ไม่ต้องเป็นคนอยู่ที่ต้องมานั่งเสียใจ หรือเป็นคนไปที่ยังมีห่วง...

เราจะมีกันและกัน

                                                

ห่างหายจากการเขียนไปนานวันนี้ได้แรงกระตุ้นอีกรอบ....บางครั้งก็ไม่มีเวลาอยู่กับตัวเองเลย...เป็นช่วงที่ยุ่งวุ่นวายกับชีวิตตัวเองเหมือนกันแต่ไม่มีความรู้สึกท้อนะ  มีแต่ความรู้สึกหงุดหงิดบ้าง....

แต่เมื่อนึกถึงคำอธิษฐานทุกครั้งก็อาจจะจริง เราย้ายที่ทำงานเพราะเราก็คาดว่าจะต้องกลับมาดูแลครอบครัวทางบ้าน....และแล้วก็ได้ดูแลจริงๆ นึกน้อยใจบางครั้งที่ทำไมต้องเป็นเราด้วยนะ....แต่คิดไปคิดมาเริ่มคิดได้ว่าถ้าเราไม่ดูแล แล้วใครจะดูแล วิชาความรู้นี่มันติดตัวจริงๆ รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา  สงสัยจะใช้ได้กับเรา แล้ววิชาพยาบาลก็เป็นวิชาที่เยี่ยมมากๆ สอนให้เราเข้มแข็ง อดทนๆๆ 11 ปีกับการทำงานด้านนี้ได้ประสบการณ์ต่างๆ มากมายทั้งสุขและทุกข์คละเคล้ากันไป.....บางครั้งทำงานทั้งน้ำตาก็มี...โดนด่า โดนว่า ไม่เท่าไร แต่ไม่รู้จะทำอะไรก่อนหลังนี้สิ...หนักกว่าอีก โดยเฉพาะตอนเป็น incharge เนี่ยะ หลายๆ อย่างด่วนในเวลาเดียวกัน แต่พอผ่านช่วงเวลาตรงนั้นมาได้รู้เลยว่าชีวิตมีอะไรที่ทุกข์ได้มากกว่านั้นอีก ทำงานลงเวรก็เป็นอิสระแล้ว....นอนตื่นมาก็เข้าเวรใหม่ Cycle นี้วิชาชีพเรารู้ดี  บางครั้งยังคิดเลยว่าอนาคตโรคอะไรจะมาเยือนบ้าง  สอนและแนะนำแต่คนอื่น....เฮ้อชีวิต  แต่สุดท้ายก็ปลอบใจตัวเอง ทำดีซะขนาดนี้ติดโรคก็กรรมเก่าแล้วกันเรา....หลังจากผกผันตัวเองออกจากงานบริการ แต่ก็ยังอยู่ในวงการอยู่ ยังไงก็ยังไม่พ้นอยู่ดีแถมยังได้ใช้อย่างเต็มที่เลยทีเดียว เกิด แก่ เจ็บ ตาย ใครๆ ก็หนีไม่พ้นเมื่อต้องกลับมาดูแลหลานเล็ก 1 คนและ ยายที่ป่วยด้วย  DM HT Stroke ไขมันในเลือดสูง  เป็นโรค HotHit เลยทีเดียว  ซึ่งจริงๆ ยายก็เป็นมา 10 กว่าปีแล้ว แต่ก็ไม่เคยมีอาการแย่สักที....รับยาต่อเนื่อง...อาหารการกินแม่ดูแลอย่างดี.....บางครั้งเราก็ไม่ค่อยได้ช่วยเท่าไรนัก ไปทำงานสะมากกว่า พยาบาลที่เยี่ยมเลยก็คือแม่  แม่ที่เก่งที่สุด อยู่มาวันหนึ่ง ยาย  Admit ด้วยภาวะ Electrolyte imbalance (เกลือแร่ในร่างกายไม่สมดุลและ Hypoglycemia (น้ำตาลต่ำ) รู้สึกเสียใจอย่างบอกไม่ถูก ถ้าสนใจยายมากกว่านี้ก็อาจจะไม่เป็นแบบนี้  ถึงขั้นต้องตาม 1669                                  วันนั้นตกใจมาก แต่ก็มีสติพอที่จะบอกให้ใครในบ้านทำอะไรบ้าง