เมื่อวาน หลังจากนั่งพิมพ์งาน อาการเก่าก็กำเริบ
อาการปวด "เยื่อผังผืดมัยโอฟาสเซียล" ( Myofascial pain syndrome - เพิ่งรู้เหมือนกันว่า ภาษาไทยเขาเขียนแบบนี้ )
บริเวณที่ปวด หาเจอภาพคล้ายๆ แบบนี้คะ

ภาพจาก http://qc.spinemd.com
โรคนี้เจอเยอะมาก คงเป็นเพราะคนทำงานแบบ "หลังขดหลังแข็ง" มากขึ้น
ก่อนที่ข้าพเจ้าจะเป็นโรคนี้..เวลาผู้ป่วยบ่นถึงอาการปวด "อย่าไปใส่ใจมัน หาอะไรทำให้ลืม.."
หลังจากข้าพเจ้าเป็นโรคนี้..ถึงรู้ว่า ที่บอกไปนั้น..มันไม่ได้ผล
อาการปวดของข้าพเจ้าไม่รุนแรง แต่ปวดนาน ชวนหงุดหงิด คิดอะไรไม่ออก
ข้าพเจ้าเริ่มจากยืดกล้ามเนื้อ ขยับคอ ขยับต้นแขน..ไม่หาย
ใช้ไม้เกาหลังนวด..เอาหลังกดกับขอบโต๊ะ..ไม่หาย
หนักเข้าจึงกินยาพาราเซต แล้วไปนอน..ก็ยังไม่หาย
อยากให้มันหาย มันก็ไม่หายไปสักที เริ่มโมโห..
นี่ขนาดเราปวดแบบ "บ่ห้ายบ่ดี" แล้วคนปวดจากมะเร็งจะทรมานขนาดไหนหนอ
เอาละ ในเมื่อหนีมันไม่พ้นสักที..ก็ลองเผชิญหน้ากับมันดู
ข้าพเจ้า จึงรวบรวมสติ ติดตามดูทุกสิ่งที่เกิดขึ้นบริเวณที่ปวด อย่างใกล้ชิด
เมื่อ "เฝ้ามอง" อย่างละเอียด
ถึงรู้ว่าอาการ "ปวด" จากการรับรู้แบบหยาบๆ นั้นมีความวิจิตรพิศดารอยู่
มีซ่า บริเวณหนึ่งสักพัก ก็หาย แล้วไปปรากฎอีกที่หนึ่ง เหมือน ดอกไม้ไฟ
เปรียบเทียบ ระดับความรู้สึกแน่นตึง แต่ละจุดแตกต่างกัน
ขอบเขตบริเวณที่ปวด ค่อยๆ หดลงมาเรื่อยๆ จนเหลือพิ้นที่ประมาณ เหรียญสิบ บริเวณขอบบนสะบัก
ไปๆ มาๆ ข้าพเจ้า "เพลิน" ไปกับการเฝ้าดูอาการปวดของสังขารตนเอง
"ลืม" ความหงุดหงิดรำคาญ
..แล้วก็หลับไป..
ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ว่า สติคือยาบรรเทาอาการที่ดียิ่ง
....
