เป็นการกระทำที่ไม่ได้ผูกติดอยู่กับ mind (ส่วนที่ใช้คิด) และก็ไม่ใช่เรื่องการใช้สัญชาตญาณ
ผมว่า การกระทำ (action) ที่เราเคยชินนั้นมีอยู่ 2 แบบด้วยกัน คือแบบที่ 1 เป็น action ที่มาจากสัญชาตญาณ และแบบที่ 2 เป็น action ที่ผ่านมาจากการคิด . . action ที่มาจากสัญชาตญาณ หมายถึงการกระทำที่เป็นไปโดยอัตโนมัติ เช่น จะถูกหมากัด เราก็วิ่งหนี ส่วน action ที่มาจากการคิดก็เป็นการกระทำที่อยู่ในการใช้ชีวิตทั่วๆ ไป เช่น เช้านี้เราจะใส่เสื้อตัวไหน คิดแล้วก็เอื้อมมือไปหยิบ หรือคิดว่ากลางวันนี้จะกินอะไรดี แล้วก็เดินไปยังร้านที่ต้องการจะไป อะไรทำนองนี้ เป็นต้น
แต่ที่ผมสนใจอยู่ในตอนนี้ ก็คือสิ่งที่ได้เรียนรู้มาจากครูบาอาจารย์หลายท่านซึ่งท่านพูดคล้ายๆ กันคือพูดถึง action แบบที่ 3 ซึ่งก็คือการกระทำที่ไม่ได้เป็นผลพวงอันมาจากความคิด เรียกได้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่ได้ผูกติดอยู่กับ mind (ส่วนที่ใช้คิด) และก็ไม่ใช่เรื่องการใช้สัญชาตญาณ หากแต่เป็นการกระทำที่อยู่บนพื้นฐานของการตื่นรู้ คือมี awareness กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนั้น มีความเป็นปัจจุบัน (Presence) คือใส่ใจอยู่กับสิ่งนั้นอย่างเต็มที่ มี attention อยู่กับสิ่งนั้นอย่างเต็มบริบูรณ์
ต้องสารภาพว่าตัวผมเองนั้น เคยชินกับ action สองแบบแรกมาทั้งชีวิต คิดว่าน่าจะถึงเวลาที่จะมาลองฝึก action แบบที่ 3 นี้ดูบ้าง ก่อนที่จะสายเกินไป หากท่านใดมีข้อสงสัยหรือเคยมีประสบการณ์ในเรื่องนี้ ก็เปิดเวทีแชร์กันตรงนี้ได้ ผมเชื่อว่าน่าจะมีคนสนใจ และน่าจะได้มีการเรียนรู้ร่วมกันครับ
หัวข้อนี้น่าสนใจค่ะท่าน อยากให้เขียนบันทึกต่อ การตื่นรู้ awareness พระท่านว่าหากฝึกเจริญสติอยู่บ่อยๆกับสิ่งที่เรากำลังคิด ทำ หรือพูด จะทำให้เรามีการตื่นรู้อยู่ตลอดเวลา ถ้าจะให้ผลดียิ่งยิ่งขึ้นว่างๆก็ฝึกวิปัสนา
มีบทสนทนาระหว่างกฤษณมูรติกับปราชญ์ชาวพุทธที่แสดงให้เห็นถึงการทำความเข้าใจสิ่งใดๆจากการคิดเทียบเคียงกับความรู้ในอดีตของตัวเองซึ่งเป็นวิธีการหาความรู้ตามสัญชาติญาณและถูกทำให้มีระเบียบแบบแผนโดยวิทยาศาสตร์ เสียดายที่ปราชญ์ชาวพุทธท่านดังกล่าวไม่ใช่อาจารย์พุทธทาส
อาจารย์ภีมคงหมายถึงหนังสือที่หน้าปกเป็นรูปมือพระพุทธรูปใช่ไหม . . ผมต้องกลับไปหาแล้วนำมาอ่านอีกรอบซะแล้ว . . ขอบคุณครับ