่ผมกลับเกิดความรู้สึก ชอบช่วงเวลาที่ ‘’ลม’’ ปะทะใบหน้าของผม มันเป็นเสมือนเครื่องเตือน ที่บอกกับเราว่า ‘’การเดินทางกำลังจะเริ่มต้นขึ้น’’ มันทำให้ผมเกิดความรู้สึกทั้งท้าทาย ทั้งมีความสุขที่(กำลังจะ)ได้เรียนรู้ ไปพร้อมๆกัน แม้จะเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันทั่วๆไปก็ตาม เช่นเดียวกับเมื่อตอนที่ผมไปหาข้อมูลเพื่อจะทำกิจกรรมออกหน่วยกับพี่ๆจากหลากหลายคณะ ขณะที่ผมยืนอยู่บนสะพานข้างๆวัดสะตือ เมื่อลมเริ่มปะทะที่ใบหน้า ผมรู้สึกเหมือนลอยไปตามลม รู้สึกอินไปกับชุมชนแห่งนี้ รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติที่นี่ และมีสิ่งต่างๆมากมายที่ผมได้เรียนรู้ในช่วงเวลานั้น หรือเราจะกล่าวได้ว่า ‘’จริงๆแล้ว ลมไม่ได้ถูกพัดมาสัมผัสแค่ผิวหนัง ไม่ได้สัมผัสเปลือกนอกของเราเท่านั้น แต่บางที มันอาจสัมผัสหรือ ส่งสัญญาณบางอย่าง เข้ามาสะกิดใจของเราอีกด้วย’’

 

เป็นไปได้ไหมว่าเราจะใช้โอกาสที่สัมผัสได้ถึงเจ้า ’’ลม’’ ไตร่ตรองและ สัมผัสได้ถึงสภาวะปัจจุบัน ของตัวเราเอง มีความสนุก มีความสุขเล็กๆน้อยๆกับการเรียนรู้สิ่งต่างๆเหล่านั้น มันอาจจะเยียวยาเราจากสภาพในปัจจุบันที่เคลื่อนตัวไปอย่างรวดเร็วและบีบบังคับเรา ได้บ้าง