ความปวด เป็นกระบวนการธรรมชาติ ที่เตือนให้มนุษย์พ้นภัย
ความปวด เป็นสิ่งอัปลักษณ์ เมื่อนำไปผูกกับ ความสูญเสีย
เสียเวลา เสียงาน ...เสียชีวิต
ยิ่งเราเกลียดมัน กลัวมัน อยากวิ่งหนีจากมัน..เรายิ่งเรียนรู้ว่า ปวด = ทุกข์
เหมือนดอกไม้ริมทาง ที่เราขนานนามมันว่า "วัชพิช" เพราะเป็นสิ่งที่ เราไม่ต้องการ
แต่ดอกไม้เหล่านี้ ก็คือธรรมชาติ ที่มีมาก่อนมนุษย์จะรู้จักปลูกสิ่งที่ไม่ใช่ "วัชพืช"
เมื่อเราไม่ต้องการ เราจึงบอกว่ามันไม่สวย และอยากกำจัดมันไปให้พ้นๆ
บางครั้ง เราจึงใช้ยากำจัด "วัชพืช" แม้รู้ว่ามันมีพิษต่อตัวเราเองเช่นกัน
ลองเปรียบเทียบ การมองแบบหยาบๆ กับการมองแบบพิจารณาใกล้ๆ คะ
Acknowledge that feeling but don't let it consume you.. ( Mindsight , Siegel)
ขอให้หายเร็ว ๆ นะครับ
มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์บ้างค่ะ ..เวลาปวดเมื่อยร่างกายทำให้กระสับกระส่ายนอนไม่หลับ..ได้ใช้วิชากายเบา โดยแยกจิตออกจากกาย ทอดลำตัว แขน ขา เสมือนหนึ่งไร้น้ำหนัก กายจะปวดจะเมื่อย ก็เรื่องของกาย ไม่เกี่ยวกับจิต..ผลที่ได้รับคือความผ่อนคลาย เบาสบาย หลับง่ายมาก และสดชื่นเมื่อตื่นนอนค่ะ..
"บ่ห้ายบ่ดี"
เมืองแต้ ๆ เมืองขนาด ;)...
โรคสมัยใหม่มีปริมาณมากขึ้นเลยใช่ไหมครับ คุณหมอ ;)...
นี่ขนาดบาดเจ็บนะครับเนี่ย งานเขียนยังทะลักล้น ดังน้ำจาก "นกเตน" กระเด็นกระดอนมาให้พวกเราได้อ่านกันอย่างสม่ำเสมอ
รักษาสุขภาพนะครับ คุณหมอ ... หมอไม่อยู่แล้วใครจะรักษาผมล่ะ
สวนดอกด้วยอ่ะ ;)...
"ปวดกาย"...คงไม่เท่าไหร่
แต่หาก "ปวดใจ" คงลำบาก
อิอิ ปวดบ่อยๆ เดี๋ยวก็ชินจ้า.....เหมือนเพลงพี่เจไงจ๊ะ
"เจ็บจนชิน" ....*^_^*
ก่อนหน้านี้ไปช่วยงานที่OPD Ortho อยู่หลายปี...เช้ามาก็นั่งอยู่หน้า โต๊ะCOM ทำหน้าที่ ลงข้อมูล +Advice +ออกใบนัด
มารู้ตัวอีกทีมีอาการปวดไหล่และบ่าข้างขวามากปวดลึกๆทรมาร รบกวนการทำงานสุดๆ กินยาจน โรคกระเพาะถามหา
มาลองสังเกตุตัวเองจนพบว่าถ้าปรับเก้าอี้นั่งสูงหน่อย (ไม่ต้องนั่งท่าที่ต้องยกหัวไหล่ขึ้นเวลาพิมพ์ COM )
อาการปวดหนึบที่ไหล่จะไม่ค่อยเป็นค่ะ
ขอบคุณคะ หมออดิเรก :-)
ขอบคุณคะ จะลองค้นคว้าเพิ่มแล้วนำไปปฎิบัติ ได้ผลอย่างไรอาจนำมาเล่าสู่กันฟังโอกาสหน้า..
ขอบคุณสำหรับดอกไม้คะ
เพราะมีคนมาเยี่ยมเยียนจึงเป็นกำลังใจให้เขียน
หวังว่า ที่กระเด็นกระดอนมา คงพอรับได้นะคะ :-)
ใช่คะ ปวดใจ แก้ยากกว่า
มียาขนานเดียวที่รักษาได้ คือ สติ คะ
ปัญหาคือ สติมักหลุดไปก่อนเพื่อน เสียนี่
แอบบอกอายุนะนี่ ;-) รุ่นฮิตพี่เจ เหมือนกันเลย
วิเคราะห์สาเหตุได้ตรงเป๊ะเลยคะ
อาการนี้ มักเป็นตอนใช้โต๊ะเตี้ยๆ ต้องก้มเวลาพิมพ์
โดยเฉพาะพิมพ์งานวิจัย..เพราะเอามือกุมขมับไปด้วย :-)
สวัสดีค่คุณ'Patama'
ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ...
