หมอพื้นบ้านที่เคร่งครัดจะท่องเสมอก่อนรักษาผู้ป่วย

คาถาเกี่ยวกับ แพทย์แผนไทยโบราณ

 

 
       เพื่อให้ครบถ้วนในเนื้อหาสาระตามแบบแผนที่โบราณาจารย์ได้ปฏิบัติสืบทอดกันมา จึงนำคาถาที่เกี่ยวกับแพทย์แผนไทยมาแสดงไว้พอสังเขป  เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ทราบว่า  การเป็นหมอนั้นจะต้องใช้ทั้งกาย และจิตใช้ทั้งพลังวัตถุ(สรรพคุณยา) และ พลังจิตประกอบกัน คาถาประกอบการใช้ยานี้ ในปัจจุบันไม่นิยมใช้กัน และไม่เป็นการบังคับว่าจะต้องใช้เป็นความเชื่อของแต่ละบุคคล บางใช้แต่เพียงสรรพคุณยาอย่างเดียวรักษาโรคก็ได้ผล
      แต่ถ้าคนไข้มีบุพกรรมหนักลำพังสรรพคุณยาอย่างเดียวก็เอาไม่อยู่ อาจต้องใช้พลังจิตเข้าช่วย จะอย่างไรก็ตามหากถึงวาระแล้ว แม้นแต่หมอเองก็ต้องตาย   เรื่องนี้ท่านจะเชื่อหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่นำเอามาแสดงไว้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของรำลึกอดีตสำหรับชนรุ่นหลังว่าสิ่งใด เคยมี  เคยเป็น เคยเกิดขึ้น  เป็นการเรียนรู้อดีต เพื่อสร้างปัจจุบัน และวางแนวทางสู่อนาคต

 

 คาถาจะนำแสดงเล็กน้อยพอเป็นประวัติศาสตร์ ดังนี้

 

๑. คาถาต้มยา

 

 เวลานำใบตองรองก้นหม้อ ก่อนนำตัวยาใส่ลงในหม้อ หรือจะเทยาลงบรรจุในขวด
ท่านให้ว่าคาถาดังนี้           อหัง วิมะยัง ปัจจักขามิ
 

 ๒. คาถาปิดปากหม้อยา

 

 เวลาเอาใบตองปิดปากหม้อต้มยา ก่อนจะยกหม้อขึ้นตั้งไฟ หรือเวลาปิดฝาขวดยา
 ท่านให้ว่าคาถาดังนี้          นะ โม พุท ธา ยะ

 

๓. คาถาเสกยากิน

 

เวลาเอามาจะกิน จะทำให้ยามีสรรพคุณดี รักษาโรคและไข้หาย
ท่านให้เสกคาถาดังนี้          อิติปิโส เมธายะ ว่า ๓ จบ แล้วจึงกินยา

 

๔. คาถาทำยา

 

เวลาบดยา ปั้นยา หรือทำยา เพื่อให้ยามีสรรพคุณดี
ท่านให้ภาวะนาคาถา
บทสัพพสีฯ   บทสักกัตวาฯ   บทพระอิติปิโสฯ 
(ดูรายละเอียดจากหนังสือสวดมนต์) ให้ภาวนาไปเรื่อยๆจนกว่าจะทำยาเสร็จ

 

๕. คาถาฝนยา   

 

    ท่านให้ว่าคาถานี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะฝนยาเสร็จ
   สัพเพเนตตา  สัพพยาธิ  วินาสน  สัพพสิทธิ  ภวันตุเม

 

๖.  คาถาปลุกรากโลดทะนงแดง

 

 อมสามปกมหาสามปกวิรูหะ อมเพิกสะหะ
 เอารากโลดทะนงแดงมาเสก ๓ คาบ ฝนกับน้ำมะนาวทาแผลงูพิษขบกัด

 

๗.  คาถาปลุกเสกยารักษาโรคทั่วไป

 

  อธิษฐานขอแล้ว ภาวนาเสก ๗ คาบ      นะโมพุทธายะ

 

๘. คาถาปลุกเสกยาที่ใช้สำหรับถอนพิษแก้พาต่างๆ

  

