เมืองจำลอง ดุสิตธานี โมเดลท่ีใช้เรียนรู้ประชาธิปไตยของข้าราชบริพารก่อนก้าวสู่โลกใหม่

เมืองจำลองดุสิตธานี  ศูนย์การเรียนรู้ประชาธิปไตยแห่งแรก

                        “ดุสิตธานี “เป็นชื่อของเมืองจำลองแห่งประชาธิปไตยที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๖ เพื่อใช้เรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยอย่างประเทศตะวันตก   ก่อนที่จะนำสาระความรู้และการปกครองแบบประชาธิปไตยไปสู่ประชาชนในกาลข้างหน้า    แม้ว่าปัจจุบันนี้จะคงเหลือเพียงอาคารจำลองไม่กี่หลังที่หอวชิราวุธานุสรณ์ ก็เป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามสร้างวิถีประชาธิปไตยให้เป็นการสร้างภูมิบ้านภูมิเมืองในวันข้างหน้า

                     ภาพเก่าของดุสิตธานีนั้นเป็นเมืองจำลองขนาดเล็กเช่นเดียวกับเมืองจำลองที่พัทยา เดิมสร้างขึ้นแห่งแรกในพระราชวังดุสิต ใช้พื้นที่ประมาณ ๒ ไร่ครึ่งตั้งอยู่ทางด้านใต้ติดกับพระที่นั่งอุดร และด้านเหนือติดกับอ่างหยก  โดยมีบ้านเรือนจำลองประมาณกว่า ๓๐๐ หลัง ถ้านับตัวอาคารอื่นๆเช่น พระราชวัง สถานที่ราชการ โรงทหาร โรงเรียน โรงพยาบาล ตลาด ร้านค้า ธนาคาร โรงละคร โรงภาพยนต์ สโมสรบริษัท สำนักงาน  และวัด ด้วย  ประมาณจำนวนได้ ๑,๐๐๐ หลัง  อาคารที่ขาดไม่ได้จำลองไว้มีมหาวิทยาลัย ปั๊มน้ำมัน และสถานโบว์ลิ่ง

                     เมืองจำลองดุสิตธานีนี้สร้างย่อส่วนในสัดส่วน๑ใน ๒๐ส่วนของขนาดจริง ถือเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น   เป็นโมเดลที่สร้างขึ้นด้วยฝีมือประณีตบรรจง ตกแต่งสีสวยงามและฉลุสลักลวดลายวิจิตรคล้ายของจริง จัดภูมิทัศน์ในบริเวณพื้นที่สี่เหลี่ยมให้มีไฟฟ้าติดสว่างทุกบ้าน สร้างถนนภายในเมืองและปลูกต้นไม้ย่อส่วนให้ดู ร่มรื่นราวกันเป็นเมืองจำลองที่สร้างขึ้นเพื่อถ่ายภาพยนต์ฉะนั้น

                 ผู้ที่ปลูกบ้านอยู่ในเมืองดุสิตธานีนั้นเรียกว่า ทวยนาครของดุสิตธานี ได้แก่ผู้เป็นมหาดเล็กรับใช้ใกล้ชิด ซึ่งมีทั้งเชื้อพระวงศ์ ชั้นหม่อมเจ้าลงไปสมมติชื่อตนเองเพื่อเป็นเจ้าของบ้านและเสดงอาชีพ  สำหรับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นทรงใช้สามัญชื่อว่า ท่านราม ณ กรุงเทพ อาชีพเป็นทนายความโดยมีข้อกำหนดว่า ผู้ปลูกบ้านจำลองนั้นต้องยื่นเรื่องราวขอซื้อที่ดินสำหรับบ้านแต่ละหลัง ซึ่งมีขนาดประมาณ ๑ ตารางเมตร เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้วจึงจะดำเนินการได้ กรณีการสร้างบ้านแต่ละหลังมีราคาแพง จึงมีห้องแถวให้เช่าสำหรับผู้ไม่มีเงินสร้าง ผู้เป็นเจ้าของบ้านทุกคนนั้นต้องคอยดูแลบ้านของตนให้สะอาดเรียบร้อย ซึ่งมีการบริการด้านสาธารณูปโภค และมีพนักงานชาวที่คอยดูแลตรวจตรา     เจ้าของบ้านนั้นต้องเสียค่าน้ำ ค่าไฟ ผู้เก็บเงินนั้นเป็นเสมียนของท่านราม เงินที่เก็บได้จะนำมาใช้ในการบำรุงเมืองดุสิตธานี ซึ่งมีการสร้างสะพาน ถนนหนทาง  หากเงินเหลือก็นำส่งไปบำรุงราชนาวี และสร้างเรือรบพระร่วง