ขอบคุณคะ
ปล.ชอบภาพภูเขาน้ำแข็ง เมือง vernon ที่อาจารย์ถ่ายคะ :-)
อาจารย์ หมอค่ะ ตอนนี้ ✿อุ้มบุญ ✿ กำลังเผชิญอาการดังกล่าว...
ขอใช้วิธี ของอาจารย์หมอบ้างนะคะ
และจะมาชวนร่วมกิจกรรมนี้กัน http://www.gotoknow.org/blog/kapoomr2r/452007
หากมีบันทึกเข้าข่าย R2R อย่าลืมใส่คำสำคัญ R2R นะคะเราจะได้ตามกันเจอ
คุ้นมาก ๆ กับภาพสามภาพค่ะ
หัวสี่ สิบและสี่สิบ
จากการทำงาน พี่ใช้การมองแบบนี้ทุกวัน วันละหลายร้อยครั้ง
มองชิ้นเนื้อแบบองค์รวม มองรูปแบบ มองลักษณะรอยโรคแบบมองจากที่สุงลงมุมต่ำ กำลังขยายต่ำ(หัวสี่)
มองหาดูว่ามีอะไรสะดุด ตา เรามั้ย
ผิดไปจากลักษณะ ปกติของชิ้นเนื้ออวัยวะนั้น ๆ มั้ย
บ่อยครั้งมองเห็นความสวยงาม ศิลป ในชิ้นเนื้อ
ถัดมามองด้วยกำลังขยายกลาง(หัวสิบ)
มองทะลุทะลวง ค้นหารายละเอียดยิ่งขึ้น
บางครั้ง บ่อยครั้งเราเห็นสิ่งผิดปกติเป็นจุดเล็กนิดเดียวตั้งแต่หัวสี่แล้ว
มามองให้ชัดขึ้นว่า
มันคืออะไร
หัวสี่สิบ เป็นการมองลงรายละเอียดระดับเซล เราจะมอง ขุดคุ้ยว่ากันเป็น เซล ๆ หรือเพื่อนพ้องเซลเหล่านั้น
เป็นเซลปกติ(normal) เซลนิสัยดี(mature) นิสัยพอทน(bordreline, potentially malignant) หรือนิสัยแย่มาก(neoplstic feature, poorly differentiated)
ศิลปเกิดตอนที่เพ่งมอง หันหัวแว่นขยายของกล้องจุลทัศน์กลับไปมา กำลังขยายหัวต่ำ กลางและสูง
เห็นความงามของชิ้นเนื้อ สีย้อม
นึกจินตนาการถึง เวลาที่เซลเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่ มันเริงร่า ขยันทำงานแค่ไหน
แล้วเมื่อคำสั่งการทำงานผิดเพี้ยนไป
มันเจ็บปวดหรือไม่
เวลาแย่งอาหาร เลือดที่มาหล่อเลี้ยง เหนื่อยมากมั้ย
คิดถึงเวลานักวิทยาศาสตร์ เตรียมการตัดชิ้นเนื้อ แผ่ชิ้นเนื้อให้บางที่สุดที่จะไม่ขาดรุ่งริ่ง และยังมีร่องรอยให้เราตรวจดู หลักฐาน รูปแบบ ทรวดทรง หน้าที่การทำงานของเซล
สีย้อมเล่า ปรมาจารย์ผู้คิดค้นพบ เก่งจังเลย เป็นสีที่พอเพมาะ พอดี
บางครั้ง บางที คิดไปถึง คนไข้เจ้าของชิ้นเนื้อ
เขา เธอ อายุประมาณนี้ นะ มีหลักฐานจากร่องรอยที่ปรากฎบนเนื้อค่ะ
คงเหนื่อยกับการทำงาน จึงมีจุดเม็ดสีแบบนี้
ฯลฯ
ขอบคุณบันทึกและภาพสามภาพนี้ค่ะ
พี่มีความสุขเมื่อระลึกได้ว่า เรามีความสุข เพลิดเพลินกับงานของเรา
แค่นี้เพียงพอแล่้ว
มาใช้โควต้าพื้นที่ไปมากเลย อิ อิ