สำคัญที่สุดก็ตรงที่ “มีวิจารณญาณ” นี่แหละ ที่ดูน่าจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของคน เพิ่มเติมจากการที่คนต้องมีเทคนิคการฟังอย่างลึกซึ้ง แสดงความคิดต่อยอดกันและกัน คิดตามในความเป็นไปได้หรือไม่ได้หากจะนำไปใช้ต่อยอด และคิดวิเคราะห์อย่างสร้างสรรค์

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

จากนั้นอาจารย์ลงในรายละเอียดของตัวชี้วัดต่างๆที่เกี่ยวข้องทางการศึกษาและความเชื่อมโยง สอดคล้อง

...ผลลัพธ์ที่ได้บางอย่างยังเป็นต้นอ่อน บางต้นกำลังจะโต และบางต้นกำลังจะตาย... อะไรที่มิใช่ความรู้แท้จริง จะตายไปในที่สุด...

...งานวิจัยจะเป็นส่วนใหญ่ของ KM...

ท่านได้อะไรจากการ Share? ท่านได้อะไรจากการ Learn?

...หากมองว่าเป็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องต้องใช้เวลา 2 ปี มองว่าเป็นความยั่งยืนต้องใช้เวลา 5 ปี...

...การจัดการความรู้

-      เราต้องไม่หลงประเด็นในกิจกรรม

-      ต้องเป็นเวทีที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องที่ต้องการแก้ปัญหาร่วมกัน หรือนำไปต่อยอดแก้ปัญหาของตน…

 

หากจะให้ดี

ปีนี้ได้ทำ(KM)แล้ว ปีหน้ามาใหม่ กลับมาบอกว่า กลับไปแล้วทำได้หรือไม่ หรือทำไม่ได้เพราะบริบทต่างกัน

การประกันคุณภาพเป็นบริบทและกลไกการพัฒนาคุณภาพ

การประกันคุณภาพการศึกษากับการจัดการความรู้เป็นเรื่องเดียวกัน มันสอดแทรกอยู่แล้ว

... ที่สำคัญ อย่าลืมถามตนเองว่า ท่านต้องการอะไรจากการทำ KM?

 

เล่ามาซะยืดยาว โดยส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่า  KM เป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญในการนำเอาความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่ในตัวตนของคนคนนั้น ในพื้นที่นั้นออกมาแก้ปัญหางานของตนเอง หรือหากไม่มีวิธีการที่ดีก็อาจต้องเสาะแสวงหาจากเพื่อนในวงการช่วยกันจัดการความรู้ ต่อยอดกัน ซึ่งเป็นการเรียนลัดอย่างที่อาจารย์กล่าว

...ที่สำคัญ การเรียนลัดก็ต้องมีวิจารณญาณในการวิเคราะห์ว่า ความรู้ที่เราได้ยิน ได้เห็นมีความน่าเชื่อถือ...และเหมาะสมกับบริบทของเราเอง

 

สำคัญที่สุดก็ตรงที่ “มีวิจารณญาณ” นี่แหละ ที่ดูน่าจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญของคนอีกอย่างหนึ่งเพิ่มเติมจากการที่คนต้องที่มีเทคนิคการฟังอย่างลึกซึ้ง แสดงความคิดต่อยอดกันและกัน คิดตามในความเป็นไปได้หรือไม่ได้หากจะนำไปใช้ต่อยอด และคิดวิเคราะห์อย่างสร้างสรรค์

 

ช่วงท้ายอาจารย์แถม เทคนิคการจัดการความรู้ที่ดี

-  มีบรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ดี

-  กลุ่มที่ใช้ทำ dialogue ที่เหมาะสมควรประมาณ 8-10 คน เพราะทุกคนต้องเล่าเรื่องคนละ 2-3 นาที ในเวลาที่กำหนด ไม่เช่นนั้นนานเกินไปอาจ loss of concentration

-  หากกลุ่มใหญ่อาจใช้  KM Cafe’ จึงไปได้ถึง How to หรืออาจใช้เทคนิค “กลุ่มย่อยหลายกลุ่ม” ก่อน แล้วนำประเด็นมาแชร์กันอีกที

-  การกำหนด Knowledge Vision (KV) ที่กว้างมากไป อาจทำให้การพูดคุยสเปะสะปะ จะคุมกลุ่มลำบาก แคบมากไปก็ไม่ดี ดังนั้น ผู้ที่เป็น facilitator จะมีบทบาทสำคัญในการปรับเทคนิค อาจปรับจาก ทูน่าโมเดล เป็น โมเดล(ฝูง)ปลาตะเพียน ที่หัวปลาเล็กๆไปทางเดียวกัน

-  หัวเรื่องของ KM อาจไม่ใช่เพียงปัญหาของงานที่ต้องการแก้ไข แต่อาจนำมาจากความต้องการพัฒนางานก็ได้

-  KM คือ ทำให้เรารู้ How to ที่แท้จริง ของเรื่องนั้นๆว่าเขาทำยังไง?

-  การเล่าเรื่องมิใช่อยู่ดีๆเรียกใครๆมาเล่าเรื่องได้ ต้องบอกหัวข้อเรื่องให้เขามีเวลาเตรียมตัวในเรื่องนั้นๆมาก่อน

 

สุดท้าย KM ก็เป็นเครื่องมือที่เกิดจาก “ความรู้ของกลุ่มคน” ซึ่งนำมาเพื่อใช้แก้ปัญหาหรือพัฒนาเรื่องต่างๆที่ต้องการ...ก็เป็นรูปธรรมของคำคมคนโบราณที่ว่า “ความรู้ คืออาวุธ” นั่นแหละ