                การปกครองในเมืองดุสิตธานีนั้นมีพรรคการเมืองสองพรรค คือ พรรคแพรแถบสีน้ำเงินแ ละพรรคแพรแถบสีแดง มีการเลือกตั้งดำเนินการตาม ธรรมนูญลักษณะการปกครองคณะนคราภิบาล (ดุสิตธานี) พระพุทธศักราช ๒๔๖๑ มี ๕๑ มาตรา ซึ่งต่อมาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม ๒ ครั้ง วิธีการเรียนรู้ที่รัชกาลที่ ๖ มีพระราชประสงค์ที่ให้มีการเรียนรู้ทางการเมืองให้แก่ประชาชน โดยผ่านกระบวนการของการปกครองท้องถิ่นในรูปแบบเทศบาล ซึ่งเป็นการบริหารแบบประชาธิปไตยที่ให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วม  พระองค์ทรงรื้อฟื้นการทดลองปกครองในรูปแบบเทศบาลหรือที่ทรงเรียกว่า นครภิบาล โดยทรงจัดตั้งเมืองจำลองดุสิตธานีขึ้น  สมมติให้ดุสิตธานีมีฐานะเป็นมณฑลหนึ่งในราชอาณาจักรสยามชื่อว่า มณฑลดุสิต มีหม่อมเจ้าปราณีเนาวบุตร์ ทรงดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาล ทำหน้าที่ว่าราชการมณฑล คือเทียบกับผู้ว่าราชการจังหวัดในปัจจุบัน ทำหน้าที่หัวหน้าดำเนินการปกครองโดยทั่วไป และเลือกเชษฐบุรุษ(ผู้แทน)สำหรับทุกๆ อำเภอ จัดให้มีการเลือกตั้งและเสียภาษีอากรทุกเดือน และกำหนดให้นับเวลา ๑ เดือนในดุสิตธานีเท่ากับ ๑ ปี จัดการทำนุบำรุงด้านสุขาภิบาลและการป้องกันโรคภัย จัดการเก็บภาษีที่ดิน สนับสนุนให้มีการออกหนังสือพิมพ์ในดุสิตธานีมี ๓ ฉบับคือ ดุสิตสมัย เป็นหนังสือพิมพ์รายวัน ดุสิตสักขี เป็นหนังสือพิมพ์รายวัน (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นดุสิตรีคอร์ดเดอร์) และดุสิตสมิต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจัดทำเป็นหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ออกทุกวันเสาร์  สนับสนุนการตั้งพรรคการเมือง จัดตั้งธนาคาร เรียกว่า ดุสิตธนาคาร เป็นต้น

                 เมืองดุสิตธานีจึงเป็นศูนย์การเรียนรู้ประชาธิปไตยรัชกาลที่ ๖ มีพระราชหฤทัยที่จะสร้างประชาธิปไตยไว้เป็นหลักการปกครองของชาติในวันหน้า และทรงตั้งพระราชหฤทัยที่จะพระราชทาน รัฐธรรมนูญในโอกาสสมควรเมื่อประชาชนมีการศึกษาดีแล้ว  แต่ด้วยเหตุที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๘ เมืองจำลองดุสิตธานีจึงถูกหยุดชะงักลง ปัจจุบันยังเหลืออาคารบางหลังอยู่เช่น พระที่นั่งลักษมีวิลาส (พระที่นั่งแขก) ซึ่งตั้งตามพระนาม พระนางเธอลักษมีลาวัณ เป็นพระที่นั่งในพระวัชรินทราชนิเวศน์ ตำบลดุสิต ในบริเวณพระราชวังดุสิต และวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม เป็นเรือนทรงไทย เริ่มสร้างปลายสมัยรัชกาลที่ ๔ เป็นวัดฝ่ายธรรมยุติ โดยจำลองจากวัดราชประดิษฐ์ฯ ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนราชินี แขวงบรมมหาราชวัง เขตพระนคร และอาคารอื่นๆ ก็คงจะต้องทบทวนกันเสียแล้วว่าประชาธิปไตยวันนี้เดินทางจากเมืองจำลองมาสู่เมืองจริงนั้นได้มีพัฒนาการให้เกิดความสมัคคีและมั่นคงอย่างที่ประชาชนต้องการหรือไม่...

               สาระการเรียนรู้นั้้นมี

๑.ร.๖ทรงสานต่อพระราชประสงค์จากร.๕ หรือทรงมีพระราชดำริใหม่

๒.กบฎท่ีเกิดขึ้นในรัชกาล สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทใด

๓.ทำไมย่าเหลจึงถูกฆ่า

๔.การสร้างความรักชาติในรัชกาลท่ี ๖ เป็นการเตรียมความพร้อมด้านประชาธิปไตย

                ช่วยกันคิดต่อๆจะได้มีประเด็นเรียนรู้กันนะครับ