นี่หล่ะสิ่งที่ได้จากประสบการณ์ในงานที่ทำ (สติ+ความรู้) พอยายฟื้นที่ รพ. ก้ขอโทษขอโพยใหญ่เลยเรา เสียใจก็เสียใจ เห็นยายยิ้มได้น้ำตาคลอเลยทีเดียว ยายบอกคิดว่าจะแย่แล้ว จากนั้นก็ได้คิดว่าจะทำ Glideline ติดไว้ที่บ้านว่าเกิดเหตุแล้วใครต้องทำอะไร อย่างไร แต่ก็ขออย่าให้มันเกิดอีกเลย ไม่ชอบอะไรที่มันฉุกเฉินเพราะเป็นคนที่ตื่นเต้นง่าย แต่หลังจากยาย Discharge ก็มีปัญหาตามมาเหมือนกัน รู้เลยว่าพยาบาลที่จำหน่ายคนไข้กลับบ้านมีความสำคัญมากๆ และต้องมีเอกสารคำแนะนำต่างๆ เพราะปัญหาในการดูแลมันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะคนไข้ที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้เช่น เทคนิคการเช็ดตัว การเช็ดอุจจาระ การดูแลสายสวนปัสสาวะ(ต้องเน้นให้ระวังอะไรบ้าง-และที่สำคัญต้องรู้จักสังเกตสี-จำนวน-ลักษณะ เพราะทุกอย่างบอกสภาวะผู้ป่วยได้หมด เช่น คนไข้บ่นปวดปัสสาวะขณะใส่สายสวน จำนวนที่น้อย แต่สีปัสสาวะใส ก็ต้องมาดูตำแหน่งสาย หรือลักษณะสาย หัก พับ งอ หรือไม่ นี่เป็นเพียงน้ำจิ้ม เท่านั้น มันมีรายละเอียดในการดูแลอีกมาก ซึ่งถ้าไม่เน้นอาจต้องกลับมาพบแพทย์ก่อนเวลาอันควร  แต่ตอนเราทำงาน เราก็รู้สึกว่ามันธรรมดา แต่ถ้าถามแม่ที่เพิ่งดูแลแบบมีสายเนี่ยะ แกก็ว่ามันไม่ธรรมดา แต่ต้องค่อยๆ ให้ข้อมูล จะให้อ่านเองก็ไม่อ่านหรอก อะไรทำนองนี้ สอนแบบภาคปฏิบัติไปเลย...แม่ชอบ เราก็ OK ตอนนี้สองแม่ลูกเลยต้องช่วยกันดูแลยาย เราก็ช่วยแบ่งเบาได้ในบางส่วน โดยเฉพาะ ช่วงเย็นของวันธรรมดาและเสาร์-อาทิตย์ ดีนะยายมีลูกแบบแม่ที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิดและมีเราที่คอยเสริมทัพ  และก็คิดว่าตัดสินใจถูกที่ย้ายกลับมาไม่งั้นจะเป็นยังไงน๊า....ไม่อยากให้แม่เครียดคนเดียว....ดูแลผู้สูงอายุไม่ใช่เรื่องง่าย แรกๆ แกเรียกทุก 10 นาทีเลยมั้ง ไม่ได้ ver เกินไปนะ จริงๆ คนที่ดูแลผู้สูงอายุต้องอดทนมากๆ เลย....... สำหรับ blog นี้ก็ระบายความรู้สึกเล็กๆ น้อยๆ พอให้มือพิมพ์คล่อง สมองลื่นปลืด และย้อนคิดถึงอดีตในบางชั่วยาม....ไม่ได้หวังให้ผู้ที่อ่าน blog นี้ได้อะไร นอกจากหวนคิดถึงคนในครอบครัวทุกๆ คน ที่แต่ละคนจะมีเวลาอยู่กับเราอีกกี่ปีกันเชียว 2012 โลกอาจจะแตก เราอาจจะตายกันหมดก็ได้ ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดีไปอย่างจะได้ไม่ต้องเป็นคนอยู่ที่ต้องมานั่งเสียใจ หรือเป็นคนไปที่ยังมีห่วง... ..