นะเคลื่อน โทถอน พุทธคลอน ธาเลื่อน ยะเลื่อน  หลุดลอย
นะโมพุทธายะ โอมอัคคี คงคานำ ระงับดับหาย สะวาหะ

 

    ให้เสกจำนวนคาถาตามกำลังวัน  (ถ้าเสกในวันใด ก็ให้เสกเท่านั้นจบ) ดังนี้ 
 
วันอาทิตย์ ๖ จบ           วันจันทร์ ๑๕ จบ      วันอังคาร ๗ จบ      วันพุธ  ๙ จบ
วันพฤหัสบดี ๒๐จบ      วันศุกร์  ๒๑  จบ      วันเสาร์ ๑๐ จบ  ฯลฯ

 

หมายเหตุ
 
       ในสมัยโบราณจะมีการยกครูก่อนทำพิธีต่างๆเสมอ ค่ายกครูมีหลายแบบตามแต่สืบทอดกันมาเช่น กรวยดอกไม้ธูปเทียน ๕ อัน, ๘ อัน เงิน ๑ บาท กรวยดอกไม้ธูปเทียน ๕  อัน เงินราง ๑ อัน เงินบาท ๖ สลึง ดอกไม้ ๓ สี ๓ ดอก เงิน ๑ สลึง เป็นต้น เมื่อได้เครื่องยกครู (บูชาครู) แล้ว ทำการจุดดอกธูปเทียน บูชาพระรัตนตรัย แล้วยกพานครูขึ้นเหนือศรีษะ ตั้งจิตถวายแค่ครูอาจารย์ที่ประสิทธิประสาทวิชามา แล้ววงไว้หน้าที่บูชาต่อจากนั้น ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วภาวะนาคาถาต่อไปตามพิธี  

 

   ข้อควรระวังสำหรับผู้เป็นหมอ (แบบโบราณ)

 

๑. ห้ามกินปลาหมอ
 
๒. ห้ามถ่มน้ำลาย  ปัสสาวะ อุจจาระลงน้ำ 
 
๓. ห้ามลบหลู่ครูบาอาจารย์ ห้ามตีตนเสมอท่าน เช่น ไม่นั่งหรือนอนบนที่ที่นั่งที่นอนของครู ไม่ล่วงเกินสถานที่หรือสิ่งของเครี่องใช้ของครู ไม่ล่วงละเมิดคำสั่งสอนของครูอาจารย์
 
๔. ห้ามด่าพ่อ ด่าแม่ เป็นต้น ถ้าหากเรียนหรือใช้คาถาอาคมด้วย จะมีข้อห้ามเพิ่มอีกหลายอย่าง ตามแต่วิชาที่เรียนมา เป็นหลักการบังคับให้คนเรารู้จักระมัดระวังตน ประมาณในตน ไม่ประมาทมักง่าย มีสมาธิ   พิจารณาอยู่ทุกขณะจิต มันอาจจะเป็นความงมงาย ตามที่หลายคนคิด แต่มันก็ได้สร้างสรรค์โลกให้ร่มเย็นมานาน น่าจะดีกว่าค่านิยมที่สร้างความผยองลำพองตน ที่มีแต่สร้างความเร้าร้อนวุ่นวายในสังคม และโลก เช่นในปัจจุบัน
 
       จะเห็นว่าในสมัยโบราณ ความผูกพัน ระหว่าง ครูและศิษย์มีอยู่มาก อยู่กันแบบญาติสนิท ค่าเรียนค่ายกครูก็เป็นเพียงสิ่งแสดงการบูชาคุณเท่านั้น แต่ปัจจุบัน ครูเป็นราวกับลูกจ้างทาสน้ำเงิน นักเรียนก็คล้ายกับหมูที่วิงชนปังตอ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนราษฏรฯ หรือโรงเรียนรัฐฯ แล้วเราจะไปเรียกหาความผูกพัน และน้ำใจในสังคมได้อย่างไร
 
 

 

 ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ   ร่วมอนุรักษ์มรดกไทย
 เภสัชกรรมไทย รวมสมุนไพร ฉบับปรับปรุง โดย วุฒิ วุฒิธรรมเวช