...มหาวิทยาลัยทะยานขึ้นเพราะแรงพัฒนาหรือแรงสร้างสรรค์มากกว่าแรงทำลาย มหาวิทยาลัยที่ทำท่าจะทะยานไม่ขึ้นนั้น มีปัจจัยทำลายมากเกินไป และปัจจัยสำคัญที่สุดคือคน...


          ผมเคยไปทำงานในมหาวิทยาลัยก่อตั้งใหม่อยู่เกือบ ๒๐ ปี   เป็นชีวิตที่สนุกมาก และไม่เคยคิดจะจากมา   แต่วิถีชีวิตที่ไม่แน่นอนก็บันดาลให้ผมจากมาจนได้   แล้วก็ได้ไปเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยต่างๆ จำนวนมาก   ทำให้ได้เห็น เส้นกราฟความเจริญรุ่งเรือง (development curve) ของมหาวิทยาลัยต่างๆ  

 

          มหาวิทยาลัยที่ผมเคยอยู่พออายุเข้าเบญจเพส ก็ทะยานสู่ความก้าวหน้าในลักษณะที่ฝรั่งพูดให้เห็นภาพลักษณ์ว่า take-off   เหมือนเครื่องบินแล่นแท็กซี่บนรันเวย์แล้วทะยานขึ้นฟ้า   

 

          วันนี้ (๑ ก.ค. ๕๔) ผมพบเพื่อนที่ทำงานใกล้ชิดกันมานาน   ได้คุยกันถึงอีกมหาวิทยาลัยหนึ่ง ที่ยังลุ่มๆ ดอนๆ อยู่   โดยที่อายุใกล้จะ ๒๐ แล้ว   ผมเสนอโมเดล “ทะยานสู่ความรุ่งโรจน์เมื่ออายุเบญจเพส”   ว่ามหาวิทยาลัยนั้นจะทำได้ไหม   เราเห็นพ้องกันว่า น่าจะไม่ได้

          ผมเสนอว่า เครื่องบินทะยานขึ้นเพราะแรงยกมากกว่าแรงโน้มถ่วง   มหาวิทยาลัยทะยานขึ้นเพราะแรงพัฒนาหรือแรงสร้างสรรค์มากกว่าแรงทำลาย   มหาวิทยาลัยที่ทำท่าจะทะยานไม่ขึ้นนั้น มีปัจจัยทำลายมากเกินไป   และปัจจัยสำคัญที่สุดคือคน   ที่นั่นมีคนที่ตั้งหน้าตั้งตาสร้างสถานการณ์ที่บั่นทอนพลังสร้างสรรค์   เอาเรื่องจุกจิกไม่เป็นเรื่องมากระพือสื่อสารสร้างความไม่พอใจ   สร้างข่าวลือ   และบั่นทอนกำลังใจของคนที่ต้องการทำงานสร้างความเจริญให้แก่สถาบัน  

 

          ไม่ว่าผมไปอยู่ที่ไหน ผมจะหาทางลดทอน destructive force ในองค์กร ทั้งด้วยวิธีการทางตรงและทางอ้อม   คนที่ destructive โดยสันดาน แก้ไม่หาย ผมก็หาทางขยับไปไว้ในที่ที่ออกฤทธิ์ทำลายได้น้อย  หรือถ้าไม่มีผลงาน และระบบขององค์กรเอื้อ ก็งดต่อสัญญา เขาก็ออกไป (โดยบางคนก็ออกไปปล่อยข่าวทำลายผม)   แต่ไม่ว่าจะเป็นคน constructive หรือ destructive ผมจัดให้ได้เข้ารับการอบรมหรือสัมผัสหลักการหรือเครื่องมือพัฒนาคนอย่างทั่วหน้า   ยกเว้นตัวเขาเองปฏิเสธ   ผมดีใจมากที่บางคนเปลี่ยนใจตัวเองได้ กลายเป็นคน constructive  และได้ดิบได้ดีในเวลาต่อมา 

 

          ผมบอกตัวเองว่า ไม่ว่าไปทำงานที่ไหน ต้องไปสร้าง corporate culture ที่เป็น positive culture  เป็น learning culture   เป็นวัฒนธรรมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต มุ่งทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมและบ้านเมือง   วัฒนธรรมของคนขยัน และมุ่งมั่นที่จะทำงานให้ดีที่สุด ให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป   แล้วก็ได้รับการตอบแทนผลงานนั้น ทั้งทางตรง (รูปธรรม เช่นเงินเดือนสูงขึ้น) และทางอ้อม (นามธรรม เช่นความอิ่มใจ)     
 

          ผมวิเคราะห์ว่า บางองค์กรมีความคล่องตัวในการจัดการการจ้างงาน (บริหารงานบุคคล)    น่าจะสามารถงดต่อสัญญาต่อบุคคลที่เป็น “พลังทำลาย”    แต่ก็ไม่ทำ ปล่อยให้ลอยตัว ไม่มีผลงาน แต่สามารถอาศัยการมีพวกรักษาตำแหน่งเอาไว้   ระบบบริหารงานบุคคลที่ดี จริงจังทั้งมาตรการเชิงบวก และมาตรการเชิงลบ  น่าจะช่วยลดทอนกำลังทำลายลงไปได้

วิจารณ์ พานิช
๑ ก.ค. ๕๔